บทที่ 38 ข้าก็แค่ชมงิ้วเท่านั้นเองนะ!
"แง... ขนมของข้า!"
เมื่อผู้คนพลุกพล่านเบียดเสียด เจ้าก้อนแป้งน้อยก็จับห่อขนมในมือไว้ไม่แน่นจนร่วงหล่นลงพื้น ซ้ำยังถูกผู้คนเหยียบย่ำไปมาจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
เด็กน้อยขอบตาแดงก่ำจ้องมองเศษขนมเหล่านั้น น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลรินอาบแก้ม นี่คือขนมที่นางตั้งใจซื้อไปฝากท่านพ่อนะ!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งอาศัยจังหวะชุลมุนตอนที่นางไม่ทันระวังตัว ใช้ผ้าชุบยาสลบปิดปากและจมูกของเจ้าก้อนแป้งน้อยแน่นหนา ก่อนจะอุ้มร่างเล็ก ๆ ของนางขึ้นมา
"อื้อ..."
หรานหร่านไม่ทันระวังตัว จึงถูกฤทธิ์ยาสลบเล่นงานจนหมดสติไปจริง ๆ
ทางด้านลู่ชิงและท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ เมื่อหันกลับมาตามหาเจ้าก้อนแป้งน้อยอีกครั้ง ก็เห็นว่านางกำลังถูกคนอุ้มยัดเข้าไปในรถม้าคันหนึ่งเสียแล้ว
"แย่แล้ว!"
ลู่ชิงสบถเสียงต่ำ เขารีบยัดไม้พุทราเชื่อมเสียบไม้ทั้งหมดใส่อกท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ จากนั้นจึงพุ่งตัวไล่ตามไปติด ๆ
รถม้าควบทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ลู่ชิงใช้วิชาตัวเบาเร่งฝีเท้าไล่ตามไปอย่างสุดกำลัง ทว่าเพิ่งจะพ้นถนนไปได้เพียงสายเดียว เขากลับถูกยอดฝีมือสองคนปรากฏตัวขึ้นมาสกัดทางเอาไว้
ก่อนที่รถม้าจะไปถึงจุดหมาย เจ้าก้อนแป้งน้อยก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเห็นว่ามือและเท้าของตนเองถูกมัดเอาไว้ นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับทอประกายความตื่นเต้นสนุกสนานออกมาเสียด้วยซ้ำ
รถม้าแล่นลึกเข้ามาในป่าทึบห่างไกลผู้คนก่อนจะหยุดนิ่งลง เจ้าก้อนแป้งน้อยเห็นดังนั้น จึงรีบหลับตาแน่นแสร้งทำเป็นสลบไสลทันที
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น ร่างเล็ก ๆ ถูกคนหิ้วเชือกที่มัดอยู่ด้านหลัง ยกขึ้นห้อยต่องแต่งราวกับกำลังหิ้วลูกไก่ตัวน้อยก็ไม่ปาน
"เหอะ! ข้าก็ไม่เห็นว่านังหนูนี่จะมีอะไรดีตรงไหนเลย! ช่างขวัญกล้านักที่มาทำลายแผนการดี ๆ ของพวกข้า!"
ผู้ที่เอ่ยปากก็คือ นายท่านสามตระกูลสวี
ลูกน้องที่อยู่ข้างกายเอ่ยถามขึ้นว่า "คุณชาย ตอนนี้จะจัดการอย่างไรดีขอรับ? จะลงมือสังหารเลยหรือว่า..."
สวีซานแค่นเสียงเย็นชา "ในเมื่อกล้ายื่นมือมายุ่งย่าม เช่นนั้นก็สับมือมันทิ้งเสียข้างหนึ่ง! หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราไม่เบา ช่างน่าเสียดายจริง ๆ"
"ขอรับ คุณชายสาม!"
ลูกน้องผู้นั้นรับคำ พลางชักดาบที่เอวออกมา เขารั้งร่างของเจ้าก้อนแป้งน้อยโยนลงบนพื้น ก่อนจะเงื้อดาบเล่มโตขึ้นหมายจะฟันลงไป
เคร้ง!
ดาบเล่มเขื่องฟันฉับลงมา ทว่ากลับไม่โดนร่างของเด็กน้อย หากแต่พลาดไปฟันเข้ากับก้อนหินใหญ่ที่อยู่ด้านข้างอย่างจัง
เจ้าก้อนแป้งน้อยกลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้นหนึ่งตลบ แล้วจึงลุกขึ้นนั่ง พลางร้องท้าทายด้วยความตื่นเต้น "เข้ามาเลย เข้ามาฟันข้าสิ!"
