บทที่ 2
ลู่ฟางหรงมองกองกระดาษที่สูงจนแทบจะมิดศรีษะของตนแล้วน้ำตาแทบไหลเป็สายเื นับจากที่อาจารย์หวังให้นางคัดอักษรที่แสนงดงามของนางให้ดูเขาก็มอบตำรามารยาทอันดีงามของสตรีให้นางหนึ่งเล่ม กล่าวเพียงประโยคเดียวก็ลุกขึ้นเดินจากไป
"เมื่อไหร่ที่เ้าคัดตัวอักษรได้ดีเช่นที่โอ้อวดค่อยมาเริ่มเรียนกับข้า"
ตอนนี้ผ่านมาครึ่งเดือนนางนั่งคัดตำราเล่มนี้นับร้อยรอบ เรียกว่าคัดจนข้อมือแทบหัก ในหัวจดจำทุกตัวอักษรในตำราได้ราวนางกลืนกินมันเข้าไป ทว่าจดจำได้แล้วอย่างไรลายมือของนางก็ยังคงเป็เช่นเดิม ลู่ฟางหรงทิ้งตัวลงฟุบกับกองกระดาษที่ตนคัดด้วยท่าทางที่แสนอ่อนล้า
"หรงหรง"
"พี่ใหญ่"
"เป็อันใดไป"
ยามที่เห็นว่าเป็ผู้ใดก้าวเท้าเข้ามาในเรือนโม่ลี่ของตนลู่ฟางหรงก็ะโวิ่งไปปิดประตูเรือนของตนทันที ก่อนจะหันกลับมากอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่น
"พี่ใหญ่ท่านมาได้อย่างไร เหล่าพี่เขยของข้าเล่า"
ลู่ฟางหรงเอ่ยถามผู้เป็พี่สาวด้วยท่าทางตื่นตระหนก เพราะนับจากพี่สาวนางแต่งเข้าสกุลหลิว พี่เขยทั้งสามก็ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าดูแลนางราวกับพี่สาวของนางเป็องค์หญิงที่ต้องมีทหารองครักษ์ติดตามอารักขาตลอดเวลา
"พวกเข้าออกไปตรวจงาน ว่าแต่เ้าเถิดข้าได้ยินมาว่าหลายวันมานี้เ้าเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนมีเื่อันใดหรือไม่"
ลู่ฟางหรงประคองพี่สาวลงนั่งก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวของตนให้ผู้เป็พี่ฟัง ลู่ฟางหนียงได้ยินปัญหาของน้องสาวแล้วยิ้มกว้างก่อนจะวางมือบนไหล่เล็กเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน
"หรงหรงน้องพี่ อาจารย์หวังกล่าวว่า เมื่อไหร่ที่เ้าคัดตัวอักษรได้ดีเช่นที่โอ้อวดค่อยมาเริ่มเรียนกับเขา ตอนนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ"
"พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องมาแกล้งชมข้าแล้ว อาจารย์หวังกล่าวว่าลายมือของข้าราวเด็กหัดจับพู่กันจะเรียกว่าดีได้อย่างไร"
"หากเ้าบอกว่าดีก็ย่อมดี แต่ถ้าผู้อื่นมองว่าไม่ดีเ้าก็ให้อาจารย์เ้าจับมือเขียนเป็อย่างไร"
จับมือเขียน เช่นนั้นก็ต้องถูกเนื้อต้องตัวกันใช่หรือไม่ ทว่าอาจารย์หวังเคยกล่าวตำหนินางเื่เช่นนี้มาแล้วคราหนึ่ง เห็นทีวิธีนี้คงมิอาจใช่ได้
"พี่ใหญ่ อาจารย์กล่าวว่า เป็สตรีมิควรถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ"
"เขาเป็อาจารย์ของเ้า อีกทั้งเ้าเองก็เป็เพียงสตรียังมิได้ปักปิ่น เื่เช่นนี้ย่อมเป็ข้อยกเว้น"
จริงสินางเป็ศิษย์ของเขาย่อมต้องเป็เขาสั่งสอนนาง
ยามที่คิดได้เช่นนี้แล้วลู่ฟางหรงก็ฉีกยิ้มกว้าง โผเข้ากอดผู้เป็พี่พร้อมกับกดจมูกเล็กลงบนแก้มนิ่มฟอดใหญ่ ก่อนจะหมุนตัวกางแขนคว้าตำราและหอบกองกระดาษที่นางฝึกฝนมาครึ่งเดือนใส่หีบ เรียกให้บ่าวชายแบกขึ้นรถม้าออกจากจวนสกุลหลิวไปในทันที ลู่ฟางเหนียงมองตามแผ่นหลังเล็กของน้องสามแล้วยกยิ้มกว้าง ส่ายหน้าไปมาอย่างขบขัน
"ฮูหยิน คุณชายทั้งสามให้มาตามท่านกลับเรือนเ้าค่ะ"
......................................
