ความมืดในห้วงสติค่อย ๆ ถอยร่นออกไปทีละน้อย
แรกเริ่ม หลงซิงเฉินได้ยินเพียงเสียงหนึ่ง—ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงหยดน้ำ ไม่ใช่เสียงอสูรคำรามจากใต้โพลงมรณะ หากเป็เสียงบางอย่างที่คล้ายเมล็ดแห่งฟ้าดินกำลังแตกเปลือก เสียงนั้นดังอยู่ลึกลงไปในร่างกายของเขา ลึกเสียจนเหมือนดังออกมาจากเื จากกระดูก จากเส้นชีพจรทุกเส้นที่เคยตายด้านมาตลอดสิบหกปี
ตึก… ตึก… ตึก…
หัวใจของเขายังเต้นอยู่
แต่จังหวะนั้นกลับมิใช่จังหวะเดิมอีกต่อไป
ในห้วงพร่ามัว เขารู้สึกราวกับตนลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งดวงดาว ดวงดาวเ่าั้มิได้อยู่นิ่ง หากหมุนวนเป็กระแสยิ่งใหญ่ ไหลผ่านร่างเขา เหมือนสายน้ำเงินอันเยียบเย็นและร้อนระอุในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่มันไหลผ่าน จุดที่เคยอุดตันในเส้นชีพจรจะสั่นะเืราวกับถูกค้อนั์ทุบใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากเป็คนทั่วไป เกรงว่าคงคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว
ทว่าหลงซิงเฉินเคยชินกับความทรมาน
เคยชินกับการถูกมองเป็ของไร้ค่า
เคยชินกับการเห็นผู้คนหัวเราะใส่หน้า
เคยชินกับการลุกขึ้นยืนทั้งที่ในใจแตกยับครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเจ็บจนชาชิน จิตใจก็มักแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ฉะนั้นแม้อยู่ในภวังค์ที่คล้ายฝันคล้ายจริง เขาก็ยังคงกัดฟันต้านทาน กระทั่งดวงดาวในห้วงสตินั้นเริ่มร่วงลงมาทีละดวง กลายเป็ประกายสีเงินสายยาวพุ่งเข้าสู่กลางอกของเขา
พริบตานั้นเอง ความร้อนปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
หลงซิงเฉินสะดุ้งเฮือกแล้วลืมตาขึ้นทันที..
แสงสีเงินอันนุ่มลึกยังคงปกคลุมถ้ำใต้โพลงมรณะราวท้องนภายามค่ำคืน ดวงดาวจำลองบนเพดานถ้ำยังส่องประกายพร่างพราว แต่ครั้งนี้เมื่อเขามองขึ้นไป เขากลับไม่รู้สึกว่ามันเป็เพียงแสงประดับอีกแล้ว ตรงกันข้าม เขารับรู้ได้เลือนรางว่าภายในดวงดาวจำลองเ่าั้มีแรงกดดันบางชนิดซ่อนอยู่ ราวกับนี่มิใช่เพียงแสงธรรมดา แต่เป็เจตจำนงของค่ายกลโบราณที่หลับใหลมานานแสนนาน
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าอกตนเอง
ตรงนั้นยังอุ่นอยู่
อุ่นลึกเข้าไปใต้ิั ใต้กล้ามเนื้อ ใต้กระดูกซี่โครง ราวกับมีสิ่งหนึ่งฝังตัวอยู่กลางหัวใจ และกำลังปล่อยแสงสีเงินจาง ๆ หล่อเลี้ยงร่างกายเขาอย่างต่อเนื่อง
หยกดารา..
แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่หลงซิงเฉินมั่นใจว่ามันได้หลอมรวมเข้ากับร่างของเขาแล้ว
เขาขยับนิ้วมือช้า ๆ
เปรี๊ยะ…
ประกายไฟสีม่วงเงินเล็ก ๆ ะโวาบผ่านปลายนิ้ว
หลงซิงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกำมือแน่นโดยสัญชาตญาณ แรงอัดในแขนและหัวไหล่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลันจนเขารับรู้ได้ชัดว่าพละกำลังของตนเปลี่ยนไปมากมายเพียงใด หากเป็เมื่อก่อน แค่ยันตัวลุกจากพื้นหินแข็งหลังร่วงลงจากเหวคงทำให้เขาเจ็บจนแทบเป็ลม แต่ตอนนี้เขากลับลุกขึ้นยืนได้ แม้อาการปวดจะยังมี ทว่ามันกลับมิใช่ความอ่อนแอสิ้นหวังแบบเดิม
เขาลองสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง
ลมเย็นในถ้ำพลันไหลผ่านจมูกสู่ทรวงอก ก่อนจะแตกกระจายเป็กระแสบางเบาไหลเข้าสู่ท้องน้อยอย่างเป็ธรรมชาติ
หลงซิงเฉินตัวแข็งค้าง
เขารับรู้ได้ถึงมันชัดเจนแล้ว
ปราณ..!!
ครั้งนี้ไม่ใช่ภาพลวง ไม่ใช่ความเพ้อฝัน ไม่ใช่ความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ อย่างที่เคยเป็มาตลอดสิบหกปี แต่เป็กระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างจริง ๆ แม้มันจะยังเบาบาง แต่ก็มีอยู่จริง และกระแสปราณนั้นยังถูกห่อหุ้มด้วยประกายสีม่วงเงินบางส่วนจนให้ความรู้สึกคมกริบ เย็นะเื และป่าเถื่อนไปพร้อมกัน
“ข้ามีปราณ…แล้วจริง ๆ”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า แต่สั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ชีวิตนี้ เขาเฝ้าฟังคำว่า “ปราณ” จากปากผู้อื่นมานานเกินไป ฟังจนแทบเกลียดคำนี้ เพราะมันคือเส้นแบ่งระหว่าง “คน” กับ “สวะ” ในโลกยุทธภพ แต่วันนี้ เส้นแบ่งนั้นกลับถูกข้ามผ่านด้วยมือของเขาเอง
หลงซิงเฉินหลับตาลงช้า ๆ ตั้งสมาธิรับรู้ภายใน
เมื่อจิตสงบลง ภาพในร่างกายพลันชัดเจนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเห็นเส้นชีพจรที่เคยอุดตันอยู่ราง ๆ ราวเส้นทางแห้งผากในฤดูแล้ง บัดนี้ถูกแสงสีเงินเปิดทะลวงออกหลายส่วน แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้มากพอจะทำให้เขาไม่ใช่เด็กพิการที่ไร้ทางฝึกปราณอีกต่อไป
และลึกกว่านั้น ในตำแหน่งกลางอก เขาเห็นจุดแสงสีเงินดวงหนึ่งหมุนช้า ๆ คล้ายดาวที่กำลังถือกำเนิดใหม่ ทุกครั้งที่มันหมุน เส้นชีพจรและกระดูกของเขาจะสั่นรับเล็กน้อย ราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องแม้เขาจะไม่ได้ขยับตัวเลยก็ตาม
สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนกลับไปยังแท่นหินกลางถ้ำ
หยกดาราหายไปแล้ว ทว่าบนแท่นกลับมีม้วนคัมภีร์สีดำอมเงินวางอยู่แทน พื้นผิวของมันขรุขระดั่งหนังอสูรเก่าแก่ แต่ลึกลงไปกลับมีประกายแสงไหลเวียนราวหมู่ดาวในฟากฟ้า
หลงซิงเฉินก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ยิ่งเข้าใกล้ เขายิ่งััได้ถึงความผูกพันประหลาดราวกับคัมภีร์เล่มนี้รอเขามานานเหลือเกิน เมื่อเขายื่นมือไปแตะ ปรากฏว่าไม่มีแรงกดดันรุนแรงเช่นยามแรกที่เข้าใกล้หยกดารา กลับมีเพียงความเย็นที่ซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่สมอง
แล้วในวินาทีถัดมา..