สวีซานและลูกน้องอีกหลายคน ใบหน้าพลันดำทะมึนขึ้นมาในทันที
"เหอะ!" สวีซานแค่นเสียงเย็น "ฟื้นขึ้นมาก็ดี! วันนี้บิดาจะทำให้เจ้าจดจำไปจนวันตาย ว่าเป็นก้อนแป้งน้อยก็ควรจะเจียมเนื้อเจียมตัวในแบบของก้อนแป้งน้อย!"
"ท่านลุง คำพูดนี้ข้าขอคืนให้ท่านก็แล้วกันนะเจ้าคะ!"
เจ้าก้อนแป้งน้อยไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางแยกเขี้ยวขยิบตาใส่พวกสวีซาน พลางกล่าวว่า "ของที่ไม่ใช่ของของท่าน ต่อให้ดึงดันจะแย่งชิงไป อย่างไรก็แย่งไปไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ!"
เมื่อสวีซานได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาก็ฉายแววเหี้ยมโหดอำมหิต
"จะแย่งได้หรือไม่ได้ ก็ต้องลองแย่งดูถึงจะรู้!"
เอ่ยจบ สวีซานก็ผลักลูกน้องไปข้างหน้าสุดแรง พร้อมกับตวาดลั่นด้วยความขัดเคือง "พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบเข้าไปจัดการมันสิ!"
"ขอรับ"
บรรดาลูกน้องขานรับ ก่อนจะพากันเงื้อดาบพุ่งเข้าฟันเจ้าก้อนแป้งน้อยอีกครั้ง เด็กน้อยเอาแต่กลิ้งหลบไปมาบนพื้น ดูเผิน ๆ เหมือนคนไร้วิทยายุทธ์ ทว่าคมดาบเหล่านั้นกลับฟันพลาดเป้า ไม่ระคายผิวของนางเลยแม้แต่น้อย ท่าทางของนางดูราวกับกำลังหยอกล้อพวกเขากลาย ๆ เสียมากกว่า
เมื่อสวีซานเห็นเช่นนั้น ก็สบถด่าอย่างเกรี้ยวกราด "พวกสวะ! แค่เด็กตัวนิดเดียวคนเดียว พวกเจ้ายังสังหารไม่ได้อีกหรือ!"
สิ้นเสียงด่าทอ ก็ได้ยินเสียงใสแจ๋วของเจ้าก้อนแป้งน้อยเอ่ยขึ้นว่า "ท่านลุง พวกเขาจะเป็นสวะหรือไม่ ท่านลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเองดูสิเจ้าคะ"
กล่าวจบ เจ้าก้อนแป้งน้อยก็กะพริบตากลมโตปริบ ๆ ข้อมือเล็ก ๆ เพียงแค่ออกแรงสะบัดเบา ๆ เชือกที่มัดตัวอยู่อย่างแน่นหนาก็หลุดร่วงลงพื้นอย่างง่ายดาย ทันใดนั้น นางก็ยกมือน้อย ๆ ขึ้นวาดลวดลายไปมากลางอากาศ ลำแสงสีทองสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ก่อนจะพุ่งตรงดิ่งไปยังสวีซานอย่างรวดเร็ว
สวีซานรู้สึกเพียงว่าดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีก็เห็นว่าลูกน้องของตนต่างพากันหันคมดาบ แล้วพุ่งตรงเข้ามาฟันเขาแทนเสียแล้ว
"เฮ้ย! พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน!" สวีซานตะโกนลั่น พลางกระโดดหลบการโจมตีของลูกน้องเป็นพัลวัน
"นี่มันจะกำเริบเสิบสานกันเกินไปแล้ว!"
"ไอ้พวกสวะ พวกเจ้าแหกตาหมาของพวกเจ้าดูให้ดี ๆ ว่าข้าเป็นใคร!"
ทว่าบรรดาลูกน้องของเขากลับมีท่าทีเหม่อลอยราวกับถูกผีสางเข้าสิง พวกเขาไม่ได้ยินเสียงตะโกนนั้นแม้แต่น้อย ซ้ำยังเงื้อดาบฟันใส่ผู้เป็นนายด้วยความดุดันเหี้ยมโหดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สวีซานผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง เขาจัดการคว่ำลูกน้องลงไปคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแย่งดาบมาไว้ในมือ แล้วตั้งรับการโจมตีพัลวัน
ฝ่ายเจ้าก้อนแป้งน้อยก็ฉีกยิ้มกว้าง กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ นางเอนกายพิงกิ่งไม้ แกว่งขาสั้น ๆ ของตนไปมา นั่งชมงิ้วฉากใหญ่อย่างเบิกบานใจ ซ้ำยังคอยส่งเสียงตะโกนชี้แนะกระบวนท่าอยู่เป็นระยะ ๆ
"อืม... ขาดเมล็ดแตงโมไปสักถุง ลดทอนอรรถรสในการชมงิ้วไปหน่อยแฮะ!" เจ้าก้อนแป้งน้อยขมวดคิ้วบ่นอุบอิบ "คราวหน้าข้าจะต้องพกเมล็ดแตงโมมาให้เต็มกระเป๋าเสียแล้ว!"
