สองปีต่อมา
ร่างเล็กสูงโปร่งของเด็กหญิงวัยสิบสองปีกำลังเยื้องย่างไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่สำนักศึกษาหวุนซีเฉกเช่นทุกเช้า ความงดงามของนางเริ่มเปล่งประกายออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น ถึงแม้นางจะเป็เพียงหลานสาวแม่ค้าขายขนมในตลาด ที่มีฐานะเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ทว่าเด็กหญิงในวันนี้กลับกลายเป็บัณฑิตอายุน้อยที่มีชื่อเสียงของสำนักศึกษาหวุนซี เพียงสองปีที่นางเข้าไปที่สำนักศึกษา ความรู้ความสามารถที่นางได้พยายามซ่อนเร้นปิดบังเอาไว้ กลับเปล่งประกายออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ชิงเหมย กำลังจะไปสำนักศึกษาหรอกหรือ"
“เ้าค่ะท่านน้า” เด็กหญิงหันไปตอบสตรีสูงวัยกว่าด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“น้าได้ยินว่าเ้าทดสอบได้ลำดับที่หนึ่งในศิษย์ที่เป็หญิงมาตลอดสองปีเลยรึ” เสวียอี๋เอ่ยถามเด็กหญิงที่นางเอ็นดูด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“มิใช่ความจริงหรอกเ้าค่ะท่านน้า ที่สำนักศึกษายังมีคนที่เก่งกว่าข้าหลายคน ข้าเพิ่งจะทดสอบได้ลำดับที่หนึ่งเมื่อปีที่แล้วนี่เองเ้าค่ะ เข้าไปปีแรกข้ายังไม่รู้เท่าใดนัก แต่พอได้อ่านตำรา ฝึกทำแบบทดสอบที่คิดว่าท่านอาจารย์จะทดสอบ ลำดับคะแนนของข้าก็ขยับขึ้นมาเป็ลำดับหนึ่งเ้าค่ะ”
นางใช้ความพยายามอย่างหนักตลอดสองปีที่ผ่านมา ทั้งศึกษาอักษร บทกวี ตำราพิชัยา เล่นดนตรี แต่ยังมีสิ่งที่นางปิดบังเอาไว้ไม่เคยให้ผู้ใดล่วงรู้เลยแม้แต่ท่านยายของนาง นั่นก็คือนางได้แอบศึกษาและฝึกฝนไปด้วยนั่นก็คือวิชาดาบและการฝึกฝนศิลปะวิชาป้องกันตัวด้วยหมัดมวย นางไม่อยากให้ท่านยายเป็ห่วงนางจึงได้แต่ปิดบังความเก่งด้านนั้นเอาไว้
“แต่ถึงเช่นไรเ้าก็เป็เด็กดี เรียนเก่ง โตไปเ้าจะต้องมีหนทางใช้ชีวิตที่ดีเป็แน่เหมยเอ๋อร์”
“ขอบน้ำใจท่านน้าเ้าค่ะ ข้าขอตัวไปสำนักศึกษาก่อนนะเ้าคะ” ชิงเหมยกล่าวออกมาเพราะรู้สึกว่าตนเองหยุดคุยกับท่านน้าเสวียอี๋มานานเกือบหนึ่งเค่อแล้ว
“โอ้… เ้ารีบไปเถิด”
เสวียอี๋อุทานออกมาครั้นนึกได้ว่านางรั้งชิงเหมยเอาไว้นาน เด็กหญิงคำนับลาแล้วรีบเดินจากไป เสวียอี๋นึกเสียดายที่นางไม่มีบุตรชาย มิเช่นนั้นนางคงเป็อีกคนที่อยากจะได้ชิงเหมยมาเป็ว่าที่ลูกสะใภ้ในภายภาคหน้า
สำนักศึกษาหวุนซี
ศิษย์ทั้งชายหญิงยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่ลานซานซี ลานกว้างใจกลางสำนักศึกษาหวุนซีซึ่งใช้เป็ที่ชุมนุมของศิษษ์กับอาจารย์ สองปีที่ผ่านมาศิษย์เก่าจบไปศิษย์ใหม่ก็เข้ามาแทนที่เป็เื่ธรรมดา ชิงเหมยยามนี้ได้กลายมาเป็ศิษย์พี่ครบหนึ่งปีแล้ว และนางก็ดูเหมือนว่าจะเป็ที่ชื่นชอบของบรรดาศิษย์น้องที่มีสถานะไม่ต่างกันกับนาง ยกเว้นก็เพียงแค่บรรดาลูกขุนนางที่ยังมีความถือตนว่าสูงศักดิ์ จึงไม่ยอมลดสถานะมาคบหากับนาง สองปีที่ผ่านมามีเพียงซูฉีเท่านั้นที่เป็บุตรีของขุนนางแต่ทว่ายังคงคบหา คอยอยู่เคียงข้างชิงเหมยและหลูซินเสมอมา
