เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 59: ป๊ะป๋าจะไปตบผี

            ลูกพลับมองตาม

            เห็นร่างของผีตนนั้นเลือนหายกลายเป็นควันสีดำฟุ้งขึ้นมาทันทีที่ถูกบอลแสงสีขาวของป๊ะป๋าซัดใส่แล้วเจ้าควันสีดำก็ลอยเคว้งไกลออกไปจากประตูบ้านของลูกพลับ

             

            เด็กชายเห็นว่าควันนั้นกลับมารวมตัวกันและกลายเป็นร่างของผีดวงซวยตนนั้นอีกครั้งแต่ว่ามันก็อยู่ห่างจากบ้านของลูกพลับไปไกลมากแล้ว 

             

            เจ้าผีดวงซวยหันมามองสองพ่อลูกและพยักหน้าครั้งหนึ่งเป็นเชิงสั่งเสียว่าอย่าลืมไข่พะโล้เด็ดขาดเลยเชียวนะก่อนจะเดินช้า ๆ จากไปอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้พ่อกับลูกฝึกวิชาสั่งสอนกันต่อไป

             

            "ป๊ะป๋าใส่ไปเบา ๆ น่ะครับลุงแกพูดรู้เรื่องเลยไม่มีเหตุผลอะไรให้เราไปทำร้ายเขาป๊ะป๋าแค่ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกพลับดูเท่านั้น" ไตเติ้ลอธิบาย

             

            "ยอดไปเลยครับ ป๊ะป๋าของลูกพลับเก่งที่สุดในโลกไปเลย" 

            เด็กชายชื่นชมด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ แล้วก็ยอมขยับออกมาจากข้างหลังของพ่อได้ในที่สุด

             

            "ไม่ที่สุดในโลกหรอกครับเดี๋ยวถ้าลูกพลับตั้งใจฝึกลูกพลับก็จะเก่งกว่าป๊ะป๋าแล้ว" ภานุวัฒน์พูดปลุกพลังใจให้ลูกตัวเอง

             

            ลูกพลับกลับมานั่งขัดสมาธิยกสองมือเรียกรวมแสงสีเหลืองขึ้นมาที่กลางระหว่างสองฝ่ามือตั้งอกตั้งใจฝึกพลังอีกครั้ง

             

            "ลูกพลับอยากเห็นป๊ะป๋าปราบผีแบบจริงจังจังเลย"เด็กชายว่า 

            เมื่อกี้นี้เป็นการเตี๊ยมกันของป๊ะป๋ากับลุงผีป๊ะป๋าก็พูดเองว่าซัดใส่ไปเบา ๆ ดูแล้วลุงผียังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยแต่ถ้าเป็นผีที่นิสัยไม่ดี เกเร ป๊ะป๋าจะต้องจัดการเต็มกำลังอย่างแน่นอนคิดแล้วลูกพลับก็ยิ่งอยากจะเห็น

             

            "อืม…ว่าไปแล้วพรุ่งนี้ป๊ะป๋าก็อยากจะไปไล่ผีอยู่พอดีเลยลูกพลับสนใจจะตามไปดูด้วยไหมล่ะครับ" ไตเติ้ลได้ทีปะเหลาะลูกชาย

             

            "อยากครับ!ลูกพลับอยากเห็นป๊ะป๋าใช้บอลตบใส่ผีแบบนี้..! อ้าว…?" 

            เด็กชายตอบพร้อมกับสาธิตจะทำท่าปาบอลแสงสีเหลืองในมือไปข้างหน้าแต่พอลดมือซ้ายลงไปแล้วบอลสีเหลืองก็กลับอันตรธานหายวับไปในอากาศทันที 

             

            ป๊ะป๋าเห็นการสาธิตที่ล้มเหลวก็หัวเราะเบา ๆ ออกมาอีกครั้งอย่างนึกเอ็นดูก่อนจะเล่าต่อไป

             

            "ลูกพลับจำบ้านผีสิงในซอยข้าง ๆ นี้ได้ไหมครับที่ป๊ะป๋าไปดูแล้วลูกพลับก็บอกว่ามีคนหน้าตาน่ากลัวยืนอยู่ตรงประตูเต็มไปหมดเลยหลังนั้น"

             

            "จำได้สิครับ ที่นั่นน่ากลัวจะตาย" เด็กน้อยทำหน้าแหยเมื่อนึกถึงฝูงผีที่ตนเคยเห็น

             

            "แต่ว่าป๊ะป๋าจะเอาบอลไปตบผีที่บ้านหลังนั้นถ้าลูกพลับกลัวก็อย่าเพิ่งไป…"

             

            "ลูกพลับไม่กลัวแล้วครับ!!"

