หมอหูรอจังหวะเหมาะ ๆ ก่อนที่จะถามขึ้นมาว่า “คุณนายกู้ได้รับยาป้องกันอะไรมาบ้างรึเปล่าครับ ?”
หลินเฉี่ยนแสดงสีหน้างุนงง “ยาป้องกันเหรอ ? ยาแบบไหนคะ ?”
หมอหูหยิบขวดเล็ก ๆ ขึ้นมาสองขวดจากในกล่องยาและเทยาด้านในออกมาอย่างละเม็ด แบบแรกคือสีขาว อีกแบบคือสีฟ้าอ่อน ด้านบนของยาเม็ดเหล่านั้นมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสลักอยู่
หลินเฉี่ยนกะพริบตาและมองอย่างละเอียด เธอไม่เคยรู้จักยาเม็ดสองชนิดนี้มาก่อนก็จริงแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นมัน ตอนกลางดึกของทุกวัน กู้เฉิงเซียวจะปลุกเธอให้ลุกขึ้นมากินยาซึ่งเขามักจะจ้องเธอจนกว่าจะกลืนลงไปจึงจะวางใจ
เธอถามอย่างไร้เดียงสาว่า “เอ่อ... ยาชนิดนี้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นหน่วยทหารที่ยศเทียบเท่ากู้เฉิงเซียวเท่านั้นถึงจะมีได้ไม่ใช่เหรอคะ ?”
หมอหูขำแล้วพูดว่า “คุณคงถูกหัวหน้ากู้หลอกล่ออะไรซักอย่างแล้วล่ะครับ นี่ก็คือยาที่มีสรรพคุณป้องกันเอดส์ครับ มันมีประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากใช้ยาภายใน 24 ชั่วโมงในหลังจากที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ทุกวันที่ใช้ยาจะต้องกำหนดเวลาเป็นเวลาเดียวกับครั้งแรกที่ทานยานี้ลงไป ซึ่งเมื่อหลังจากสามเดือนผ่านไปแล้วเราก็จะแน่ใจได้มากหน่อยว่าเชื้อถูกขจัดออกไปได้หมด ผลข้างเคียงของยาชนิดนี้คือทำให้รู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน คุณคุ้นเคยกับอาการเหล่านี้ไหมล่ะครับ ?”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หลินเฉี่ยนก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเธอเองเป็นคนโง่คนนึงที่ถูกหลอกปิดบังอะไรมาตั้งสามเดือน
“ก็มีแหละค่ะ แต่กู้เฉิงเซียวมักจะบอกว่าฉันตัวร้อน ไม่มีแรง ร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมซักทีเขาจึงให้ฉันกินยา แล้วก็...... เขายังพาฉันไปตรวจที่โรงพยาบาลทหารอยู่บ่อย ๆ และทุกครั้งก็มีการตรวจเลือดด้วย แต่ฉันไม่ทราบเรื่องว่ามันจะใหญ่โตขนาดนี้ก็เลยไม่ได้คิดอะไร”
เย้เชี่ยนหรูและคนอื่น ๆ ต่างพากันเงียบเสียง เดิมทีกู้เฉิงเซียวคงปิดบังเธอเอาไว้ เรื่องใหญ่ขนาดนี้แท้ ๆ แต่เขากลับเลือกที่จะแบกรับไว้เองคนเดียว เพื่อช่วยให้เธอไม่ต้องแบกรับความหวาดกลัว
หมอหูพูดด้วยแววตาที่แสดงออกมาอย่างเลื่อมใส “หัวหน้ากู้ไม่ได้บอกอะไรกับคุณเลย เขาคงเป็นห่วงคุณมากแต่วิธีนี้มันเป็นวิธีการที่ไม่รักตัวเขาเองเอาเสียเลยนะครับ”
หลินเฉี่ยนกวาดสายตาไปที่คนที่อยู่ในห้องและพบว่าทั้งหมดล้วนใช้แววตากังวลที่ดูผิดปกติจ้องมองเธอ และหลาย ๆ คนก็คอยเหลือบมองจ้องไปที่กระดาษตรวจสอบผลตรวจเอชไอวีที่อยู่ในมือของหมอหูด้วย
ผลตรวจเอชไอวีที่อยู่ตรงหน้า เป็นใครใครก็กลัว ความกลัวต่อโรคเอดส์มันเป็นความรู้สึกนึกคิดของคนสามัญธรรมดาทั่วไป
เธอเองก็กลัวเหมือนกัน
ถ้าอย่างนั้นกู้เฉิงเซียว เขาคงไม่กลัวใช่ไหม ? เพราะ...