หวังซินหยางขมวดคิ้วเข้มยามที่ได้รับรายงานว่าลู่ฟางหรงมารอพบเขาที่จวนสกุลหวัง มือหนาหยิบจดหมายในมือจุดไฟเผาแล้วถอนหายใจยาว นึกถึงเื่ราวเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
"ที่ดินบริเวณตรอกต้าหนิงมีค่ามากกว่าทองคำคุณชายหวังเื่นี้ท่านรู้ใช่หรือไม่"
"เื่นี้ข้าย่อมรู้ดี คุณชายใหญ่หลิวเชิญเรียกราคามาได้เลย"
หลิวเฉินคังยกมุมปาก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเหตุผลที่หวังซินหยาง้าที่ดินตรงนั้น มิใช่เพื่อสร้างสำนักศึกษาแต่เพื่อตั้งเป็แหล่งสืบข่าว เพียงแต่สกุลหลิวไม่ไร้เงินทองไม่ขาดแคลนชื่อเสียง ที่คาดแคลนตอนนี้คืออาจารย์ที่ดีของน้องสาวภรรยาพวกเขา
หวังซินหยางเป็บุรุษที่ดีพร้อมทั้งบุ๊น ทั้งบู๊ อีกทั้งอำนาจชื่อเสียงก็พร้อมสรรพ หากได้คนเช่นนี้เป็อาจารย์สายตรงของลู่ฟางหรงแน่นอนว่าผู้ใดจะรังแกนางก็ย่อมต้องคิดหนัก ที่สำคัญอีกฝ่ายเป็บุรุษนิยมตัดแขนเสื้อเื่ระหว่างชายหญิงพวกเขาก็ล้วนไร้กังวล อาจารย์ที่ดีเช่นนี้เขาย่อมไม่ปล่อยมือไป
"เื่ราคาข้าย่อมต้องเรียกตามความเหมาะสม เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องรบกวนคุณชายหวังช่วยเหลือสักหน่อย"
"เชิญคุณชายหลิว"
หวังซินหยางเอ่ยบอกน้ำเสียงสุภาพทุกท่วงท่ากิริยายังคงสง่างามแม้ในใจจะรู้สึกร้อนรนอยู่ไม่น้อยก็ตาม
"เพียงอยากรบกวนให้คุณชายหวังรับคนผู้หนึ่งเป็ศิษย์สายตรงเท่านั้น"
หวังซินหยางได้ยินข้อเสนอของอีกฝ่ายก็ผ่อนคลายความกังวลลง ตัวเขาตั้งใจเปิดสำนักศึกษาย่อมต้องเปิดรับศิษย์ ตอนนี้ก็แค่เพิ่มมาอีกหนึ่งคนเท่านั้นย่อมไม่ใช่เื่ยากลำบากอะไร
ทว่านั่นล้วนเป็ความนึกคิดเมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว หากย้อนเวลาไปได้เขาย่อมไม่ตบปากรับคำคุณชายสกุลใหญ่สกุลหลิวจอมเ้าเล่ห์ผู้นั้น
......................................
ลู่ฟางหรงนั่งรอผู้เป็อาจารย์มาร่วมหนึ่งชั่วยามแล้ว สายลมยามบ่ายพัดผ่านเบาๆชวนให้รู้สึกหนักหนังตา ไม่นานนักร่างบอบบางก็เริ่มเอนเอียงสุดท้ายจึงขยับตัวไปนั่งชิดต้นเสาเอนศรีษะพิงหลับไป
หวังซินหยางกลับมาถึงจวนบ่าวหน้าเรือนก็รายงานว่าลู่ฟางหรงมารอพบเขาอยู่ที่ศาลาปีกขวา หวังซินหยางถอนหายใจยาวคราหนึ่งก็สะบัดชายเสื้อหมุนกายเดินไปยังศาลาปีกขวาของจวน เพียงแต่ยามที่เดินมาถึงหน้าศาลาคิ้วเข้มก็พลันขมวดเข้าหากันแน่น สายตาคมมองเด็กสาวตรงหน้าที่ยามนี้นอนกางแขนกางขาอยู่กลางศาลาด้วยความขุ่นเคืองในใจ ก่อนจะตวัดตาคมส่งสายตาขับไล่บ่าวชายออกไป
ไร้มารยาท ไม่สงวนท่าที
หวังซินหยางขบกรามข่มโทสะในใจก้าวเดินมาหยุดกลางศาลาข้างร่างเล็กที่หลับสนิทใช้เท้าสะกิดที่ขาเล็กเบาๆอย่างหงุดหงิด โดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนบนพื้น ทว่าขณะที่เขากำลังคิดตำหนิอีกฝ่ายในใจไม่ทันระวังตัวขาเล็กๆก็ยกขึ้นเตะบริเวณข้อพับหลังเข่า ร่างสูงพลันเซถลาล้มทับร่างเล็ก ใบหน้าคมแนบชิดบนอกอิ่มนุ่มนิ่ม ทั่วทั้งร่างของหวังซินหยางพลันแข็งค้าง ลมหายใจติดขัด ไม่ทันตั้งสติเสียงอู้อี้เหนือศีรษะก็ดังขึ้น
