อีกฝั่งของเมืองลู่เฉินหยวนกดลิงก์จากข้อความในกลุ่มเพราะนิ้วเลื่อนไปโดนพอดี
คนส่งเขียนชวนให้เข้ามาดูเสิ่นโม่จิ่นตายสด ๆพร้อมแนบคำด่าต่อท้ายหลายบรรทัด เขาอ่านชื่อผ่านตา
ไม่ได้สนใจเื่ซึ่งคนในสตรีมช่วยกันตัดสินไปแล้วและตั้งใจจะปิดหน้าต่างทันทีที่เห็นว่าเป็ดันเจี้ยนหนึ่งดาว
แต่ภาพบนหน้าจอทำให้นิ้วหยุดเหนือปุ่มปิดผู้เล่นคนอื่นกำลังขยับเข้าหาคนที่อ้างว่าเคยผ่านดันเจี้ยนมาแล้วสามครั้ง
มีเพียงหญิงสาวในเสื้อยืดสีเทากับย่ามดำซึ่งอ่านกฎครบทุกข้อแล้วเลือกยืนนิ่งที่เดิมแม้กำแพงจะเริ่มเปลี่ยนตำแหน่ง มือของเธอก็เพียงเลื่อนเข้าไปในกระเป๋า
ลู่เฉินหยวนมองดวงตาสีทองซึ่งจับอยู่ตรงแนวโคมไม่ใช่ทางที่ชายเสื้อเชิ้ตกำลังวิ่งหา จากนั้นจึงลดมือลงจากปุ่มปิด
“นั่นไม่เหมือนผู้เล่นใหม่เลย”
*****
ภายในตรอก เสิ่นโม่จิ่นปล่อยมือจากย่าม
แนวอิฐยังเคลื่อนอยู่ แต่ไม่มีไอผีโผล่มาให้เห็นที่สำคัญเธอรู้แล้วว่าของขลังแต่ละชิ้นกินพลังิญญาไม่ใช่หยิบออกมาแกว่งเล่นแล้วเก็บกลับโดยไม่เสียอะไร
เธอจึงดึงมือออกจากย่ามปล่อยให้ปากกระเป๋าปิดลงตามเดิม
'ดูก่อนว่ามึงเล่นแบบไหน แล้วค่อยเสียพลัง'
ชายเสื้อเชิ้ตซึ่งวิ่งออกไปก่อนยืนค้างอยู่กลางทางเขาไม่ได้ห่างจากกลุ่มมากนักเมื่อมองด้วยตา
ทว่าทุกครั้งที่ใครขยับเข้าไปหาพื้นอิฐระหว่างสองฝ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งถึงสองแถวทำให้ระยะยี่สิบก้าวไม่ลดลงเสียที
“อย่าเดินแยก!” ชายเสื้อแจ็กเก็ตะโ“ยืนรอก่อน!”
