Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 95 มอบจดหมาย

    ตอนที่ 95 มอบจดหมาย

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    เมอร์ลินรู้สึกทึ่งกับสถาปัตยกรรมของอาคารเรียนแห่งนี้ไม่น้อย การจะสร้างอะไรแบบนี้ได้แน่นอนว่าต้องใช้จ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก


    แต่มหาวิทยาลัยเจเฮริสไม่ได้มีเพียงอาคารเดียวเท่านั้น นอกจากนี้มันยังมีหอพักของนักศึกษาและคณาจารย์ที่รายล้อม กระนั้นสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดคือเหล่าบรรดาหอคอยเวทมนตร์ที่ตั้งตระหง่านสูงพ้นยอดไม้


    หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าบริเวณมหาวิทยาลัยแม้จะมีพื้นที่กว้าง แต่ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ เป็นสภาพแวดล้อมที่คล้ายป่ากลางเมือง ทำให้พื้นที่แห่งนี้ดูสงบสมกับเป็นพื้นที่ของการศึกษา


    ในที่สุดพวกเขาก็เข้ามาถึงประตูของอาคารวงเวท 


    อาคารที่ใหญ่โตนี้มีประตูเข้าออกสี่ทิศซึ่งได้รับการคุ้มกันที่เข้มงวดมาก นอกเหนือจากค่ายกลแล้วยังมีนักเวทกลุ่มหนึ่งเฝ้าอยู่ด้วย


    “นี่เป็นทางเข้าทิศตะวันออกครับ” มาร์เทลกล่าว


    เมอร์ลินพยักหน้าแล้วมองไปยังซุ้มประตูอันใหญ่โตซึ่งถูกสลักด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงาม ด้านข้างมีลานจอดรถจักรยานที่เรียงรายเต็มไปหมด


    เขาเห็นคนเข้าออกมากมายสวมใส่ชุดสูทสีดำที่ดูสุภาพทั้งชายและหญิง บนหน้าอกมีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยปักอยู่ ซึ่งคาดได้ว่านี่อาจจะเป็นเครื่องแบบของพวกเขา


    “คุณเมอร์ลินต้องการให้ผมเข้าไปด้วยไหมครับ?”


    เมอร์ลินส่ายศีรษะและเอ่ย “ไม่ต้องก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเข้าไปคุยกับพวกเขาเอง”


    “ได้ครับ ผมจะรออยู่แถวนี้” 


    มาร์เทลรู้ว่าด้านในมหาวิทยาลัยเจเฮริสไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าออกได้ง่ายๆ มีเพียงผู้ที่ถือครองตรามหาวิทยาลัยเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าออกได้


    พูดถึงเรื่องความปลอดภัย แน่นอนว่าด้านในย่อมไม่มีอะไรต้องห่วง


    เขาในตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องติดตามเมอร์ลินขนาดนั้นจึงตั้งใจรออยู่แถวนี้


    เมอร์ลินเดินไปที่ซุ้มประตู เขาก็พบกับม่านพลังที่ขวางเขาเอาไว้


    ซุ้มประตูดูเหมือนไม่มีคนเฝ้าแต่มีนักเวทเฝ้าอยู่ด้านหลังอยู่ตลอดเวลา


    ทว่ายังไม่ทันที่เมอร์ลินจะได้เอ่ยปาก นักศึกษาหญิงในชุดสูทสีเทาคนหนึ่งก็เดินมาหาเขาและเอ่ย


    “หนูน้อยมาทำอะไรที่นี่หรอจ้ะ?” เธอก้มลงสบตากับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม


    เมอร์ลินยิ้มกลับและเอ่ย “ผมต้องการติดต่อกับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยครับ”


    นักศึกษาสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและเอ่ยว่า “มีธุระอะไรรึป่าว?”


    “ผมต้องการส่งจดหมายให้คณบดีคณะรูณศาสตร์ครับ” เมอร์ลินตอบตามตรง


    นักศึกษาสาวพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวฉันจะช่วยพูดกับพวกเขาให้”


    เธอเดินเข้าไปในม่านพลังผ่านซุ้มประตูเขาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชายสูงวัยในชุดสูทสีม่วง เขาสวมหมวกทรงสูงและถือนาฬิกาพกอันใหญ่ในมือ


    ความจริงเมอร์ลินสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้โดยใช้แท่นสื่อสารที่ตั้งอยู่ข้างหน้าซุ้มประตู มันจะเชื่อมต่อกับนักเวทที่เฝ้าซุ้มประตูที่อยู่ด้านใน


    แต่ในเมื่อนักศึกษาสาวคนนี้มีไมตรี เขาจึงไม่คิดปฏิเสธน้ำใจ


    “สวัสดีหนุ่มน้อย ฉันได้ยินว่าเธอต้องการส่งจดหมายให้ท่านคณบดีวิลเกอฟอร์ด”


    เมอร์ลินมองชุดสูทสีม่วงซึ่งเป็นเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ไม่ว่าอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ธุระการก็ล้วนสวมใส่เครื่องแบบนี้ทั้งสิ้น 


    สิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างทั้งสองคืออาจารย์มหาวิทยาลัยจะสวมใส่ผ้าคลุมสีม่วงและมีเข็มกลัดที่แสดงวิทยฐานะชั้นสูง


    โดยทั่วไปแล้วพนักงานทั่วไปจะมีดวงดาวบนเข็มกลัดต่ำกว่าห้าดวง ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดสีเงินหรือสีทอง


    คนตรงหน้านี้เป็นเพียงเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น บนอกของเขากลัดเข็มกลัดสีเงินสามดาวเอาไว้ นั่นหมายความว่าเขาเป็นนักวิชาการชั้นกลาง


    “ใช่ครับ รบกวนส่งมันให้กับศาสตราจารย์วิลเกอฟอร์ดด้วยครับ” เมอร์ลินนำจดหมายออกมาจากแหวนเก็บของแล้วมอบมันให้กับชายชราตรงหน้า


    “ไม่ต้องห่วงฉันจะมอบมันให้ถึงมือคณบดี” ชายชรากล่าว


    เมอร์ลินสังเกตชายชราคนนี้ไม่มีเข็มกลัดสีทอง นั่นหมายความว่าเขาไม่ใช่นักเวท เขาเป็นแค่คนธรรมดา แต่เป็นนักวิชาการชั้นกลาง


    มหาทวีปมีคนแบบนี้ไม่น้อย คนที่ขาดพรสวรรค์ในการฝึกฝนเวทมนตร์และเอาดีในด้านวิชาการ


    น่าเสียดายที่ชีวิตของคนพวกนี้สั้นนัก พวกเขาจึงไม่มีโอกาสที่จะค้นคว้าสิ่งที่ยิ่งใหญ่


    ต้องรู้ไว้ว่างานวิจัยบางชิ้นที่ทำให้โลกวิชาการสั่นสะเทือนนั้นต้องใช้เวลานับร้อยปี ซึ่งเวลาพวกนี้แทบจะเป็นเวลาทั้งชีวิตของคนธรรมดา ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่สามารถทำงานวิจัยเช่นนี้ได้


    นั่นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนธรรมดาถึงไม่สามารถได้รับดาวเกียรติยศหลายดวง


    “ครับผมจะรอที่นี่”


    “รอ?” ชายชราประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “ได้ เธอสามารถรอที่นี่ได้”


    แล้วเขาก็หันหลังจากไปทันที


    “เด็กน้อยฉันต้องเข้าเรียนแล้ว เธอรออยู่ที่นี่ได้นะ” นักศึกษาสาวกล่าว ท่าทางของเธอไม่ได้โกหก เพราะเธอต้องรีบเข้าไปในชั้นเรียนจริงๆ เพราะวันนี้เธอมีงานต้องนำเสนอหน้าชั้นเรียน


    “ครับ ขอบคุณพี่สาวมาก”


    ทันทีที่กล่าวจบมาร์เทลก็เดินเข้ามา เมื่อเขาจอดรถจักรยานแล้วเห็นเมอร์ลินยังไม่เข้าไป เขาจึงเดินมาหา


    นักศึกษาสาวเมื่อเห็นดังนั้นเธอก็เร่งฝีเท้ารีบเดินจากไปทันที เพราะตอนนี้เธอรีบมากจริงๆ


    “คุณยังไม่เข้าไปหรอครับ?” มาร์เทลถาม


    “ผมส่งจดหมายไปแล้ว คิดว่าอีกเดี๋ยวศาสตราจารย์วิลเกอฟอร์ดคงเรียกพบ” 


    เขากอดอกแล้วถอยออกมาด้านข้าง เขาสะบัดผมสีเงินยาวของตนเองเล็กน้อยแล้วเผยท่าทางที่หล่อเหลาออกมาอย่างมั่นใจ


    “พอดีเมื่อกี้มีพี่สาวเห็นความหล่อของฉันเลยเสนอตัวช่วยเหลือ ดูเหมือนว่าเธอจะถูกใจหน้าตาของฉันไม่ได้น้อย” เมอร์ลินกล่าวพร้อมยิ้มมุมปาก มือน้อยเสยผมครั้งหนึ่งแล้วกลับมากอดหน้าอกต่อ


    ท่าทางแบบนี้ทำให้มาร์เทลกลายเป็นอึ้งไป


    ‘เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้?’ 


    นี่เป็นครั้งแรกที่มาร์เทลได้เห็นอะไรแบบนี้ แน่นอนว่าเด็กน้อยไม่เคยเปิดมุมมองนี้ให้ใครได้เห็น นอกจากคนที่เขาไว้ใจ ซึ่งออสตินก็เคยเห็นท่าทางแบบนี้จนเริ่มชินชา


    นั่นหมายความว่าเมอร์ลินในตอนนี้ได้ให้ความไว้วางใจมาร์เทลแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เปิดใจแสดงท่าทางแบบนี้ออกมา


    มาร์เทลที่พึ่งเคยเห็นท่าทางแบบนี้ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ร่างกายกลายเป็นแข็งค้าง


    เมอร์ลินที่เห็นแบบนั้นจึงถอนหายใจออกมาแล้วเสยผมอีกครั้ง มองไปอีกทางหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