"อาจารย์ท่านทับนมข้า"
อาจารย์ท่านทับนมข้า เสียงแ่เบาของคนใต้ร่างทำให้หวังซินหยางดีดตัวลุกขึ้นในทันที หลังจากขยับตัวนั่งนิ่งหลังตรงที่ด้านหลังโต๊ะเตี้ยแล้วก็เอ่ยเสียงตำหนิไม่มั่นคงนัก
"เป็สตรีต้องรู้สิ่งควรไม่ควร ในที่โล่งแจ้งเช่นนี้มานอนหลับอย่างไร้กิริยาได้อย่างไร"
ลู่ฟางหรงถูกตำหนิก็พลันดีดตัวลุกขึ้นนั่งส่งรอยยิ้มแห้ง มือเล็กเร่งจัดชุดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่ เพียงแต่เมื่อครู่เขาเองก็นอนอยู่บนตัวนางเช่นกันมิใช่หรือ
"อาจารย์แล้วเหตุใดท่านมานอนทับนมข้าเล่าเ้าคะ"
หวังซินหยางได้ยินคำถามของคนตรงหน้าก็รู้สึกร้อนไปทั้งดวงหน้า สายตาเผลอมองเลื่อนลงต่ำ ลำคอพลันแห้งผาก
นางยังไม่ปักปิ่นเหตุใดร่างกายจึงเติมโตราวสตรีวัยออกเรือนแล้วเล่า
ยามที่ตระหนักได้ว่าตนคิดในเื่ที่ไม่สมควรหวังซินหยางก็พลันสลัดความคิดนั้นทิ้ง พร้อมกับตวัดสายตาดุส่งไปให้คนตัวเล็ก
"เป็เ้าที่นอนไม่เลือกที่ เกะกะจนข้าสะดุดหกล้ม ยังกล้าเอ่ยวาจาไม่รู้จักสำรวม"
"จริงหรือเ้าคะ! อาจารย์แล้วท่านาเ็หรือไม่"
ลู่ฟางหรงไม่เอ่ยเพียงลมปาก ร่างเล็กยังพุ่งตรงมาหาเขาจับต้องร่างกายเขาไปแทบทุกส่วน โดยไม่สนสายตาขุ่นเคืองที่เขาจ้องมองอย่างไม่พอใจ
"เป็สตรีมิควรถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ คำสอนของข้าเ้าลืมแล้วหรือ"
"พี่ใหญ่บอกว่าท่านเป็อาจารย์ของข้า อีกทั้งข้าเองก็เป็เพียงสตรียังมิได้ปักปิ่น เื่เช่นนี้ย่อมเป็ข้อยกเว้น"
หวังซินหยางได้ยินวาจาจากปากเล็กแล้วร้อนไปจนถึงใบหู พี่สาวของนางช่างสอนสั่งน้องสาวได้ดียิ่ง เพียงแต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยตำหนิออกไปร่างกายของเขาก็พลันตื่นตัว ขยับตัวหนีมือเล็กที่กำลังปลดสายคาดเอวของเขาจนหงายหลังอย่างเสียกิริยา
"ลู่ฟางหรง! เ้ากำลังจะทำอะไร"
"อาจารย์ข้าเพียงจะสำรวจร่างกายท่าน"
"สำรวจร่างกายข้า! จะ... เ้า!..."
หวังซินหยางได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้นไม่รอให้ลู่ฟางหรงได้ขยายความก็ขยับตัวถอยหนีไปจนแทบตกศาลา ลู่ฟางหรงมองอาการของผู้เป็อาจารย์แล้วยกมือขึ้นเกาต้นคอเล็ก
"อาจารย์ท่านเป็อันใดเ้าคะ ข้าเพียงจะสำรวจร่างกายของท่านว่าาเ็ที่ใดหรือไม่"
"ไร้มารยาท ไม่รู้จักสำรวม ตำราที่ข้าให้เ้าคัดเ้ามิได้จดจำเลยหรือไร"
ลู่ฟางหรงได้ฟังคำตำหนิก็พลันยิ้มแห้ง ขยับตัวถอยห่างนั่งหลังตรงอย่างสุภาพก่อนจะโค้มตัวเอ่ยเสียงอ่อนหวานเช่นที่สตรีสูงศักดิ์พึงกระทำ
"ขออภัยเ้าค่ะ"
หวังซินหยางมองท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนตรงหน้าแล้วแค่นเสียงในลำคอ มือหนาจับเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่ส่งสายตาตำหนินางมาอีกคำรบ
"สอนยากเสียยิ่งกว่าเด็กสามขวบ"
......................................
เื่นี้ไรต์แต่งแบบสบายๆ อ่านคลายเครียด ขออนุญาตงดดราม่าเื่อายุน้องหรงนะเ้าคะ
ส่วนใครที่รอฉากน้องหรงจับอาจารย์หวังกิน ต้องรอน้องปักปิ่นก่อนนร้าาาาาา