“ศิษย์พี่ขอรับ ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่ เป็ศิษย์หญิงคนแรกที่ได้ลำดับที่หนึ่งในการคัดอักษร จากบรรดาศิษย์ทั้งสำนักศึกษาจริงหรือไม่ขอรับ” ศิษย์น้องที่เพิ่งจะเข้ามาเมื่อต้นปีเอ่ยถามออกมาอย่างตื่นเต้น
“เ้าได้ยินมาไม่ผิดหรอก สหายของข้านางเก่งทั้งศาสตร์ ศิลป์และดนตรีเชียวล่ะ”
หลูซินตอบแทนสหายออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ในขณะที่ชิงเหมยกลับเอาแต่นั่งอ่านตำราในมืออย่างใจจดใจจ่อ ยามนี้นางสนใจเื่สมุนไพรและการรักษาาแ เพราะปีหน้านางจะเริ่มฝึกดาบด้วยมีดดาบจริงๆ ไม่ใช่ฝึกด้วยไม้เหมือนกับสองปีที่ผ่านมา นางจึงจำต้องรู้เื่การรักษาาแเอาไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
“พวกข้าขอคารวะ ฝากตัวเป็ศิษย์น้องของศิษย์พี่ทั้งสามด้วยขอรับ” ศิษย์น้องกล่าวออกมา ทุกคนในกลุ่มต่างทำท่าคำนับศิษย์พี่ทั้งสามพร้อมเพรียงกัน
กวงชีเยว่มองไปยังกลุ่มศิษย์น้องที่รายล้อมกลุ่มของชิงเหมยด้วยแววตาหมั่นไส้ เป็เพียงเด็กกำพร้าแต่ทว่ากลับมีสติปัญญาในการเรียนรู้เหนือผู้ใด ทั้งๆ ที่นางพยายามมาตั้งมากมายก็ยังมิอาจแซงหน้าชิงเหมยได้ มือเล็กกำปลายแขนเสื้อแน่น ยามนี้ทั้งอิจฉา ทั้งริษยาอีกฝ่าย แต่นางก็มิอาจทำอันใดอีกฝ่ายได้ เพราะชิงเหมยดูเหมือนว่าจะกลายเป็ศิษย์รักของเหล่าอาจารย์และเป็ศิษย์พี่ที่น่าเคารพของบรรดาศิษย์น้อง
“เป็เพียงเด็กกำพร้าที่ขาดพ่อไร้แม่ เหตุใดนางถึงได้รับการนับถือเช่นนั้นล่ะ สู้เ้าก็ไม่ได้ เป็ถึงบุตรีของขุนนาง” ตวนเจียฉีกล่าวออกมาทันทีที่เห็นว่าสหายกำลังมองไปที่ใด
“เห็นเช่นนี้แล้วน่าหมั่นไส้ ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าก็ให้ข้าตีสนิทนางเอาไว้ แต่ข้าไม่เห็นว่านางจะมีดีอันใดเลย สู้เ้าก็มิได้ชีเยว่” ตวนเจียฉีกล่าวต่อเพื่อให้กวงชีเยว่พอใจที่ตนเข้าข้างนาง เป็อย่างที่คิดกวงชีเยว่แสร้งทำเมินไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วหันมองไปทางอื่น
เื่ของชิงเหมยที่เป็เพียงเด็กกำพร้า และอาศัยอยู่กับยายเพียงสองคนกำลังถูกเล่าลือกันในสำนักศึกษาหวุนซี โดยเฉพาะในกลุ่มของศิษย์น้องที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ชิงเหมยเมินเฉยต่อเื่นี้ เพราะนี่ไม่ใช่คราแรกที่มีผู้เอาเื่ราวชีวิตของนางไปเล่าลือกันอย่างสนุกปาก บ้างก็ว่านางเป็เด็กกำพร้าที่ขาดพ่อไร้แม่คอยสั่งสอน บ้างก็ว่าท่านแม่ของนางเป็เพียงหญิงในหอโคมเขียวทำให้ท่านพ่อของนางไม่ยอมรับนาง เพราะไม่เชื่อว่านางเป็ลูกสาวที่แท้จริง
ชิงเหมยรับรู้เื่ที่ถูกเล่าลือในยามนี้เป็อย่างดี แต่นางก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้ เพราะนางคิดว่ามันช่างเป็เื่ไร้สาระและน่าขบขันยิ่งนัก นางพอจะรู้ต้นตอของข่าวลือนี้ว่ามาจากที่ใด แต่นางก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้อีกฝ่าย นางไม่ได้อ่อนแอจนถูกใครต่อว่าหรือกลั่นแกล้งรังแกได้ นางแค่เพียงอยากอยู่ที่สำนักศึกษาแห่งนี้ไปอย่างสงบจนกว่าจะจบการศึกษาเท่านั้นเอง
“น่ารังเกียจยิ่งนัก ผู้ใดจะไปคิดว่าศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาจะมีเื้ัเป็เช่นนั้น มีท่านแม่เป็หญิงคณิกานี่นะ แอว๊ะ!!!”