คนด้านหน้าหันกลับมามอง เขาไม่ยอมเดินกลับแต่ก็ไม่วิ่งต่อแล้วรองเท้าหนังขยับหลบร่องน้ำก่อนยืนกอดอกคล้าย้าบอกว่าตัวเองหยุดเพราะตัดสินใจเองไม่ได้ฟังคำสั่งใคร
“เดินพร้อมกัน”ชายเสื้อแจ็กเก็ตหันมาบอกคนที่เหลือ “เว้นระยะคนละสองก้าวอย่าชิดกำแพงและอย่าทิ้งใครไว้ด้านหลัง”
“ต้องเดินไปทางนั้นหรือคะ” เด็กสาวสวมแว่นถาม
“อีกฝั่งก็เหมือนกันอย่างน้อยทางนี้มีคนลองนำไปแล้ว”
เสิ่นโม่จิ่นฟังโดยไม่เสนอความเห็น คนแรงค์ Eเลือกทิศทางจากข้อมูลเท่าที่มี ถึงเหตุผลจะไม่ได้ดีมากแต่ยืนอยู่เฉย ๆ จนฆ้องดังครั้งแรกก็ไม่ได้ทำให้รู้ว่าตรอกเล่นอะไร
ผู้หญิงผมสั้นเดินขึ้นไปอยู่ลำดับสองผู้หญิงวัยกลางคนพาเด็กชายแทรกกลางกลุ่ม หญิงชรากับเด็กสาวสวมแว่นอยู่ถัดกันส่วนชายหมวกแก๊ปและผู้ชายร่างสูงปิด่ท้าย
เสิ่นโม่จิ่นไม่เข้าไปอยู่ในแถว
เธอรอให้ทุกคนเดินผ่านแล้วจึงตามห่างออกมาประมาณสี่ก้าว
ระยะนี้ยังมองเห็นทั้งกลุ่มแต่หากมีใครใถอยชนกัน เธอจะไม่ถูกลากล้มไปด้วย
ชายหมวกแก๊ปเหลียวมอง “คุณไม่เดินด้วยกันหรือ”
“ก็เดินอยู่”
“ผมหมายถึงเข้ามาใกล้กว่านี้”
“ไม่”
คำตอบทำให้เขาอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับไปเมื่อผู้ชายร่างสูงเรียกให้ขยับตามแถว
เสิ่นโม่จิ่นจึงเดินในตำแหน่งเดิมไม่รวมกลุ่มและไม่ปล่อยให้คนทั้งเก้าหายจากสายตา
ก้าวแรกผ่านไปโดยไม่เกิดอะไร
ก้าวที่สอง พื้นอิฐซึ่งเคยยืดกลับหดเข้าหากันเธอเห็นส้นรองเท้าของชายเสื้อเชิ้ตใกล้ขึ้นทั้งที่เขายังยืนอยู่ที่เดิม
พอถึงก้าวที่เจ็ด กลุ่มก็เดินมาถึงตัวเขา
ชายเสื้อแจ็กเก็ตหยุดตรงหน้า“เห็นหรือยังว่าเดินคนเดียวไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้น”
“ก็แค่พื้นขยับ” ชายเสื้อเชิ้ตตอบ“ตอนนี้พวกคุณก็มาถึงแล้วไม่ใช่หรือ”
“ครั้งหน้ามันอาจไม่หดกลับ”
“ถ้ามีครั้งหน้าค่อยพูด”
อีกฝ่ายไม่เสียเวลาทะเลาะต่อเขาเบนตัวขึ้นนำตามเดิม แล้วกำชับให้ทุกคนมองคนข้างหน้าแทนการจ้องกำแพง
ชายเสื้อเชิ้ตเดินตามอย่างไม่เต็มใจมือข้างหนึ่งของเขาล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ตลอด
ตรอกทอดยาวตรงไปข้างหน้าความกว้างพอให้คนเดินเรียงสองคนได้ แต่ทุกคนเลือกต่อแถวหนึ่งคนโดยไม่ต้องมีใครบอก
โคมกระดาษเหนือศีรษะแขวนห่างกันประมาณสิบก้าวแสงสีเหลืองซีดส่องได้เพียงดวงเล็ก ๆ ใต้โคมส่วน่ระหว่างนั้นยังมืดกว่าที่ควรเป็ในเวลาเช้า
เด็กสาวสวมแว่นเปิดหน้าจอบันทึกแล้วพิมพ์ขณะเดิน
“ดวงแรกกระดาษสมบูรณ์ พู่ดำสามเส้นดวงที่สองขาดมุมขวา พู่ห้าเส้น...”