สามเดือนที่ผ่านมา เขาพาเธอย้ายออกไปอยู่ด้วยกันสองคน ถ้าไม่นับตอนที่เธอเข้าเรียน เขาก็แทบจะอยู่ติดเป็นเงาตามตัวของเธอตลอดเวลาและเขาก็ยังทำทุกอย่างกับเธอตามปกติด้วย กินก็กินด้วยกัน เธอคำฉันคำ นอนก็นอนด้วยกัน ชีวิตฉันท์สามีภรรยาของสองคนก็ยังเติมเต็มอย่างไม่ขาด ในเมื่อเขาปฏิบัติแบบนี้ แสดงว่าเขาคงจะไม่กลัวใช่ไหม ?
เขาต้องกลัวสิ! ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พาเธอย้ายออกไป อีกทั้งไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่คอยเตือนให้ระวังทุกเรื่องอยู่เสมอหรอก เขาก็กลัวว่าเธอจะมีเชื้อนี้และกลัวว่าอาจจะเกิดการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นด้วย
แต่... เขาไม่กลัวว่าตัวเองจะได้รับเชื้อไปจากเธอบ้างเลยเหรอ ? คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะห่วงเธอมากขนาดนี้
เธอนึกขึ้นได้ว่าหลังจากตรวจเลือดครั้งนั้น ที่เขาเห็นรายงานผลตรวจ เขาก็ดีใจอย่างกับคนเป็นบ้า
ตาสองข้างของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา ตอนนี้ในสมองเธอก็มีแต่กู้เฉิงเซียวขณะที่ความรู้สึกซึ้งใจเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ อันที่จริงถ้ากลับเป็นเขาบ้างที่มีความเสี่ยง เธอเองก็คงไม่ทอดทิ้งเขาเหมือนกัน
...
สิบห้านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หมอหูหยิบกระดาษทดสอบให้กับเย้เชี่ยนหรูที่อยู่ตรงหน้าแล้วพูดว่า “คุณนายครับ ตอนนี้คุณนายวางใจได้แล้วนะครับ”
เย้เชี่ยนหรูมองดูผลอย่างตื่นเต้น คนใช้ทั้งหมดที่อยู่ในห้องก็พากันเงยหน้าขึ้นมาดู บนกระดาษทดสอบมีเพียงเส้นสีแดงแถบเดียวซึ่งนั่นแสดงว่าผลตรวจออกมาเป็นลบ ณ เวลานี้พูดได้เต็มปากแล้วว่าหลินเฉี่ยนไม่มีเชื้อเอชไอวีในเลือดของเธอ เธอไม่ได้เป็นเอดส์
ทว่าเย้เชี่ยนหรูยังไม่วางใจ เธอถามอีกครั้งว่า “หมอหู นี่สามารถรับรองได้ 100% หรือเปล่าคะ”
หมอหูอธิบายอย่างมีน้ำอดน้ำทนว่า “ตั้งแต่เรียนหมอมา ไม่มีเรื่องไหนที่ 100% ครับ อัตราความแม่นยำจะอยู่ที่ 99% ขึ้นไปเท่านั้น อันที่จริงมันก็ไม่ได้ต่างจาก 100% เท่าไหร่หรอกครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว หลังจากผ่านไปสามเดือน ถ้าหากร่างกายไม่มีเชื้อนั่นก็แสดงว่าไม่มีจริง ๆ ถ้าหากยังไม่สบายใจ หลังจากหนึ่งปีผ่านไปก็ยังสามารถกลับมาตรวจอีกครั้งได้นะครับ”
หมอหูมองดูเหล่าคนใช้ทุกคนที่ตอนนี้ต่างก็มีลักษณะท่าทางที่ตื่นเต้นเสียเต็มประดา เขาจึงอธิบายอย่างละเอียดอีกรอบ
“ทุกคนอย่าไปคิดว่าโรคเอดส์มันน่ากลัวจนต้องขวัญหายกระเจิดกระเจิงนะครับ จริง ๆ แล้วเอดส์ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น คนที่มีเชื้อเอดส์อยู่ก็สามารถมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ตามปกติ อย่างคุณหลินเฉี่ยนเองเธอสามารถมีลูกได้แน่ครับและยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่คลอดมาก็ยังมีเกณฑ์แข็งแรง ซึ่งคุณหลินเฉี่ยนตรวจเลือดและยืนยันแล้วว่าผลเป็นลบ เธอจะไม่แพร่เชื้อไปยังลูกของเธอและลูกก็จะแข็งแรงสมบูรณ์แน่นอน บางทีในเหตุการณ์นั้นคุณหลินเฉี่ยนอาจจะไม่ได้สัมผัสเลือดของคนร้ายโดยตรงก็ได้ครับ”
หลินเฉี่ยนลุกขึ้นยืน เธอหันไปโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งให้กับพวกหมอทหารแล้วพูดว่า “ขอบคุณมากนะคะ เมื่อซักครู่ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะที่ทำตัวไม่ดีไป ฉันทั้งตกใจและสับสนก็เลยทำตัวไม่ถูก”
ว่าจบเธอก็หันไปทางเย้เชี่ยนหรูและโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งเช่นกัน “คุณแม่คะ หนูขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง หนูจะพยายามเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบให้ได้ค่ะ”
เย้เชี่ยนหรูอ้าปากจะตอบแต่ในเวลานี้เอง ด้านนอกก็มีเสียงเบรกรถอย่ากะทันหันดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองและก็เห็นกู้เฉิงเซียวที่รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็วและพุ่งตัวเข้ามาราวกับว่าเป็นเสือชีตาห์ที่วิ่งเข้ามาในบ้านก็ไม่ปาน
“แม่ แม่……!!!” กู้เฉิงเซียวรีบร้อนตะโกนวิ่งเข้ามาในห้อง เขามองหมอทหารที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเหล่านั้นที่อยู่ในห้อง และยังมีคนที่ถือกล่องยาและหลอดฉีดยาเหล่านั้นอีก เขาตาแดงขึ้นมาขณะที่ร้องตะโกนถามว่า “นี่พวกคุณกำลังทำอะไร ?!”
กู้เฉิงเซียวยังอยากที่จะถามต่อแต่หลินเฉี่ยนรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดเขาไว้
“ไม่เป็นไรนะ ฉันมาแล้ว เธอไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” กู้เฉิงเซียวคิดว่าแม่ของเขาคงไปทำให้เธอน้อยใจอีกแล้ว
หลินเฉี่ยนส่ายหน้าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างตื้นตันใจ เธอค่อย ๆ เงยหน้าแล้วพูดกับเขาว่า “อย่าโกรธเลย ฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้เรื่องหมดแล้วนะ”
ตาทั้งคู่ของกู้เฉิงเซียวแดงฉาน เขาจ้องเย้เชี่ยนหรูด้วยความโกรธรวมทั้งหมอทหารเหล่านั้นด้วย
หลินเฉี่ยนกอดเขาไว้แน่น “นายอย่าโมโหนะ อย่าโมโหเลย ฉันไม่ได้เป็นอะไร ถ้าหากไม่ใช่พวกเขาฉันก็ไม่รู้เลยว่านายให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้……ขอบคุณนายมากนะกู้เฉิงเซียว”
เธอพยายามกะพริบตาเพื่อไล่น้ำตาที่ยังไหลและพยายามมองที่ดวงตาของเขา “ที่รัก... ขอบคุณนายมาก ๆ ฉันรักนายนะ”
กู้เฉิงเซียวพูดเสียงเบา “ไม่มีอะไรจริง ๆ เหรอ ? เธอไม่เป็นไรแน่นะ ?”
