บ้านพักป่าไม้ ที่ ภูลังกา
เมื่อ 7วันที่แล้ว ่หยุดยาวปีใหม่ ปีระกาโทรหาแม่ จาก กรุงเทพ ขอแม่แวะเที่ยวที่ปางภูลังกา อ.ปงจังหวัดพะเยา ที่ทำงานของพี่ชายที่มาเป็ป่าไม้อยู่ที่นั่น
ปีเสือเป็พี่ชายที่โตกว่าเธอ3 ปี บอกว่า ปีนี้จะขับรถกลับบ้านถ้าเธออยากจะกลับด้วยก็ให้ขึ้นมาหาที่ปางภู ปีระกาจึงวางแผนว่าจะรอกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ตอนปีใหม่พร้อมกัน พี่เล่าว่า ่นี้อากาศเย็นกำลังดี ดอกไม้ป่าสวยมาก ปีระกาจึงหอบกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่เก่าแก่พะรุงพะรังมาด้วยเพราะหวังว่า เธอได้เก็บภาพสวยๆของป่าในหน้าหนาวไปจัดนิทรรศการภาพถ่ายของชมรมถ่ายภาพให้ได้สักครั้งหนึ่งก่อนที่จะเรียนจบ
มีเสียงเคาะประตูเรียกเบาๆ
“จ้า.... ตื่นแล้วจ้า “ ปีระกาโดดผลุงจากเตียง เดินอ้อมไปเปิดประตูโผล่หน้าออกไปเจอมะขิ่นยืนยิ้มแยกเขี้ยวหน้าเป็อยู่หน้าประตูห้อง
“มาๆ ระกา กินข้าวเช้ากัน” ชายหนุ่มร่างสูง คิ้วเข้มตาคมแบบคนไทยแท้ หากแต่กลับมีผิวขาวซีดเหมือนมิเคยโดนแดด ก็แม่เล่าว่าบ้านเรามีบรรพบุรุษเชื้อจีนน่ะ นั่งส่งเสียงเรียกอยู่ที่โต๊ะยาวริมระเบียง ข้าง ๆกันมี เด็กหนุ่มชาวกะเหรี่ยงกำลังช่วยจัดจานชามบนโต๊ะ
“ วันนี้พี่ต้องเข้ากรุงเทพนะ เข้าไปแค่ สองสามวันเองแหละหัวหน้าเรียกให้เข้าไปประชุมด่วนที่ส่วนกลาง น่าจะมีภารกิจสำคัญเร่งด่วน เพราะเห็นว่ามีเ้าหน้าที่ต่างชาติมาเข้าร่วมประชุมด้วย ไม่ต้องกลัวนะ มะขิ่น กับละอู ก็จะมาค้างเป็เพื่อนที่นี่ แล้ะก็ พี่มนัส กับวิทูร ที่อยู่บ้านพักหลังถัดไป ใกล้ๆกันนี่ก็จะมาช่วยดูแล เธอ”
“ ไม่เป็ไร พี่เสือ ระกาอยู่ได้ค่ะ เนอะ ละอู เนอะ เดี๋ยวระกาให้ละอูพาเที่ยวถ่ายรูปแถวใกล้ๆบ้านพักก็ได้ค่ะ มีวิวสวยๆเยอะแยะ”
ปีระกาเพิ่งมาถึงได้เที่ยวเล่นแค่2 วัน พี่ชายก็ได้รับคำสั่งจากส่วนกลางให้เข้าไปประชุมด่วนที่กรุงเทพเธอจึงต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านพักที่ปาง กับ ละอูและมะขิ่น เด็กหนุ่มสาวชาวเขาสองคน
คืนนั้น ปีระกาสะดุ้งตื่น จะด้วยอะไรก็ไม่อาจบอกได้ มันวาบขึ้นมาเฉยๆเหมือนถูกกระตุก หล่อนลุกขึ้นพร้อมผ้าห่มพันกาย เดินลากขาไปเขม้นมองผ่านหน้าต่างของห้องพัก บรรยากาศภายนอกดูค่อนข้างเลือนรางอยู่ท่ามกลางหมอกควันของฤดูหนาวหมู่ไม้เห็นเป็เงาตะคุ่ม มีหมอกควันสีขาวม้วนตัวอ้อยอิ่งแว่วเสียงน้ำค้างหยดเบาๆอยู่ด้านนอก ดูเหมือนละอองน้ำค้าง่ดึกนั้นหนาหนัก อากาศหนาวเยือกยิ่ง ป่าทั้งป่าเงียบงัน เป็ยามวิกาลที่หนาวเย็นเยียบสงัด มันเป็กลางดึกในคืนเดือนมืด
หล่อนยืนนิ่งๆสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด แล้วเมื่อสายตาชินกับความมืดด้านนอกก็ต้องเบิกตากว้าง เงาแสงสีเขียวเรืองๆหลายจุดพุ่งวาบเป็สายจากราวป่าที่อยู่ไกลออกไป ทุกสายพุ่งตรงมายังใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าบ้านพัก
แสงเขียวเรืองนั้นไม่สม่ำเสมอ บางสายอ่อนบาง บางสายแสงแรงเจิดจ้า บางสายเขียวเข้มดำทะมึน ละไอหมอกโดยรอบลอยอ้อยอิ่งหนาทึบจนไม่อาจมองเห็นสิ่งอื่น แสงเขียวเรืองหลายสายยังคงวนเวียนพุ่งวาบไปมาอยู่ตรงนั้น
อะไรนะ .... นั่น!!!
ปีระการู้สึกตื่นเต็มที่ จำได้ว่าที่ตรงใต้ไม้ใหญ่ พี่ชายสั่งให้ลูกน้องเทกิ่งกล้วยไม้ป่ามันถูกจับยัดมาในกระสอบปุ๋ยเก่าๆที่ถูกกวาดจับมาได้ลงพักไว้ ละอูกับมะขิ่นเด็กหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงที่เข้ามารับจ้างทำงานทั่วไปในบ้านพักป่าไม้ได้ช่วยกันคัดแยกเป็กองตามสายพันธุ์
คนของทางป่าไม้จะนำของกลางเหล่านี้จะนำกลับไปคืนถิ่นในป่าลึกอย่างที่มันควรจะอยู่ เสมือนเป็การส่งกลับบ้านแต่เป็เพราะบังเอิญมีคำสั่งเื่งานด่วนจากส่วนกลางเข้ามาคั่นเสียก่อน งานส่งกล้วยไม้ป่ากลับบ้านจึงต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว
น่าเสียดายที่พี่ชายต้องรีบเดินทางเข้าไปส่วนกลางโดยด่วนทำให้เธอต้องค้างเติ่งอยู่โยงเฝ้าบ้านพักของป่าไม้ตามลำพังอุตส่าห์จับรถขึ้นมาหาพี่ทั้งที อดได้ท่องป่าด้วยกันซะงั้น เธอจึงได้แต่รออยู่ที่ในพัก แต่พรุ่งนี้ พี่ก็จะกลับมาแล้วละ ปีระกาตัดสินใจเดินกลับมานอนต่ออีกนิด มันจวนจะใกล้รุ่งแล้วนี่นะจากนั้นเธอก็ผล็อยหลับลึกไปอีกท่ามกลางกระไอหมอกที่หนาวเย็น
ใกล้รุ่ง ปีระการู้สึกเหมือนฝันไป ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สุกสกาวเธอเองแฝงตัวอยู่ในพงหญ้าหนาทึบกำลังคืบคลานแนบตัวไปกับพื้นหญ้าเธอแหวกมันออกเป็ช่องอย่างเบามือพร้อมเพ่งมองออกไป ดูเหมือนจะมีพิธีกรรมอะไรสักอย่าง สิ่งที่เห็นตรงหน้าเธอห่างไปสัก 20 เมตรมีลานหินกว้างขนาดใหญ่ เธอเห็นเงาตะคุ่มๆของกลุ่มคนหนุ่มสาวรวมถึงเด็กชายหญิงประมาณ 30คนทุกคนแต่งกายคล้ายชนเผ่าชาวเขา คนทั้งหมดยืนโอบล้อมจับมือกันเป็วงกลม ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์
ตรงกลางลานหินนั้นมีหม้อดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเส้าหินที่มีไฟสุมลุกโชน
สตรีผมขาวนางหนึ่งในชุดสีแดงเพลิงกำลังพึมพำสวดคาถาอะไรสักอย่างที่เธอก็ฟังไม่ออก นางยืนทำมือวนๆอยู่เหนือหม้อใหญ่ใบนั้นพร้อมโปรยเศษใบไม้ในมือลงไป เสียงฆ้องกระหึ่มดังแว่วเป็ระยะปะปนกับเสียงเหมือนคนสวดมนต์พึมพำเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ มีครั้งหนึ่งที่สตรีคนทำพิธีแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ ทำให้ปีระกาได้เห็นใบหน้านางอย่างชัดเจน สวยมาก นางมีใบหน้าที่สวยสะดุดตาแลดูเหมือนจะคล้ายกับใครสักคนที่เคยเห็นแต่เธอนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเป็ใคร
ไม่นานมีเด็กสาวในชุดขาวอีกคนเดินถือถาดที่ใส่เกล็ดหินเล็กๆที่มีประกายแวววาวมายื่นให้สตรีนางนั้น นางหยิบก้อนหินเล็กๆเ่าั้ค่อยโปรยลงไปในหม้อปากนางยังคงสาธยายมนตราไม่หยุด มันคือพิธีกรรมอะไรกันนะ
............................................