ข้อมูลมหาศาลพลันะเิเข้าสู่จิตสำนึกของเขา
อักขระโบราณนับไม่ถ้วนลอยวนอยู่ในห้วงความคิด ทั้งที่เขาไม่เคยเรียนรู้มัน แต่กลับอ่านเข้าใจได้อย่างประหลาดเหมือนิญญาของเขาเคยรู้จักสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว
ตำราวิถีธาตุา..!!
เพียงชื่อก็ทำให้หัวใจของหลงซิงเฉินสั่นะเื
เขาฝืนสงบใจแล้วเริ่มซึมซับข้อความทีละส่วน
ตามบันทึกในตำรา ฟ้าดินมีแก่นแท้แห่งธาตุอยู่เก้าชนิด คือ ดิน วารี ลม อัคคี สายฟ้า มืด แสง ทอง และแก่นดารา แต่ละธาตุถือกำเนิดจากการสะสมของพลังฟ้าดินอย่างน้อยหนึ่งแสนปีในพื้นที่อันตรายที่เหมาะสม จึงก่อกำเนิดเป็ “เม็ดพลังธาตุา” อันเป็จ้าวแห่งธาตุนั้นโดยแท้จริง
ผู้ใดหลอมรวมเม็ดพลังธาตุได้ ย่อมเป็จ้าวเหนือธาตุชนิดเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น
ธาตุสายฟ้า—ต้านทานสายฟ้าทั้งปวง สยบพิษทั้งสิ้น ใช้สายฟ้าทำลายพิษ และดูดกลืนสายฟ้ามาหลอมเป็ปราณบริสุทธิ์
ธาตุอัคคี—เผาผลาญทุกสิ่ง ทะลวงพลังป้องกัน
ธาตุวารี—ฟื้นฟู รักษา หล่อเลี้ยงเส้นชีพจร
ธาตุลม—เร็วไร้รอย พริ้วไหวไล่ล่า
ธาตุดิน—หนักแน่นดุจภูผา ป้องกันเหนือล้ำ
ธาตุมืด—ซ่อนเร้น ลอบสังหาร กลืนพลัง
ธาตุแสง—ชำระคำสาป ต้านมาร ฟื้นคืนชีวิต
ธาตุทอง—คมกริบแข็งแกร่ง เสริมอาวุธให้ทะลวงทุกสิ่ง
ธาตุแก่นดารา—จ้าวแห่งการหลอมรวม ควบประสานทุกธาตุเข้าเป็หนึ่งเดียว
แต่เนื้อหาที่ทำให้หลงซิงเฉินหยุดหายใจชั่วครู่ หาใช่รายละเอียดของทั้งเก้าธาตุไม่ หากเป็บรรทัดต่อมาที่ปรากฏขึ้นชัดเจนดุจลายสลักลงบนิญญา
“ผู้ใดได้รับดาราก่อน ย่อมเปิดประตูสู่ธาตุทั้งปวง
ผู้ใดรับอัศนีก่อน ย่อมมีเขี้ยวแห่ง์ไว้ฉีกชะตาตนเอง”
ดารา…
อัศนี…
หลงซิงเฉินก้มลงมองกลางอกของตนเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากอีกด้านหนึ่งของแท่นหิน
ครืน…
พื้นหินเบื้องหน้าค่อย ๆ สั่นะเื รอยแยกบาง ๆ ปรากฏขึ้นเป็เส้นยาว ก่อนจะมีลำแสงสีม่วงเงินรั่วซึมออกมาเป็สาย เสียงฟ้าคำรามแ่ต่ำดังขึ้นจากภายใต้แท่น ราวกับสัตว์ร้ายบางตัวกำลังตื่นจากนิทรา
ในเวลาเดียวกัน จุดแสงดารากลางอกของหลงซิงเฉินพลันร้อนวาบ