เสียงดาบกระทบกันดังกังวานสลับกับการต่อสู้ดำเนินไปครู่ใหญ่ จวบจนกระทั่งเจ้าก้อนแป้งน้อยใช้มือเท้าคาง สัปหงกใกล้จะไปเข้าเฝ้าโจวกงในความฝันอยู่รอมร่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือดดังลั่นขึ้นมา
เจ้าก้อนแป้งน้อยสะดุ้งโหยง ตาสว่างจ้าในทันที เมื่อเพ่งมองลงไป ก็เห็นสวีซานนอนหมดสติจมกองเลือดอยู่บนพื้น ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีท่อนแขนข้างหนึ่งที่เพิ่งถูกฟันขาดกระเด็นตกอยู่อย่างเงียบงัน
"อมิตาภพุทธ ประเสริฐแท้! ประเสริฐแท้!" เจ้าก้อนแป้งน้อยหยัดกายลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบกันไว้กลางอก พลางสวดภาวนาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอย่างไรก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ เลยสักนิด
เมื่อลูกน้องของสวีซานได้ยินเสียงนั้น ในใจก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา พวกเขาหันขวับไปมองเจ้าก้อนแป้งน้อยที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ สลับกับมองผู้เป็นนายที่นอนหมดสติพร้อมกับแขนที่ขาดสะบั้น
"นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น!?" ชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างตื่นตระหนกตกใจ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
เจ้าก้อนแป้งน้อยทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบน เผยให้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ น่ารักน่าชัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มไร้เดียงสาว่า "ข้าไม่บอกพวกท่านหรอกนะเจ้าคะ ว่าเป็นพวกท่านเองนั่นแหละที่รุมฟันแขนเจ้านายของตัวเองจนขาดกระเด็นน่ะ"
"นังหนูตัวดี เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่! เจ้าเป็นคนทำใช่ไหม!" บรรดาลูกน้องต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น
เจ้าก้อนแป้งน้อยแสร้งทำสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ นัยน์ตากลมโตเป็นประกายวิบวับ แลดูไร้เดียงสายิ่งนัก "อย่ามาใส่ร้ายข้านะเจ้าคะ ข้าก็แค่ชมงิ้วเพลิน ๆ เท่านั้นเอง!"
"อย่ามัวไปต่อล้อต่อเถียงกับมันเลย ฆ่ามันซะ!" ชายคนหนึ่งตะโกนลั่น
"มาสิเจ้าคะ เข้ามาเลย!" เจ้าก้อนแป้งน้อยกระโดดโลดเต้นไปมาบนกิ่งไม้อย่างสนุกสนานราวกับนกกระจอกตัวน้อย ๆ "ขึ้นมาสังหารข้าสิเจ้าคะ!"
เมื่อคนเหล่านั้นได้ยิน สบตากันแวบหนึ่ง ก็พากันโยนดาบในมือทิ้ง ก่อนจะร่วมแรงร่วมใจกันเขย่าลำต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง หมายมั่นจะเขย่าให้ร่างเล็ก ๆ นั้นร่วงตกลงมาให้จงได้
ต้นไม้ใหญ่ถูกเขย่าจนสั่นคลอนไปมา ทว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยกลับยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
"โง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง!" เจ้าก้อนแป้งน้อยมองชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะยื่นปากบ่น "สู้ฟันต้นไม้ให้โค่นลงมาเสียยังจะเข้าท่ากว่าอีก!"
เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟัง ก็รู้สึกว่าคำพูดนั้นช่างมีเหตุผลยิ่งนัก จึงรีบคว้าดาบขึ้นมากระหน่ำฟันต้นไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย หรานหร่านทำแก้มป่อง แกว่งขาสั้น ๆ ของตนไปมา พลางส่งเสียงร้องให้กำลังใจพวกเขาไปด้วย
จวบจนกระทั่งพวกเขาฟันต้นไม้จนคมดาบแทบจะบิ่นงอ เจ้าก้อนแป้งน้อยก็ปัดไม้ปัดมือ กระโดดลงมาจากกิ่งไม้มายืนอยู่เบื้องหลังพวกเขาอย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงยกเท้าเล็ก ๆ ขึ้น ถีบเข้าที่ก้นของชายคนหนึ่งอย่างจัง