ชายหมวกแก๊ปหันมาถาม “ทำอะไร”
“จำตำแหน่ง ถ้าเดินวนกลับมาจะได้รู้”
“ใช้กล้องถ่ายง่ายกว่าไหม”
เด็กสาวยกโทรศัพท์ให้ดู กล้องเปิดได้แต่ภาพบนจอมีเพียงพื้นสีเทากับเส้นรบกวน “ถ่ายไม่ติดค่ะ”
“งั้นผมช่วยนับ”
ชายหมวกแก๊ปเงยหน้ามองโคมดวงถัดไปเขาเริ่มนับออกเสียงเบา ๆ ตามเด็กสาว จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสามจนถึงดวงที่หกโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้ช่วยนับสายตาหยุดอยู่ที่โคมดวงที่สามแทน
กระดาษมุมล่างฉีกเป็สองแฉกคล้ายหางปลาพู่สีดำขาดหายไปสองเส้น เหนือโครงไม้มีคราบไขมันจับเป็รูปนิ้วโป้งแม้รายละเอียดแต่ละจุดเล็ก แต่เมื่อเห็นแล้วก็จำผิดยาก
เธอเดินผ่านมันโดยไม่พูดอะไร
ชายเสื้อเชิ้ตหยุดตรงกำแพงฝั่งซ้ายหลังผ่านโคมดวงที่เจ็ดเขาหยิบกุญแจโลหะออกจากกระเป๋าแล้วพันผ้าเช็ดหน้ารอบมือข้างที่ถือก่อนกดปลายกุญแจลงบนอิฐ
แกรก...
ผงปูนร่วงลงตามแนวขีดเขาลากเส้นเฉียงสองเส้นทับกันเป็กากบาทขนาดเท่าฝ่ามือจากนั้นเคาะกุญแจกับพื้นรองเท้าเพื่อสะบัดเศษอิฐออก
“กฎห้ามแตะด้วยมือเปล่าไม่ได้ห้ามใช้ของทำเครื่องหมาย”
ชายเสื้อแจ็กเก็ตหันกลับมา“โทรศัพท์คุณดับไปแล้วเครื่องหนึ่ง ยังไม่พอหรือ”
“โทรศัพท์รวนเอง ผมอยู่ข้างนอกก็เคยดับ”เขาชี้รอยกากบาท “ถ้าเจออีกก็แปลว่าเราเดินวน มีรอยไว้ดีกว่าใช้ปากจำ”
เด็กสาวสวมแว่นมองเครื่องตัวเองแล้วกดบันทึกเพิ่ม“กากบาทอยู่ใต้โคมดวงที่แปด”
“ดวงที่เจ็ด” ชายหมวกแก๊ปแย้ง
“เมื่อกี้คุณนับหก แล้วดวงนี้ต้องเป็เจ็ด”
“ผมนับถึงเจ็ดก่อนเขาหยุดนะ”
ทั้งคู่เงยหน้ามองโคมเหนือรอยกากบาทพร้อมกันไม่มีตัวเลขเขียนไว้ให้ตัดสิน พู่สีดำห้อยอยู่สี่เส้นแต่เด็กสาวจำได้ว่าดวงที่เจ็ดควรมีพู่เพียงเส้นเดียว
“อาจนับพลาด” ชายเสื้อแจ็กเก็ตพูด “เดินต่ออย่าเสียเวลาตรงนี้”
เสิ่นโม่จิ่นก้าวผ่านรอยขีดเป็คนสุดท้ายปลายกุญแจทำให้อิฐเกิดรอย ผงสีเทายังติดอยู่ตรงร่องกากบาท แต่รอยบนผนังชื้นเร็วกว่าส่วนอื่นราวกับมีน้ำซึมจากด้านในออกมาเลียรอยขูด
เธอไม่แตะและไม่เตือน
คนทำเครื่องหมายรู้กฎแล้ว เลือกลองเองผลที่ตามมาก็เป็ของเขา
กลุ่มเดินต่อ โคมดวงที่เก้าผ่านเหนือศีรษะตามด้วยดวงที่สิบซึ่งกระดาษด้านหนึ่งไหม้เป็รู