เส้นชีพจรทั่วร่างเต้นแรง ปราณสีม่วงเงินในร่างหมุนเร็วขึ้นโดยไม่อาจควบคุมได้ แม้เขาจะไม่เข้าใจ แต่จากคำอธิบายในตำรา เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่าสิ่งที่อยู่ใต้แท่นหินคงมิใช่ของธรรมดา
จากรอยแยกนั้น ก้อนหินสีดำขนาดประมาณศีรษะคนค่อย ๆ ดันตัวขึ้นมา พื้นผิวของมันแตกร้าวราวกับมีบางสิ่งพยายามทลายเปลือกหินออกจากภายใน ทุกครั้งที่มันสั่น จะมีประกายสายฟ้าสีม่วงเงินแลบออกมาจากรอยแยกและฉีกอากาศจนเกิดเสียงเปรี๊ยะอันน่าขนลุก
เพียงเห็นมัน หลงซิงเฉินก็รู้สึกว่าลมหายใจติดขัด
“เม็ดพลังธาตุสายฟ้า…”
คำตอบผุดขึ้นในใจเขาเองโดยแทบไม่ต้องคิด
ราวกับรับรู้ได้ว่ามีผู้ใดเอ่ยถึง เม็ดพลังนั้นพลันสั่นแรงขึ้นอีกหลายส่วน เปลือกหินดำด้านนอกแตกกระจายเป็ชิ้นเล็ก เผยให้เห็นแก่นแท้ภายใน—ลูกแก้วสีม่วงเงินขนาดกำปั้นเด็ก พื้นผิวเต็มไปด้วยลายอสนีซ้อนกันนับพันชั้น และทุกลมหายใจของมันล้วนเปล่งกระแสฟ้าผ่าแ่ต่ำออกมา
หลงซิงเฉินเพิ่งก้าวถอยครึ่งก้าว เม็ดพลังสายฟ้าก็พุ่งวาบเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วดุจอสนีจริง!
ตูม!
เขากลิ้งหลบอย่างหวุดหวิด สายฟ้าฟาดลงตรงตำแหน่งเดิมจนพื้นหินะเิเป็หลุม เศษกรวดร้อนผ่าวกระเด็นมาเฉี่ยวแก้มเป็ทางเื
หากช้าเพียงชั่วกะพริบตา เกรงว่าตอนนี้เขาคงถูกฟาดเป็เถ้าถ่านไปแล้ว
“บัดซบ!”
หลงซิงเฉินกัดฟันลุกขึ้น แต่เม็ดพลังสายฟ้าไม่ให้โอกาสหายใจ มันพุ่งสวนมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่ตัวมันเอง แต่มีสายฟ้าสามสายแยกออกมาคล้ายเขี้ยวงูพิษ พุ่งเข้าปิดทางหลบทุกทิศ
เขาหักตัวหลบซ้ายอย่างสุดแรง สายฟ้าสองสายพลาดเป้า แต่สายสุดท้ายเฉี่ยวแขนขวาของเขาเต็ม ๆ
เปรี๊ยะ!
กลิ่นไหม้โชยขึ้นทันที ิัเปิดเป็รอยยาวจนเืซึม ทว่าความเสียหายกลับไม่ร้ายแรงเท่าที่ควรเป็ หลงซิงเฉินชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะตระหนักว่าร่างกายของเขาหลังหลอมรวมหยกดารานั้นแข็งแกร่งขึ้นเกินคาด
ทว่าแข็งแกร่งเพียงนี้ยังไม่พอ
หากโดนอีกสองสามครั้งเต็ม ๆ เขาย่อมตายแน่..!!
เขารีบตั้งสติแล้วย้อนนึกถึงข้อมูลจากตำราวิถีธาตุา ในบรรดาอักขระนับไม่ถ้วน มีส่วนหนึ่งเป็วิธีโคจรพลังอัศนีโดยเฉพาะ เส้นทางลมปราณของมันมิได้ตรงไปสู่ตันเถียนเพียงอย่างเดียว หากต้องพาดผ่านจุดลมปราณที่หัวใจ สันหลัง หัวเข่า และฝ่าเท้า ราวกับจะเปลี่ยนทั้งร่างให้กลายเป็ภาชนะของอัศนี
นี่เป็วิธีเดียวที่เขามี
หลงซิงเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก กดความตื่นตระหนกทั้งหมดลงไป แล้วนั่งคุกเข่าลงกับพื้นตรงนั้นเอง
เม็ดพลังสายฟ้าคล้ายรับรู้ถึงการหยาม มันยิ่งสั่นแรงขึ้น ก่อนจะปล่อยสายฟ้าสีม่วงเงินกระหน่ำใส่เขาไม่หยุด
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ครั้งแรก สายฟ้าทะลวงเข้าสู่ร่างเขาจนกล้ามเนื้อกระตุกทั้งตัว
ครั้งที่สอง มันทะลวงเส้นชีพจรจนเืพุ่งจากมุมปาก
ครั้งที่สาม ความรู้สึกเหมือนมีค้อนั์นับพันทุบกระดูกพร้อมกันจนเขาเกือบหมดสติ
แต่ครั้งที่สี่…
เมื่อวิถีโคจรในตำราเริ่มทำงาน แสงดารากลางอกกลับหมุนวนขึ้นด้วยตนเอง สายฟ้าที่ควรทำลายร่างเขาเริ่มถูกชะลอ บดขยี้ แยกชั้น และหลอมกลายเป็กระแสพลังละเอียดก่อนซึมเข้าสู่เส้นชีพจรแทน
หลงซิงเฉินแทบร้องออกมาด้วยความใปนยินดี
ได้ผล!
เขาเร่งโคจรวิถีธาตุให้เร็วขึ้นอีกทันที
พลังสายฟ้าภายนอกยิ่งบ้าคลั่ง พลังดาราภายในยิ่งหมุนแรง ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดในร่างเขา ความทรมานนั้นมหาศาลเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทานทนได้ แต่หลงซิงเฉินกลับยิ่งกัดฟันแน่นขึ้น
เขาไม่มีสิทธิ์ถอย
สิบหกปีที่ผ่านมาเขาถอยมามากพอแล้ว
หากวันนี้ยังถอย เขาจะยังเป็สวะผู้รอให้ผู้อื่นตัดสินชะตาเหมือนเดิม
“ข้ามิยอม…”
เขาคำรามต่ำ เส้นเืบนขมับปูดโปน “ในเมื่อ์ส่งเ้าไว้ที่นี่… เ้าก็เป็ของข้า!”
สิ้นคำ กระแสปราณในร่างพลันหมุนเร็วขึ้นอีกระดับ
เม็ดพลังสายฟ้าดิ้นแรงราวสัตว์ร้ายใกล้ถูกล่ามโซ่ แต่มันยิ่งดิ้น พลังของมันก็ยิ่งกระจายออก และทุกเสี้ยวพลังที่กระจายออกมากลับถูกวิถีาในร่างของหลงซิงเฉินดูดกลืนเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
หนึ่งก้านธูป
สองก้านธูป
หรือครึ่งวัน
เขารู้เพียงว่าในที่สุด ความรุนแรงของเม็ดพลังสายฟ้าก็เริ่มลดลง ขณะที่กระแสอสนีในร่างเขากลับหนาแน่นขึ้นอย่างน่าใ ตันเถียนที่เพิ่งก่อร่างกลับกว้างขวางขึ้นทีละน้อย เส้นชีพจรทุกเส้นราวถูกอัศนีชำระล้างจนบริสุทธิ์และแข็งแรงกว่าเดิมหลายเท่า
ครืน!
เม็ดพลังสายฟ้าพุ่งเข้ากลางอกเขาในจังหวะสุดท้าย ราวกับทุ่มไพ่ตายทั้งหมดเพื่อทำลายผู้คิดมัน
หลงซิงเฉินแหงนหน้าคำรามลั่น
แสงดารากลางอกสว่างจ้า!
สายฟ้าและดาราปะทะกันเพียงชั่วอึดใจ ก่อนสายฟ้าทั้งหมดจะถูกกลืนลงในวงแสงนั้นอย่างฉับพลัน แล้วค่อย ๆ หลอมรวมเข้าเป็หนึ่งเดียว
เงียบ…