            เจ้าตัวเล็กโพล่งขึ้นทันควันดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น

             

            "ถ้ามีป๊ะป๋าอยู่ด้วยลูกพลับไม่กลัวอะไรเลยครับป๊ะป๋าเก่ง ลูกพลับอยากเห็นป๊ะป๋าปราบผี"

             

            แหม ไอ้เจ้าลูกชายคนนี้มีความเชี่ยวชาญในการประจบประแจงอวยพ่อตัวเองดีนักนะ ไปฝึกมาจากไหนก็ไม่รู้ล่ะรู้แต่ว่าน่ารักเป็นบ้า แถมยังหลอกง่ายเลี้ยงง่ายดีจริง ๆ

             

            เป็นแบบนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อยว่าเขาสามารถพาลูกพลับไปที่บ้านหลังนั้นด้วยได้โดยไม่ต้องฝากเจ้าหนูเอาไว้กับเฮียฮั้วอีก

            และลูกพลับที่เห็นป๊ะป๋าจัดการกับผีในบ้านหลังนั้นก็จะได้กระจ่างกับตาว่าผีพวกนั้นถูกจัดการไปหมดเรียบร้อยแล้วจริงๆ ถึงตอนที่ต้องย้ายบ้านเด็กชายจะได้เข้าไปอยู่ในบ้านได้อย่างสบายใจโดยไม่คิดหวาดกลัวอะไรอีก

             

            อันที่จริงเวลาที่เขายุ่ง ๆ ฝากเจ้าเด็กน้อยเอาไว้กับเฮียฮั้วก็ดีนะทั้งเฮียฮั้วและป้าวิภาต่างก็รักเด็กแล้วก็เอ็นดูลูกพลับมากจนถึงขนาดจะยกน้องพลับพลึง(ที่ยังไม่เกิด)ให้แบบนี้ก็เชื่อมั่นว่าลับหลังเขาทั้งสองคนจะต้องดูแลลูกพลับดีมากแน่ ๆ

             

            แต่ก็เกรงว่าอาจจะมากเกินไปหน่อยเพราะที่ผ่านมาฝากเอาไว้เพียงแค่ครึ่งวันเขาก็กลายเป็นคนที่ซื้อบ้านด้วยบุญบารมีได้ในราคาถูกอย่างสุดๆ ไปแล้ว ถ้าขืนฝากต่อเอาไว้อีกสักหนึ่งวันทิดวัฒน์คงจะกลายเป็นเทพบุตรเดินดินเป็นเทวดาที่จำแลงแปลงกายลงมาโปรดสัตว์บนโลกมนุษย์ได้อย่างแน่นอน

             

            ซึ่งก็อย่างที่บอกลูกพลับไปว่าการซื้อบ้านหลังนี้ได้ในราคาถูกนั่นน่ะมันไม่ได้เกี่ยวกับบุญบารมีอะไรเลย แค่บ้านมันราคาถูกอยู่แล้วตั้งแต่ต้นต่างหากนี่ถ้ามีปัญญาจ่ายเงินสดได้ราคาจริงยังจะถูกกว่านี้ไปอีกตั้งหนึ่งล้านเลยเถอะ

            จะมีปัญหาอยู่เดิมก็แค่ค่าแรกเข้าหลักแสนเท่านั้นที่เขาคิดว่าน่าจะไปต่อไม่ไหวแต่ก็โชคดีมากจริง ๆ ที่สุดท้ายแล้วคุณสุกัญญายอมลดค่าแรกเข้าให้เองโดยที่เขาไม่ต้องต่อรองเลยเสียด้วยซ้ำ

             

            เออ… ในจุดนี้ก็คงจะเป็นเพราะบุญบารมีจริง ๆ นั่นแหละที่ดันไปเผือกเรื่องค้างคาใจของวิญญาณเจ้าของบ้านจนลูกสาวเขามองเห็นความดีความชอบยอมลดราคาค่าเข้าอยู่ให้แบบนั้น

            การเผือกเรื่องชาวบ้านถ้ามันไม่หนักหนาอะไรและเป็นการเผือกเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้ก็นับว่าได้ประโยชน์ดีอยู่ทั้งกับวิญญาณดวงนั้นแล้วก็ตัวของเขาเองด้วย

             