ชายหมวกแก๊ปพยายามเริ่มนับใหม่แต่เด็กสาวยังยืนยันจำนวนเดิม ทั้งสองจึงตกลงใช้ลักษณะโคมแทนเลขลำดับ
ทางเดินไม่เลี้ยว ไม่มีทางแยกและกำแพงทั้งสองด้านยังทอดตรง ทว่าร่องน้ำดำตรงขอบพื้นกลับเปลี่ยนจากฝั่งซ้ายไปอยู่ฝั่งขวาโดยไม่มี่ใดตัดผ่านกลางทาง
เสิ่นโม่จิ่นชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
โคมข้างหน้ามีมุมกระดาษฉีกเป็สองแฉกพู่สีดำขาดสองเส้น และคราบรูปนิ้วโป้งอยู่เหนือโครงไม้
ดวงเดิมกลับมาอยู่เหนือหัวอีกครั้ง
เด็กสาวสวมแว่นเองก็มองเห็นเธอหยุดพิมพ์แล้วดึงแขนเสื้อชายหมวกแก๊ป “นี่คือดวงหางปลา เราผ่านไปแล้ว”
“เป็ไปไม่ได้ เราเดินตรงมาตลอด”
“ฉันจำคราบตรงนั้นได้”
ชายเสื้อแจ็กเก็ตยกมือให้แถวหยุดทุกคนหันมองโคมตามนิ้วของเด็กสาว ก่อนชายเสื้อเชิ้ตจะแทรกขึ้นว่า“โคมเก่าเหมือนกันทั้งตรอก มีขาดซ้ำกันก็ไม่แปลก”
“แล้วรอยของคุณล่ะ” ผู้หญิงผมสั้นถาม
เขามองกำแพงสองฝั่งรอยกากบาทยังไม่ปรากฏตรงตำแหน่งนั้น จึงยกคางขึ้นเล็กน้อย “เห็นไหมเรายังไม่ได้วน”
เสิ่นโม่จิ่นมองเลยกลุ่มไปข้างหน้า ทางยังตรงแต่โคมดวงเดิมกลับมาแล้วหนึ่งครั้ง
แสดงว่าสิ่งที่วนอาจไม่ใช่คนเดินและทางซึ่งเห็นว่าอยู่ด้านหน้าอาจไม่ได้ต่อกับตำแหน่งเดิมตลอดเวลา
'กำแพงขยับ โคมก็ขยับ แล้วอะไรยังอยู่ที่เดิมวะ'
คำถามทำให้เธอเปลี่ยนสิ่งที่จดจำจากวัตถุบนผนังมาเป็จำนวนก้าวกับตำแหน่งคน หากของในตรอกย้ายได้ทั้งหมดอย่างน้อยระยะระหว่างคนยังบอกได้ว่าพื้นกำลังยืดหรือหดตอนไหน
“ไปต่อ” ชายเสื้อแจ็กเก็ตพูด “รอบนี้เดินช้าลง”
“เราควรกลับทางเดิมไหมคะ” หญิงชราถาม
“ทางเดิมอาจไม่มีแล้ว” คำนั้นทำให้มือซึ่งกอดถุงผ้ากระชับแน่นขึ้น
แต่หญิงชราไม่ได้ถามต่อ เธอขยับตามคนด้านหน้าโดยเว้นระยะเพียงก้าวเดียว
เสิ่นโม่จิ่นยังอยู่ท้ายกลุ่มตามเดิมพอชายหมวกแก๊ปเร่งตามผู้ชายร่างสูง ระยะห่างด้านหน้าจึงเปิดกว้างขึ้นเธอเดินเร็วขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ยอมให้คนสุดท้ายพ้นระยะซึ่งมองเห็นมือทั้งสองข้าง
ผ่านโคมไปอีกสี่ดวง
ชายเสื้อเชิ้ตซึ่งเดินอยู่ลำดับที่สามหยุดกะทันหันเขายกแขนชี้ผนังฝั่งขวา “นั่นไง รอย..”