“ช่วยด้วย !!!... ช่วยข้าด้วย ..... !! ใครก็ได้มาช่วยข้าที !!! ”
มีเสียงแหลมกรีดร้องของใครบางคนดังโหยหวนเข้ามาในโสตประสาทปีระกา สะดุ้ง
ใตื่น หัวใจเต้นรัวราวกับจะะโออกมานอกอก เธอมองไปรอบๆ เมื่อลืมตาตื่นเต็มที่จึงค่อยพบว่าตัวเองยังนอนหลับอยู่บนเตียงในบ้านพักป่าไม้ที่ภูลังกาของพี่ชาย
.....................
“ละอู มาอยู่กับพี่ปีเสือนานหรือยังจ๊ะ” ปีระกาชวนละอูคุยในเช้าวันรุ่งขึ้นขณะออกไปเดินป่าใกล้ๆบ้านพักด้วยกัน
“ก็นานเหมือนกันครับ ผมตามแม่มาเก็บของป่าไปขาย เดินมาได้สักพักหนึ่งก็หลงกับแม่ ไม่รู้ว่าเดินหลงออกมาจากบ้านกลางหุบเขา แล้วก็หาทางกลับบ้านไม่ถูกบ้านผมอยู่ในป่าลึกหลังเขาลูกโน้นจนค่ำมืด พวกป่าไม้พบผม นั่งร้องไห้อยู่ที่ริมลำธาร
ชายป่า”
“ ผมกลับบ้านไม่ถูก จำไม่ได้ว่าออกมาจากหุบเขาทางไหน คุณป่าไม้เสือพาผมไปหา
ทางกลับบ้านตั้งหลายครั้งแล้วแต่ก็หาไม่เจอ ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยต้องพาผมมาไว้ที่บ้านนี้ ส่วนน้องมะขิ่นเข้ามาเป็คนเมืองนานแล้ว พ่อแม่ทำไร่อยู่เชิงเขา เธอก็มาขอทำงานบ้านให้คุณป่าไม้เสือครับ เลยได้เป็เพื่อนอยู่ด้วยกัน
“ ละอู เมื่อคืน ฉันเห็นแสงสีเขียวพุ่งไปมาที่โคนต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่หน้าบ้านตรงนั้นน่ะ ก็ไม่รู้ว่าเห็นจริงหรือตาฝาด ละอูเคยเห็นบ้างไหมจ๊ะ”
“ อ๋อ ... พี่ระกาไม่ต้องใไปหรอก พ่อปู่เคยเล่าว่า ในป่านั้นมีิญญาป่าอยู่ คอยปกปักรักษา ช่วยเหลือผู้คน ใครทำดีไม่คิดร้ายกับป่า ิญญาป่าก็จะคุ้มครอง แสงสีเขียว นั่นคือ ิญญาของป่า เสียงต่างๆนั่นเป็เสียงเพรียกหากันของิญญาป่า ที่ร่ำร้องตามหาเพื่อนพ้องที่พลัดพรากไป ให้กลับคืนมาหากัน”
“จริงเหรอ” ปีระกาอุทาน พลางนึกตามอย่าง งงๆ ไม่รู้จะเชื่อละอูดีหรือไม่