            อันที่จริงแล้วบัญชีเงินเก็บของภานุวัฒน์ไม่นับรวมเงินในสลากออมสินของลูกพลับที่ฟลุกได้มาตอนเฮียฮั้วถูกหวยก็มีอยู่น่าจะแสนกว่าๆ เกือบสองแสนได้ล่ะมั้ง ไตเติ้ลเน้นเก็บ หาเงินได้ก็ยัดเข้าบัญชีหาเงินได้ก็ยัดเข้าบัญชี เลยไม่ทันได้สังเกตยอดเงินรวมที่แน่นอนสักเท่าไรนักแต่ก็คำนวณได้อยู่ว่าจำนวนเงินขนาดนั้นมันพอจะเจียดมาเป็นค่าแรกเข้าได้อยู่ซึ่งก็จะเฉียดตัวแดงอย่างที่ว่าไปนั่นแหละ 

             

            และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่คนเราได้บ้านหลังใหม่มาแล้วก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ อีกมากมาย ทั้งเดินเรื่องขอไฟ ขอน้ำประปาเข้าบ้าน ค่ามิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟอ่า...ยังต้องขอเบอร์โทรศัพท์อีก

             

            เรียกได้ว่ามีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากในส่วนหนึ่งนี่นับว่ายังดีที่คุณสุกัญญาขายบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่มีติดบ้านเอาไว้เช่นพวกโต๊ะ ตู้ เตียง ต่าง ๆ จึงทำให้เซฟค่าเฟอร์นิเจอร์ลดลงไปได้เยอะมาก 

             

            แต่ถึงอย่างนั้นเฟอร์นิเจอร์บางอย่างเขาก็เก็บเอาไว้ไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านเดิม... ตาลุงกฤษณะเป็นพวกบ้าอวิชชาบางทีก็มีการเก็บผีติดเอาไว้กับโต๊ะบ้าง ตู้บ้างหรือไปเอาพวกไม้อาถรรพณ์ที่มีวิญญาณพรายอย่างไม้ตะเคียนมาต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็มีอยู่เพื่ออะไรของตาลุงนั่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันคงคิดจะเก็บเอาไว้ให้เมียขูดหาเลขรายวันโดยไม่ต้องไปตามหาต้นไม้ที่ไหนล่ะมั้ง

             

            ไตเติ้ลไม่ได้มีปัญหากับผีพวกนี้แต่ลูกพลับของเขาเป็นเด็กจิตอ่อนที่สื่อสารกับภูตผีได้ง่ายทั้งยังมีจิตมารที่จะคอยบิวต์อารมณ์ด้านมืดอยู่ในตัวด้วยดังนั้นแล้วของพวกนี้ก็ไม่ควรให้มีอยู่ติดบ้านน่าจะเป็นการดีกว่า

             

            นอกจากนี้ในการตกแต่งอื่น ๆ เป็นต้นว่าหลังจากรื้อกรอบประตูผีสิงนั้นออกไปแล้วเขาก็ต้องทำกรอบประตูใหม่ด้วยก็จะมีค่าใช้จ่ายตามมาอีกอย่างต่ำ ๆ ก็คงจะสักสามพันห้าพัน ไม่รู้ว่าถ้าเลือกวงกบ[1]แบบไม้เนื้อแข็งพวกไม้สักไม้เต็งอะไรพวกนี้ราคาจะสูงขึ้นหรือเปล่าอืม… คิด ๆ ดูค่าใช้จ่ายที่ตามมามันก็เยอะจริง ๆ นั่นแหละดังนั้นแล้วการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาไว้ติดบ้านนั้นเห็นทีคงจะต้องพิจารณาให้ดีเลือกเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ ก่อน

             

            มองในแง่ดีถ้าเทียบกับชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้ที่ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้ถึงแม้ย้ายบ้านไปแล้วจะยังไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกมากมายเหมือนกับชีวิตในโลกก่อนแต่มันก็โอเคแล้วล่ะ สำหรับการที่ภานุวัฒน์ค่อย ๆ เริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากต้นทุนชีวิตของไอ้ขี้เมาที่ติดลบแบบนั้น

             

            เอาเถอะ อย่างน้อยก็จะได้อยู่ในที่กว้าง ๆ มีที่ให้เก็บของทำงานได้สะดวกขึ้น แบบนี้ก็น่าจะผันรายได้เข้ามาได้มากขึ้นด้วยก็นับว่าคุ้มกับการลงทุนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วบ้านก็ยังกว้างมากเสียขนาดนั้นต่อไปเขาก็อาจจะแบ่งห้องบางห้องให้คนมาเช่าอยู่อาศัย ก็จะมีรายได้เอาไว้ช่วย

             

            เป็นค่าผ่อนบ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย.

             


    [1]วงกบ - กรอบประตู

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน