วันเสาร์มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สว่างจ้าเสียจนหลินเหว่ยต้องหยีตา
เขายืนอยู่หน้ากระจกในห้องเช่ามาเกือบชั่วโมงแล้วเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่เขาบรรจงรีดจนเรียบกริบถูกสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจัดปกเสื้อพลิกซ้ายพลิกขวา และลองยิ้มให้กระจกเพื่อเช็กดูว่าตัวเองดูประหม่าเกินไปไหมวันนี้ไม่มีความมืดช่วยพรางสายตา ไม่มีแสงไฟสีส้มสลัวช่วยซ่อนใบหน้าที่มักจะขึ้นสีระเรื่อเวลาอยู่ใกล้เธอมีเพียงความจริงตรงหน้าและหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
“อย่าทำตัวแปลกๆ นะหลินเหว่ย” เขาพึมพำปลอบใจตัวเองพลางหยิบนาฬิกาข้อมือมาสวมคราวนี้เขามั่นใจว่ามันเดินตรงเวลาเป๊ะ
สวนสนุกกลางเมืองในวันหยุดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสียงดนตรีสนุกสนานและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังระงมไปทั่วบริเวณหลินเหว่ยเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังชิงช้า์ขนาดั์ที่เป็จุดนัดพบเขากระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความคาดหวังที่เปี่ยมล้นเขาจินตนาการถึงภาพซูเหยียนในชุดลำลองท่ามกลางแสงแดดเธอจะยังส่งกลิ่นหอมดอกมะลิอ่อน ๆ เหมือนตอนอยู่ใต้เงาไฟป้ายรถเมล์ไหมนะ?
11:50 น.
เขามันพวกชอบมาก่อนเวลาเสมอหลินเหว่ยยืนพิงเสาเหล็กใกล้กับทางเข้าชิงช้า์สายตาสอดส่ายมองหาหญิงสาวในชุดโค้ทสีครีมหรือใครก็ตามที่ดูเหมือนจะเป็เธอในโลกกลางวันทุกครั้งที่มีผู้หญิงรูปร่างโปร่งบางเดินผ่าน หัวใจเขาก็จะกระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะก่อนจะพบว่าไม่ใช่
12:00 น.
เวลาเที่ยงตรงเป๊ะหลินเหว่ยยืนยืดตัวตรงพยายามทำตัวให้ดูผ่อนคลายที่สุดเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอซ้ำๆ ทั้งที่ไม่มีเบอร์ติดต่อของเธอแต่เขากลับหวังว่าความรู้สึกเชื่อมโยงบางอย่างจะนำทางเธอมาหาเขาที่นี่
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป... จากห้านาที กลายเป็สิบห้านาที
คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินผ่านเขาไปเพื่อขึ้นไปััวิวสวยบนชิงช้า์แต่กลับไม่มีวี่แววของคนที่เขาเฝ้ารอ หลินเหว่ยเริ่มรู้สึกถึงความวูบโหวงในอกความร้อนจากแสงแดดเริ่มทำให้เหงื่อซึมตามไรผมแต่เขากลับรู้สึกเย็นเยียบในใจอย่างบอกไม่ถูก
เธออาจจะหลงทาง... หรืออาจจะติดธุระด่วน เขาพยายามหาเหตุผลมาหักล้างความกลัวที่เริ่มก่อตัว
13:00 น.
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลินเหว่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่เขยื้อนไปไหนสายตาของเขาเริ่มพร่าเลือนเพราะจ้องมองฝูงชนนานเกินไปความตื่นเต้นและความเขินอายที่เคยมีเมื่อเช้าค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความกังวลที่เริ่มกัดกินความมั่นใจเขาหยิบน้ำดื่มที่ซื้อติดมือมาขึ้นมาจิบ แต่มันกลับขมปร่าจนต้องวางลง
เขาเริ่มเดินว่อนไปรอบ ๆ บริเวณหน้าชิงช้า์เผื่อว่าเธอจะยืนรออยู่ผิดฝั่ง หรือเผื่อว่าเขาจะจำหน้าเธอในตอนกลางวันไม่ได้แต่ไม่ว่าจะพยายามมองหาเท่าไร เขาก็ไม่เจอผู้หญิงที่ส่งกลิ่นหอมจาง ๆคล้ายดอกมะลิคนนั้นเลย
“หรือเราจะบอกจุดนัดพบไม่ชัดเจน?” เขาพยายามหาเหตุผลเข้าข้างเธอ
หลินเหว่ยทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวข้างทางเดินเขาเหม่อมองชิงช้า์ที่ยังคงหมุนวนไปช้า ๆ เหมือนกับเวลาที่เขารอคอยเธอความรู้สึกเหมือนคนตกจากที่สูงรบกวนจิตใจเขาอย่างรุนแรงความมั่นใจที่เคยมีว่ารอยยิ้มของเธอในคืนนั้นคือ “ของจริง” เริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก
เขาเฝ้ารอจนกระทั่งแสงแดดเริ่มอ่อนแสงลงความหวังที่เคยพองโตจนคับอกบัดนี้แฟบลงจนเหลือเพียงความว่างเปล่าเขาได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าเขาพลาดอะไรไปตรงไหนหรือแท้จริงแล้วเขาสำคัญตัวผิดไปเอง...ว่าสิบห้านาทีหลังเที่ยงคืนนั้นมันมีความหมายสำหรับเธอเท่ากับที่มันมีต่อเขา
หลินเหว่ยลุกขึ้นยืนช้า ๆเมื่อสวนสนุกเริ่มประกาศเวลาปิดทำการเขาเดินก้มหน้าออกจากสวนสนุกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่ามันจะเป็สถานที่ของความทรงจำแสนหวาน
ตอนนี้สิ่งที่เขา้ามากที่สุดคือให้เข็มนาฬิกาหมุนไปถึงเที่ยงคืนเร็ว ๆเพื่อที่เขาจะได้กลับไปถามเธอที่ป้ายรถเมล์แห่งนั้น... ว่าทำไมเธอถึงไม่มา
คุยกับนักเขียน:
น่าใจหายแทนหลินเหว่ยจริงๆ นะครับจากที่เตรียมตัวมาอย่างดีด้วยความเขินอายและหัวใจที่พองโตกลับต้องมานั่งรอเก้อท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนอื่นในสวนสนุกความผิดหวังครั้งนี้จะกลายเป็รอยร้าวในความสัมพันธ์ของพวกเขาไหม? แล้วซูเหยียนหายไปไหนกันแน่? ฝากติดตามตอนที่6 ด้วยนะครับ!