ในขณะที่ชิงเหมยและกลุ่มสหายของนางกำลังเดินผ่านศิษย์อีกกลุ่มที่รวมไปด้วยบุตรีของขุนนางในเมืองถิงฮวา เสียงของหนึ่งในพวกนางก็ดังขึ้นมา วาจาของนางถากถางดูถูกชิงเหมยอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านอาจารย์ก็เอ็นดูคนไม่ลืมหูลืมตา”
“หึ!! พวกเ้าคงจะลืมไปแล้วล่ะสิ ว่าที่สำนักศึกษาหวุนซีเขาไม่แบ่งแยกชนชั้นหรือภูมิหลังกัน ที่เข้ามาสำนักศึกษานี้ได้เป็เพราะใช้ความรู้ความสามารถ มิใช่เพราะเกิดในตระกูลขุนนาง หรือผู้สูงศักดิ์ที่เอาแต่พูดจาดูถูกผู้อื่น พวกเ้าต้องเติบโตมาเช่นไรกันถึงได้พูดจาว่าร้ายสหายร่วมสำนักศึกษาเช่นนี้ หากพวกเ้ามีดีนัก สูงส่งนัก ก็ไปอยู่ที่สำนักศึกษาอื่นเสียสิ ข้าได้ฟังแล้วรำคาญยิ่งนัก!!!”
หลูซินะโออกมาทันที นางเป็เด็กที่มีความอดทนต่ำ ครั้นได้ยินกับหูว่าผู้ใดนินทาว่าร้ายสหายสนิทก็กักเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ไม่อยู่จนต้องปลดปล่อยออกมา
“ชิส์…. พวกเ้าก็คงจะเหมือนกัน มิเช่นนั้นคงคบหากันมิได้หรอก ซูฉี... เ้าก็นะเป็ถึงบุตรีของขุนนางแต่กลับเลือกไปเกลือกกลั้วเข้ากลุ่มกับพวกนาง แต่อย่างว่าแหละนะ ท่านแม่ของเ้าก็เป็หญิงสาวชาวบ้านที่ท่านพ่อของเ้ารับไปเป็อนุภรรยานี่ มิได้เป็บุตรีของขุนนางมาั้แ่เกิดเช่นท่านแม่ของพวกข้า"
อี้โหรวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ซูฉีได้แต่กำหมัดแน่น อี้โหรวมองหน้าซูฉีพลางแสยะยิ้มออกมาก่อนที่จะหันไปชวนสหายในกลุ่ม
"พวกเรา….ไปกันเถิด… อย่าไปเกลือกกลั้วกับพวกชั้นต่ำเลย”
“อี้โหรว!! เมื่อครู่เ้ากล่าวคำใดออกมางั้นรึ!!” เสียงของท่านอาจารย์หวุนดังกร้าวมาจากด้านหลังของศิษย์หญิงกลุ่มนี้จนพวกนางพากันสะดุ้งตัวโยน
“ทะ… ท่านอาจารย์หวุน!!!” กลุ่มของพวกนางราวสามสี่คนอุทานชื่อท่านอาจารย์ออกมาพร้อมเพรียงกันพลางคำนับทำความเคารพเขา
“พวกเ้าทุกคนตามมาพบข้าที่เรือนฝูหรงด้วย”
น้ำเสียงเกรี้ยวโกรธทำให้ศิษย์หญิงทั้งสี่คนตัวสั่น ยกเว้นก็แต่ชิงเหมยและสหายทั้งสองที่รู้ว่าตนเองไม่ได้ทำผิดอันใดให้ท่านอาจารย์ได้ตำหนิ
กลุ่มของอี้โหรวรีบสาวเท้าก้าวตามท่านอาจารย์หวุนไปด้วยความหวาดหวั่น หากท่านอาจารย์ได้ยินที่พวกนางพูดจาดูถูกชิงเหมยแล้วล่ะก็ มีหวังพวกนางต้องถูกลงโทษเป็แน่ ชิงเหมยและสหายอีกสองนางก็เดินติดตามท่านอาจารย์และกลุ่มศิษย์หญิงตรงหน้าไปเช่นกัน
เรือนฝูหรง
“ไหนพวกเ้าลองท่องคำปฏิญาณของสำนักศึกษาให้ข้าฟังซิ” เสียงทุ้มดังกร้าวขึ้นมาจนฝ่ายของอี้โหรวที่รู้ตัวว่าทำผิดกฎของสำนักศึกษาสะดุ้ง
“เคารพอาจารย์ นับถือสหาย ไม่พูดจาว่าร้าย ไม่แบ่งแยกชนชั้น”
ศิษย์หญิงทุกคนท่องคำปฏิญาณของสำนักศึกษาออกมา แม้จะท่องจำทุกวันแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะปฏิบัติตาม ท่านอาจารย์หวุนถอนหายใจออกมา ทั้งๆ ที่ท่องกันปาวๆ ทุกเช้าก็ยังไม่จดจำใส่ใจ ยังคงมีผู้คิดว่าตนเหนือกว่าผู้ใดอยู่ในสำนักศึกษาหวุนซีของเขาอยู่อีก
“พวกเ้าทั้งสามลุกขึ้นแล้วออกไปได้ ส่วนพวกเ้าทั้งสี่อยู่ก่อน”
เขาหันไปบอกศิษย์หญิงทั้งสามที่ไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด ก่อนที่จะหันไปสั่งศิษย์ทั้งสี่ที่เป็ผู้กระทำผิดในครานี้ เขาอยากจะสั่งสอนให้เด็กเหล่านี้รู้จักหลาบจำ ว่าสถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ที่มิให้ผู้ใดมาใช้อำนาจหรือแสดงว่าตนเองเกิดมาสูงส่งกว่าผู้ใด ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาเป็ศิษย์ที่นี่จะต้องเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะต่ำต้อยหรือสูงส่งกว่าตนก็ตาม
“พวกเ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่” ท่านอาจารย์หวุนเอ่ยถามศิษย์ทั้งสี่ออกมาหลังจากที่ศิษย์หญิงทั้งสามออกจากเรือนฝูหรงไปแล้ว
“สะ…ศิษย์ ผิดไปแล้วเ้าค่ะ” เด็กหญิงทั้งสี่กล่าวออกมาพร้อมกัน
“ผิดเื่ใด… ไหนเซี่ยงหรงเ้าลองบอกอาจารย์ซิ ว่าพวกเ้าได้ทำผิดเื่ใด” ท่านอาจารย์หวุนหันไปถามศิษย์ที่มาจากตระกูลเซี่ยง ตระกูลที่มีขุนนางขั้นแปดประจำอยู่หลายเมืองทั่วแคว้นเจียงโจว
“พูดจาว่าร้ายสหายร่วมสำนัก แบ่งแยกชนชั้น ไม่นับถือสหาย” เด็กหญิงกล่าวออกมาทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็คำปฏิญาณที่บรรดาศิษย์ของสำนักศึกษาหวุนซีต่างต้องยึดมั่นและปฏิบัติตาม ทว่าพวกนางกลับละเลยและยังกระทำในสิ่งต้องห้าม
“รู้แล้วเหตุใดถึงยังกระทำกันอยู่ อาจารย์มิเคยสั่งสอนพวกเ้าให้รักใคร่ปรองดองกันหรอกหรืออี้โหรว” เขาปรายตาไปยังศิษย์หญิงที่มีนามว่าอี้โหรวพลางถามออกมา
“ตะ…แต่ ชิงเหมยนางไม่คู่ควรที่จะได้ศึกษาที่นี่จริงๆ นี่เ้าคะท่านอาจารย์ นางเป็ลูกสาวของหญิงที่เคยทำงานในหอนางโลม จะให้นางมาเกลือกกลั้วกับพวกศิษย์ที่เป็ลูกหลานจากตระกูลของขุนนางได้เช่นไรกัน”
อี้โหรวกล่าวออกมาอย่างไม่หวั่นเกรง หากเป็ลูกหลานของพวกพ่อค้าแม่ค้าสามัญชนธรรมดา พวกนางก็ไม่ได้นึกรังเกียจอันใด แต่นี่อีกฝ่ายเป็ลูกหลานของหญิงโคมเขียว เหตุใดพวกนางจะต้องทนมาเกลือกกลั้วกับลูกหลานของสตรีเ่าั้ด้วย
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเ้าไปได้ยินเื่ราวของแม่นางซุน แม่ของชิงเหมยมาได้เยี่ยงไร แต่ที่ข้าอยากจะบอกให้พวกเ้าได้ฟังนั่นก็คือ แม่นางซุนท่านแม่ของชิงเหมยนั้นนางไม่เคยทำงานในหอนางโลม หรือทำงานเป็หญิงคณิกาอย่างที่พวกเ้าได้กล่าวมา นางเป็เพียงแม่ค้าขายขนมธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองถิงฮวาเมื่อสิบห้าปีก่อน ที่ข้ารู้ดีเป็เพราะข้ากับท่านยายของชิงเหมยนั้นเป็สหายที่รู้จักกันมาเนิ่นนาน”
เขาหยุดชะงักพลางเดินไปนั่งลงแล้วรินน้ำชาใส่ถ้วยก่อนที่จะยกขึ้นมาดื่มเพื่อดับความกระหายและความขุ่นเคือง จากนั้นจึงได้กล่าวต่อ
“พ่อของชิงเหมยก็คือใต้เท้าซิ่ว เขาพบรักกับแม่นางซุนที่เมืองถิงฮวา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขอแม่นางซุนแต่งงาน เขาก็ต้องเดินทางไปออกรบ เพราะยามนั้นเขาเป็รองแม่ทัพ แต่ระหว่างที่เขาไปสู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมือง เขากลับถูกทหารฝ่ายข้าศึกสังหารจนสิ้นชีพในสนามรบ โดยไม่รู้ว่าแม่นางซุนกำลังมีชิงเหมยอยู่ในท้อง ครั้นแม่นางซุนพาชิงเหมยที่เพิ่งเกิดไปที่ตระกูลซิ่ว พวกคนเ่าั้จึงไม่รับรู้และไม่ยอมรับ เพราะใต้เท้าซิ่วไม่เคยกล่าวถึง เขาคงคิดว่ากลับมาจากสนามรบแล้วจะขอแม่ของชิงเหมยแต่งงาน แต่เขากลับไม่มีโอกาสนั้น"
ใบหน้าของศิษย์หญิงทั้งสี่สลดลงทันทีที่ได้รับรู้ความจริง สิ่งที่พวกนางได้รับรู้มานั้นต่างจากที่ท่านอาจารย์หวุนเล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์นั้นเป็ผู้าุโย่อมไม่โป้ปดพวกนางเป็แน่ ถ้าเช่นนั้นผู้ที่โป้ปดกุเื่ราวเหล่านี้ขึ้นมาก็คงเป็พวกนั้น
“พวกศิษย์เข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านอาจารย์”
“ไม่ว่าพวกเ้าจะได้ยินเื่ราวของผู้ใดมาก็ตาม จงอย่าได้ตัดสินคนผู้นั้นจากเื่ราวเ่าั้หากเรายังไม่รับรู้เื่ราวที่แท้จริง พวกเ้าจงคุกเข่าเพื่อสำนึกผิดอยู่ที่นี่จนกว่าเทียนเล่มนี้จะดับ จากนั้นจงไปขออภัยต่อชิงเหมยเถิด ที่นางไม่ได้ตอบโต้ไม่ใช่ว่านางอ่อนแอ ยอมให้พวกเ้าติฉินนินทา แต่เป็เพราะว่านางนั้นรู้เื่ราวที่แท้จริงของตนเป็อย่างดี” ท่านอาจารย์หวุนสั่งสอนศิษย์หญิงเหล่านี้และสั่งลงโทษพวกนางเพื่อให้ได้ทบทวนในความผิดของตน
“เป็เพราะตวนเจียฉีเ้าค่ะท่านอาจารย์ ศิษย์ได้ยินนางพูดคุยกับกวงชีเยว่และเยว่ซือถง ถึงเื่ที่แม่ของชิงเหมยเป็หญิงคณิกา แล้วท่านพ่อของนางก็ไม่ยอมรับ เพราะเยี่ยงนั้นพวกศิษย์จึงได้เข้าใจชิงเหมยผิด” อี้โหรวรีบสารภาพออกมาว่าต้นตอของเื่ราวมาจากผู้ใด ท่านอาจารย์หวุนพยักหน้ารับรู้
“เื่ต่อจากนี้ ข้าจะเป็ผู้จัดการเอง”
เขากล่าวออกมาก่อนที่จะเดินออกจากเรือนฝูหรงไป ศิษย์หญิงทั้งสี่ต่างพากันนั่งคุกเข่าอย่างสำนึกผิด พวกนางต่างรู้สึกขุ่นเคืองพวกตวนเจียฉีที่ทำให้พวกนางต้องเข้าใจผิดจนต้องถูกลงโทษในครานี้