ทุกคนมองตาม
บนอิฐระดับอกมีรอยยาวสี่เส้นลากขนานกันจากบนลงล่างแต่ละร่องลึกจนเห็นเนื้อสีดำด้านใน ปลายรอยโค้งเข้าหากัน
ตรงร่องที่สองมีเศษเล็บสีขาวขุ่นเสียบอยู่ครึ่งชิ้น
ไม่มีรอยกากบาทเหลือแม้แต่มุมเดียว
ชายเสื้อเชิ้ตเดินเข้าไปใกล้ “ไม่..ไม่ใช่รอยผมผมขีดเป็กากบาท”
“ตำแหน่งเดียวกัน ใต้โคมเหมือนกัน”เด็กสาวสวมแว่นเปิดบันทึก “ผนังเปลี่ยนรอย”
“หรือมีใครขูดทับตอนเราไม่เห็น”
ผู้หญิงผมสั้นมองเศษเล็บในร่อง “ใครจะเอาเล็บตัวเองขูดอิฐลึกขนาดนี้”
ชายเสื้อเชิ้ตไม่ตอบเขายื่นกุญแจออกไปเหมือน้าเขี่ยเศษเล็บดูแต่ชายเสื้อแจ็กเก็ตคว้าข้อมือซึ่งพันผ้าไว้ก่อน
“พอได้แล้ว”
“ปล่อย ผมไม่ได้ใช้มือแตะ”
“ของที่แตะกำแพงดับไปหนึ่งชิ้นแล้วคุณยังอยากเสียกุญแจอีกหรืออยากเสียมือไปพร้อมมัน”
ชายเสื้อเชิ้ตกระตุกแขนกลับ“กฎพวกนี้ก็แค่คำขู่ให้คนกลัว ถ้าแตะแล้วตายจริง ระบบต้องเขียนให้ชัดกว่านี้”
“เขียนว่าห้ามยังไม่ชัดอีกหรือ”เด็กสาวสวมแว่นถาม
“คุณไม่ต้องสอนผม”
เสียงเถียงเริ่มดังขึ้นผู้หญิงที่มากับเด็กรีบพาเขาถอยออกจากแนวส่วนหญิงชรามองรอยเล็บแล้วขยับปากสวดอะไรบางอย่างโดยไม่ออกเสียง
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้มองเศษเล็บต่อสายตาเลื่อนไปยังปลายตรอกด้านหลัง
ไม่มีร่างใดยืนอยู่ตรงนั้นแสงโคมเรียงกลับไปหลายดวง ทางเดินซึ่งผ่านมายังคงเป็เส้นตรงแต่เสียงหนึ่งเพิ่งลอดมาระหว่างคำเถียง
เป็เสียงที่เบาจนแยกแทบไม่ออกจากเสียงโคมเสียดกัน
“เสี่ยวหรง...” ปลายเสียงทอดยาวอย่างคนกลัวว่าเรียกดังแล้วอีกฝ่ายจะรำคาญ
หญิงชราหยุดขยับริมฝีปาก มือกอดถุงผ้าแนบอกแต่ใบหน้ายังหันไปข้างหน้า
เสิ่นโม่จิ่นจึงไม่รู้ว่านั้นเป็ชื่อของเธอหรือเป็เพียงชื่อซึ่งผีลองโยนเข้ามาดูว่าใครจะรับ
ชายในเสื้อแจ็กเก็ตเองก็น่าจะได้ยินเขายกนิ้วแตะริมฝีปากแล้วชี้ไปข้างหน้า ทุกคนค่อย ๆ หยุดเถียง
เสียงถัดมาดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
“หลินหลิน...รอฉันด้วย...”
คราวนี้เป็เสียงชายหนุ่มมีอาการหอบแทรกหลังทุกคำ ราวกับเ้าของวิ่งตามกลุ่มมานาน
เด็กสาวสวมแว่นกำโทรศัพท์แน่นขึ้นทันที แต่ไม่กล้าหันกลับไปดู
ชายหมวกแก๊ปเอียงศีรษะ “ใครเรียก..”
“หยุดพูด” ผู้หญิงผมสั้นตัดบท“ถ้าจะคุยก็คุยกับคนที่มองเห็นหน้าเท่านั้น”
ผู้เล่นขยับเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย คนซึ่งอยู่ด้านท้ายพยายามแทรกขึ้นกลางแนว
เสิ่นโม่จิ่นยังไม่เข้าไปเบียดด้วยเธอหมุนตัวกลับมาหันหน้าทางเดียวกับกลุ่มปล่อยเสียงด้านหลังไว้ตรงจุดซึ่งตามองไม่เห็น
กฎไม่ได้ห้ามฟัง หรือหันไปมองและไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังตอบ ข้อความของกฎเพียงบรรทัดเดียวจึงมีช่องให้ผีเลือกเล่นมากกว่ากฎข้ออื่น
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ามัน้าคำตอบแบบใดเรียกชื่อแล้วขานรับถือว่าตอบแน่ แต่ถ้าสบถ ถามกลับหรือส่งเสียงโดยไม่ได้เอ่ยกับมันจะนับด้วยหรือไม่
“กฎข้อสาม อ่านแล้วก็จำไว้ อย่าเสือกตอบ”
เสิ่นโม่จิ่นพูดโดยไม่หันไปมองใครน้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ตรอกซึ่งไร้เสียงเมืองส่งทุกคำไปถึงหัวแถว
ชายสวมเสื้อเชิ้ตหันขวับ “คุณมาสั่งอะไรคนอื่นเขารู้กันแล้ว”
ผู้ชายร่างสูงซึ่งยืนเกือบท้ายกลุ่มปรายตามองมาสีหน้าไม่ปิดบังความไม่พอใจ “เสิ่นโม่จิ่นเธอไม่มีสิทธิ์สั่งใคร ดูแลตัวเองไปเถอะ”
ข้อความคนดูไหลเร็วขึ้นตรงขอบสายตา
(สายด่าไม่พัก): ได้ทีทำเป็สั่งคนอื่นแล้ว
(คนดูผีมือใหม่): แค่ไม่พูดเองทุกคนอ่านหนังสือออก
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): คำเตือนนี้ไม่ผิดกฎไม่ได้บอกว่าเสียงจะเรียกกี่ครั้ง
(จำหน้าได้แค่ตอนสด): คนไม่ฟังตายไป ก็อย่าโทษคนเตือนล่ะ
เสิ่นโม่จิ่นอ่านเพียงบรรทัดสุดท้ายแล้วละสายตา
‘เออ ตามนั้นเตือนแล้วใครอยากเอาปากตัวเองไปแลกกับคำตอบก็เชิญ เธอไม่มีหน้าที่ต้องเดินปิดปากทีละคน’
“อาเฉิง...” เสียงผู้หญิงสูงวัยดังขึ้นจากด้านหลัง
คราวนี้ไม่มีอาการหอบหรือเสียงสะอื้นน้ำเสียงอ่อนลงตรงท้ายคำ มีความเหนื่อยล้าปนอยู่เล็กน้อยคล้ายคนอายุมากซึ่งนั่งรอลูกกลับบ้านจนเลยเวลา
“อาเฉิง แม่ทำกับข้าวไว้แล้วนะ...”
ผู้ชายร่างสูงชะงัก
มือซึ่งเคยกอดอกตกลงข้างลำตัวนิ้วข้างขวากระตุกหนึ่งครั้ง ก่อนใบหน้าจะหันไปทางกำแพงฝั่งซ้ายแม้ยังไม่หมุนกลับเต็มตัว แต่สายตาหลุดไปแล้ว
ชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตยื่นมือเข้าหา “อย่าตอบ!”
คำเตือนช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ
“แม่?” คำเดียวหลุดออกจากปากผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน
เสียงด้านหลังหยุดทันที
ริมฝีปากของเขายังค้างอยู่ในรูปคำเดิมเ้าตัวกะพริบตาสองครั้งแล้วรีบยกมือกดลำคอจากนั้นอ้าปากเหมือนจะบอกว่าเมื่อครู่ไม่ตั้งใจ
แต่..ไม่มีเสียงออกมา
ลำคอยังขยับ ลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงอากาศถูกพ่นผ่านริมฝีปากจนเส้นผมหน้าผากไหวเล็กน้อย แต่เสียงไม่ดังออกมา
เขาลองอีกครั้งคราวนี้เกร็งจนเส้นเืข้างคอโป่ง ปากเปิดกว้างกว่าเดิม สีหน้าบิดเบี้ยวเพราะแรงะโก็ยังไม่มีใครได้ยิน
ชายหมวกแก๊ปถอยชนเด็กสาวสวมแว่น“เสียงเขา...เสียงหายไปไหน”
ผู้หญิงผมสั้นรีบจับแขนผู้ชายร่างสูงแล้วหมุนตัวเขากลับมาหากลุ่ม“อย่าอ้าปากตอบอีก หายใจได้ไหม”
เขาพยักหน้าแรง ๆ มือยังบีบคอตัวเองจากนั้นชี้ไปทางด้านหลังแล้วส่ายหน้ารัวจนเหงื่อจากขมับกระเด็น
เสิ่นโม่จิ่นเลื่อนสายตากลับไปยังทางด้านหลังผีไม่ได้รีบฆ่า มันเอาเสียงออกจากผู้เล่นแล้วเก็บไว้
ชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตเข้าไปจับไหล่ผู้ไร้เสียง“ได้ยินผมไหม”
อีกฝ่ายพยักหน้า
“นายชื่อเฉิงอะไร เขียนลงโทรศัพท์ได้หรือเปล่า”
ผู้ชายร่างสูงรีบล้วงโทรศัพท์ออกมานิ้วสั่นจนปลดล็อกผิดสองครั้ง เขาเปิดหน้าจอบันทึก พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกลงไปได้
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วยกออกช่องข้อความกลับกลายเป็สีเทา อักษรซึ่งเพิ่งพิมพ์หายไป
เขาลองเขียนอีกครั้ง ผลยังเหมือนเดิม
เมื่อความพยายามครั้งที่สามหายไปต่อหน้านิ้วของเขาก็ค้างเหนือแป้นพิมพ์ น้ำตาไหลออกจากหางตาโดยไม่มีเสียงสะอื้น
เ้าตัวยกโทรศัพท์ขึ้นทุบหน้าผากหนึ่งครั้งก่อนชายเสื้อแจ็กเก็ตจะคว้าข้อมือห้ามไว้
“พอ อย่าทำร้ายตัวเอง”
ผู้ชายคนนั้นสะบัดมือออกปากขยับเร็วขึ้นเหมือนกำลังอธิบาย แต่ไม่มีใครอ่านทันว่าเขาพูดอะไรสุดท้ายจึงได้แต่ชี้คอตัวเอง ชี้ไปด้านหลัง แล้วใช้สองมือกุมศีรษะ
เด็กชายซึ่งร้องไห้มาตลอดกลับเงียบสนิท เขาซ่อนใบหน้าไว้กับต้นแขนผู้ปกครองส่วนหญิงชราก้มหน้า ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
ชายสวมเสื้อเชิ้ตเก็บกุญแจลงในกระเป๋าการเถียงเื่กฎเมื่อครู่หยุดไปเองโดยไม่ต้องมีคนสวนขึ้นมาอีก
(คนดูผีมือใหม่): ปากขยับอยู่แต่ไม่มีเสียงจริงๆ ว่ะ
(คนเฝ้าสถิติ): จำนวนผู้รอดชีวิตยังสิบแปลว่ายังเป็ผู้เล่นอยู่
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): ไม่ใช่แค่เสียงแต่ชื่อก็หาย พิมพ์ไม่ได้ด้วย มันเอาไปทั้งสองอย่าง
(ไข่เน่าพร้อมส่ง): เดี๋ยวเสียงที่ถูกเอาไปจะถูกใช้ทำอะไรต่อ
ข้อความสุดท้ายปรากฏให้ผู้เล่นเห็นเพราะเป็เพียงคำถามจากสิ่งที่ทุกคนเพิ่งพบ ไม่ได้บอกทางรอดหรือเหตุการณ์ล่วงหน้า
เสิ่นโม่จิ่นมองผู้ชายร่างสูงซึ่งยังพยายามเปล่งเสียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับไปทางตรอกด้านหน้า
กฎข้อสามไม่ได้ลงโทษด้วยความตายทันทีมันขโมยสิ่งที่ผีสามารถนำไปใช้ล่อคนได้และคนซึ่งเสียชื่ออาจเจอปัญหามากกว่าแค่พูดไม่ได้
ลองคิดดูหากระบบไม่รู้จักเขา ไอเทม รางวัลหรือแม้แต่ทางออกอาจไม่ยอมรับเ้าของเดิมอีก
แต่ เธอยังไม่มีหลักฐานมากพอจะฟันธงเื่หลัง จึงไม่พูดความคิดออกไปเพียงขยับตำแหน่งจากท้ายกลุ่มมาอยู่ด้านข้าง ห่างจากเขาสามก้าว
ถ้าเสียงถูกเอาไปเพื่อล่อคนอีก ผีคงรอไม่นาน
*****
ลู่เฉินหยวนมองช่องชื่อสีเทาบนหน้าต่างถ่ายทอดสดจนมันหายไป
ระบบไม่ประกาศการตาย จำนวนผู้เล่นไม่ลดและชายคนนั้นยังตอบสนองต่อคนรอบตัวได้
สิ่งที่ถูกเอาไปจึงเป็เงื่อนไขบางอย่าง
เขาใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะหนึ่งครั้งตามลำดับเหตุการณ์กฎข้อสาม เสียงเรียก คำขานรับ จากนั้นชื่อกับเสียงหายไป
'มันไม่ได้ปิดปากผู้เล่น มันกำลังยืมปาก'
ความคิดนั้นทำให้เขาเลื่อนมือออกจากปุ่มปิดอีกครั้งสตรีมไม่มีย้อนหลังและบันทึกภาพไม่ได้
ลู่เฉินหยวนจึงจำตำแหน่งผู้เสียเสียงไว้ตรงกลางกลุ่มรวมถึงทิศซึ่งเสียงหญิงชราดังมาก่อนสายตาจะกลับไปหยุดที่เสิ่นโม่จิ่นซึ่งขยับเข้าใกล้คนคนนั้นเพียงสามก้าวโดยไม่แตะต้องตัว
*****
ตรงกำแพงฝั่งซ้ายของตรอก อิฐสองแนวค่อย ๆถอยแยกออกจากกัน
ช่องกว้างไม่ถึงหนึ่ง่ไหล่ปรากฏขึ้นระหว่างผนังภายในไม่มีโคมกระดาษ มีเพียงทางแคบซึ่งหักมุมจนมองไม่เห็นปลายทาง
ท่อน้ำสีดำจากทางหลักไหลเข้าไปด้านในช้า ๆก่อนหายลับหลังทางเลี้ยว
ผู้เล่นทุกคนหันไปมองโดยไม่มีใครกล้าก้าวเข้าใกล้
ผู้ชายร่างสูงเห็นช่องนั้นแล้วส่ายหน้าทันทีมือข้างหนึ่งกำคอตัวเอง อีกข้างยืนขวางคนที่อยู่ใกล้สุดปากขยับเป็คำเดิมซ้ำหลายครั้ง
อย่าไป
เสิ่นโม่จิ่นอ่านจากรูปปากได้เพียงเท่านั้น
ไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงผู้ชายก็ดังออกมาจากซอยแคบด้านข้าง
เป็เสียงเดียวกับที่เพิ่งหายไปจากลำคอของคนตรงหน้าน้ำหนักคำ จังหวะหายใจ และปลายเสียงสั่นเหมือนเ้าของทุกอย่าง
“ช่วยด้วย...ทางนี้มีทางออก!”
ส่วน..ตัวจริงยืนอยู่กลางกลุ่มมือกำคอตัวเองแน่น และกำลังส่ายหน้าจนแทบคลั่ง