“อื้อ ฉันไม่เป็นไรเลย”
พ่อบ้านยืนขึ้นมาและกล่าววาจายอมรับผิดกับคุณนายเย้เชี่ยนหรู “ขอโทษครับคุณนาย ผมเป็นคนแจ้งคุณชายเอง เพราะว่าเมื่อสักครู่ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก็เลยบอกกับคุณชายไว้ก่อนน่ะครับ ขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ”
ในใจของเย้เชี่ยนหรูนั้นรู้สึกเหมือนถูกทำร้ายอย่างที่สุด คฤหาสน์นี้เจ้านายกับลูกน้องช่างสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอะไรขนาดนี้ ลูกชายของเธอมีภรรยาก็ลืมแม่ แล้วสิบปีที่ผ่านมาพ่อบ้านก็ถูกลูกชายผู้เป็นนายใหม่คนนี้ซื้อใจไปอีก เธอรู้สึกขายหน้าที่โวยวายแถมยังรู้สึกเหมือนสูญเสียลูกชายคนเดียวของเธอไปอย่างไม่มีหวังเลยว่าเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เธอไม่คิดจะพูดอะไรอีกแล้วขณะที่โบกมือไปมาแล้วตัดบทด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า “หมอหู ในเมื่อตรวจแล้วไม่มีอะไรฉันก็วางใจ งั้นพวกเราไปกันเถอะ”
หลินเฉี่ยนโยกตัวของกู้เฉิงเซียวเบา ๆ แล้วใช้สายตาบอกเป็นนัย “นายไปส่งแม่สิ”
ทว่ากู้เฉิงเซียวยังคงหงุดหงิด ด้วยนิสัยดันทุรังหัวดื้อของเขา เขาจึงทำเป็นไม่สนใจแถมยังทำสีหน้าไม่ดีใส่แม่ของเขาด้วย ก็แม่ของเขาชอบเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของเขาอยู่เรื่อย บางทีแม่ก็ไม่ควรทำเกินไปและควรเชื่อในการตัดสินใจของเขาบ้าง
หลินเฉี่ยนเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ “อย่าทำแบบนี้สิ ฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ ถ้าหากว่านายทำแบบนี้ มันก็จะเหมือนกับว่าฉันทำให้นายสองคนแม่ลูกทะเลาะกัน เดี๋ยวพ่อแม่ของนายจะยิ่งไม่พอใจฉันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงยังไงก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่ดี”
“นายอย่าเป็นแบบนี้สิ……”
“เฮ้อ...” กู้เฉิงเซียวทำให้เธอหยุดแล้วพูดว่า “แม่ลูกไม่มีความแค้นข้ามคืนหรอก ไว้ฉันจะหาโอกาสไปคุยกับแม่เอง”
เธอมองตามไปที่แม่สามีขณะที่พวกเขาเดินออกไปจนขึ้นไปนั่งอยู่ในรถ แม่กำลังจะไปแล้วและหลินเฉี่ยนไม่อาจเปลี่ยนใจกู้เฉิงเซียวได้ สุดท้ายก็ทำได้แค่เออออตามเขา
เมื่อตอนนี้ที่คฤหาสน์ไม่มีคนนอกแล้ว กู้เฉิงเซียวจึงกวาดตามองพวกคนใช้ที่อยู่ในห้องแล้วพูดว่า “พวกเธอรู้แล้วใช่ไหม ?”
“ใช่ครับ/ค่ะ” พวกคนใช้พากันพยักหน้า
“อืม ฉันขอบอกไว้เลยว่าคุณผู้หญิงเป็นคนแข็งแรง หลังจากนี้เป็นต้นไป ฉันไม่อยากได้ยินคำพูดไร้สาระทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในวันนี้ ฟังเข้าใจกันแล้วใช่ไหม ?”
“เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ”