ฟิ้วววววว—โครมมมมมมมม!
เหนือท้องฟ้าสีแสดหมองของ 'พิภพหมื่นหุบเขาทะเลทราย' บรรยากาศฉีกขาดออกเป็รอยแตกร้าวสีม่วงทมิฬ วินาทีต่อมา นาวาปราณเทวะในสภาพแหลกเหลวก็พุ่งแหวกม่านมิติออกมาด้วยความเร็วสูงดุจดาวตกไฟ! โครงสร้างอลอยด์สีขาวบริสุทธิ์สลักลายทองถูกแรงเหวี่ยงมิติและเปลวเพลิงจากการเสียดสีชั้นบรรยากาศแผดเผาจนะเิหลุดออกเป็ชิ้นๆกลางมรสุมลูกไฟและเศษโลหะปลิวว่อน ร่างทรงมนุษย์ั์สีเงินของ 'จักรกลสังหารหมายเลข 377' ไม่ได้พยายามเบี่ยงกายเอาชีวิตรอด เลนส์ตาสีแดงฉานเื้ัหน้ากากกลไกหรี่ลงเล็กน้อย มันโอบกอดทารกน้อยไว้แน่นในอ้อมอกโลหะแ่าที่สุดเท่าที่กลไกจะทำได้ แผ่นหลังแหลกเหลวและปีกโลหะขาวดาราที่เหลือเพียงข้างเดียวถูกใช้เป็เกราะมนุษย์ต้านรับแรงปะทะและความร้อนระอุระดับนรกแตก!
ฉ่าาาาา!
าแฉกรรจ์บนซีกขวาของทารกน้อยฉีกขาด เืสีแดงสดหลั่งไหลเปรอะเปื้อนแผ่นอกสีเงินของ 377 แกนปฏิกรณ์เทพบิดรภายในตัวเด็กปะทุไอร้อนสะสมจนิัเนียนนุ่มเริ่มปริแตกเป็รอยไหม้
[System 377: CRITICAL OVERHEAT DETECTED IN PRIMARY VESSEL] [Initiating Emergency Cryo-Stabilization... Failed! Internal Coolant Depleted] [Executing Emergency Protocol: Biological-Mechanical Grafting...]
สัญญาณเตือนสีม่วงหมองกะพริบถี่รัวในแกนประมวลผล 377 รู้ดีว่าหากปล่อยไว้ ทารกคนนี้จะถูกความร้อนเผาผลาญจนกลายเป็เถ้าถ่านก่อนร่วงหล่นถึงพื้นดิน กลไกข้อต่อท่อนแขนขวาของ 377 พลันขยับสับเปลี่ยนอย่างฉับพลัน! ชิ้นส่วนโลหะชีวะนับร้อยชิ้นแตกตัวออกเป็ละอองเส้นใยสีเงินพุ่งเข้าแทรกซึม สมานาแ และหลอมรวมเข้ากับเนื้อเยื่อ ของกระดูก และเส้นประสาทซีกขวาของทารกอย่าง
บ้าคลั่ง!
วิ้งงงงงงง!
ในวินาทีนั้นเอง จี้ศิลาสีฟ้าครามบน 'สร้อยคอหินทะเลบริสุทธิ์' ที่สวมอยู่บนคอทารกก็เรืองแสงสว่างวาบขึ้น! มันปล่อยคลื่นไอเย็นวารีอันบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมากดข่มไอร้อนระอุของแกนปฏิกรณ์ ประสานเข้ากับกลไกหล่อเย็นของ 377 ดับเปลวเพลิงปะทุภายในร่างเด็กน้อยลงได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ตูมมมมมมมมมม!!
ร่างั์สีเงินตกกระแทกลงใจกลางหุบเหวทรายลึก แรงอัดมหาศาลทำให้ผืนทรายะเิพุ่งขึ้นสู่นภาดุจคลื่นั์ ควันทรายสีสนิมและเขม่าควันพุ่งคลุ้งไปทั่วรัศมีร้อยเมตร
เมื่อเสียงะเิก้องกังวานค่อยๆ มอดดับลง ร่างของหมายเลข 377 นอนแน่นิ่งอยู่บนซากหินบะซอลต์ แผ่นหลังบิดเบี้ยว ท่อแรงดันไอน้ำและสายไฟเวทมนตร์รั่วพุ่งส่งเสียง ฟู่... ฟู่... กลไกภายในพังทลายไปกว่า 99% ทว่า... ท่อนแขนโลหะทั้งสองข้างของมันกลับไขว้ประสาน ล็อกตายอย่างแ่าดุจกรงเล็บเหล็ก เพื่อโอบอุ้มทารกน้อยเอาไว้ในอ้อมอก ไม่ให้เม็ดทรายหรือแรงกระแทกใดๆ แตะต้องตัวเด็กได้แม้แต่ปลายเล็บ
[System 377: Logic Core Shutting Down...] [Target Status: ALIVE / Bio-Mechanical Fusion Completed] [Broadcasting Low-Frequency Distress Beacon... Executing Final Sleep]
เลนส์ตาสีแดงฉานค่อยๆ มืดดับลง ฟันเฟืองสุดท้ายหยุดหมุน... ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องไห้แ่เบาของทารกน้อยที่ดังลอดออกมาจากรอยแยกแขนหุ่นยนต์
อุแว้... อุแว้…
หลายชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางแสงแดดแผดเผายามบ่าย
'อาดัม' ช่างสำรวจคนแคระวัยกลางคน ร่างกายกำยำ หนวดเคราสีสนิมดกหนา กำลังลากกระเป๋าเครื่องมือเดินสแกนหาสินแร่อยู่ขอบหุบเหว เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นกลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเหว ด้วยสัญชาตญาณของช่างกล อาดัมรีบไต่ลงไปตามรอยแยกหินผาทันที
ภาพเบื้องหน้าทำให้นักสำรวจคนแคระถึงกับตาค้าง... ซากนาวาปราณเทวะสีขาวขลิบทองอันหรูหรา และร่างจักรกลั์สีเงินที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในเจ็ดพิภพ!
"ศาสตราวุธแห่ง์งั้นหรือ...?" อาดัมพึมพำพลางยกขวานในมือขึ้นระแวงภัย แต่แล้วหูที่ไวต่อเสียงของเขาก็ตระหนก เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้กังวานใสแว่วมาจากกลางอกของหุ่นยนต์ั์!
"นั่นมัน... เสียงเด็ก?!"
อาดัมไม่รอช้า เขาปีนขึ้นไปบนแผ่นอกโลหะ นำสว่านแรงดันไอน้ำและชะแลงเหล็กออกมากระแทกงัดข้อต่อแขนกลไกที่ล็อกตาย แกร๊ก! ตึง! แรงงัดอย่างทุลักทุเลทำให้อ้อมแขนหุ่นยนต์ยอมคลายออกในที่สุด
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้อาดัมต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง... ทารกน้อยที่มีผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ทว่าซีกขวาของร่างกายกลับมีลวดลายวงจรโลหะชีวะสีเงินฝังลึกใต้ิัอย่างพิศวง และท่อนเเขนข้างขวาที่โดนตัดขาด เด็กน้อยกำลังนอนร้องไห้ และที่คอ... มีจี้หินสีฟ้าครามทอออร่าเย็นเยียบ
อาดัมใช้นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก พลิกดูแผ่นหินด้านหลังจี้เบาๆ แสงจากตะเกียงแก๊สข้างเอวส่องกระทบรอยสลักเปื้อนคราบเืแห้งกรัง...
"อาลอน"
"อาลอน... ชื่อของเ้าสินะ" อาดัมมองดูใบหน้าไร้เดียงสาที่หยุดร้องไห้เมื่อััได้ถึงไออบอุ่นจากมือของเขา อาดัมถอนหายใจยาวพลางยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู "ไม่ว่าเ้าจะเป็มรดกจาก์ หรือปีศาจที่ตกมาจากฟ้า... ในเมื่อเ้ามาร่วงลงตรงหน้าข้า นับแต่นี้ไป เ้าคือลูกชายของข้า อาดัม!"
คนแคระเฒ่าถอดเสื้อคลุมหนังแกะออกมาห่อหุ้มร่างทารกน้อยอย่างระมัดระวัง ซ่อนสร้อยคอไว้ในสาบเสื้อ แล้วอุ้มเด็กน้อยแนบอก เร้นกายฝ่าม่านพายุทรายมุ่งหน้ากลับสู่ 'ป้อมปราการสนิมแดง' นครใต้ดินทันที!
ลมพายุทรายหวีดหวิวแผดร้องปะทะกำแพงหินผา ประตูเหล็กกล้าบานหนาของบ้านถ้ำถูกผลักปิดลงอย่างเร่งรีบ ก่อนจะล็อกตายสนิท อาดัมยืนหอบหายใจหนักหน่วง กลิ่นอายความตายและฝุ่นแร่คละคลุ้งติดมากับหนวดเคราสีสนิม ในอ้อมแขนที่โอบกอดไว้แ่า ห่อผ้าป่านเก่าคร่ำคร่าสั่นไหว พร้อมแสงสีฟ้าครามที่กะพริบถี่ประหนึ่งจังหวะชีพจรที่เต้นไม่เป็จังหวะ
มาเรียก้าวออกมาจากมุมครัว ผ้าเช็ดมือในมือร่วงหล่นลงพื้นทันทีที่เห็นสภาพสามี ใบหน้าที่เคยสดใสฉายแววตระหนก "อาดัม! เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงรีบเร่งกลับมาเช่นนี้ แล้วนั่น... ในห่อผ้านั่นคืออะไร?"
อาดัมกวาดสายตามองรอบห้องด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปยังโต๊ะไม้กลางบ้าน วางห่อผ้านั้นลงอย่างถนอมที่สุดประหนึ่งของล้ำค่า "เงียบก่อน มาเรีย... ล็อกประตูชั้นในให้แ่า"
มาเรียรีบทำตามคำสั่งอย่างลนลาน ก่อนจะย่างเท้าเข้ามาใกล้ เมื่อผ้าป่านถูกคลี่ออก เธอก็ผงะถอยหลังจนเกือบสะดุดล้ม เผยให้เห็นทารกน้อยที่ร่างกายซีกขวาถูกแทนที่ด้วยกลไกโลหะสีเงินวาววับ เส้นใยแสงสีฟ้ายังคงรั่วไหลแผ่ซ่านท่ามกลางคราบเืสด "พระเ้าช่วย!... นี่มันตัวอะไรกันอาดัม? โลหะพวกนั้น... อวัยวะสังเคราะห์นั่น... มันคือเทคโนโลยีต้องห้ามของเผ่าเทวะไม่ใช่รึ?!"
อาดัมถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือหยาบกร้านไปััไหล่ภรรยาเพื่อปลอบประโลม "ข้าพบเขามากับซากยานที่ตกกลางหุบเขา ร่างกายเขาทรุดโทรมไร้สัญญาณชีพ แต่ทันทีที่ข้าจะละสายตา หัวใจดวงนี้ก็กลับมาเต้นอีกครั้ง... เขาไม่ใช่สัตวอสูรหรืออาวุธสังหารที่ไร้ิญญาหรอกนะ มาเรีย"
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมาเรียสั่นระริก จ้องมองร่างเล็กที่ครางแ่เบาด้วยความเ็ป "แต่ถ้านครหินผาหรือสภาผู้าุโล่วงรู้... พวกเขาต้องส่งกองทหารมาเผาบ้านเราแน่! ท่านกำลังพาหายนะมาสู่ครอบครัวนะอาดัม!"
"ข้าก็กลัว..." น้ำเสียงของคนแคระทุ้มต่ำทว่ามั่นคง "แต่ข้าปล่อยให้เด็กคนนี้สิ้นใจกลางทะเลทรายที่แผดเผาไม่ได้ ดูตาซ้ายของเขาสิ มาเรีย... นั่นดวงตาของมนุษย์... เขาเป็เพียงเด็กน้อยที่รอดชีวิตมาจากขุมนรกเท่านั้น"
มาเรียมองลึกลงไปในดวงตาสีรัตติกาลข้างซ้ายของทารกน้อย จังหวะนั้นนิ้วเล็กๆ ซีกเนื้อแดงสดค่อยๆ ยื่นออกมาไขว่คว้าอากาศ ก่อนจะััแ่เบาลงบนหลังมือของเธอ ความเย็นะเืของโลหะมลายหายไป เหลือเพียงััอันออดอ้อน "ฮึก... รอยแผลพวกนี้... คงเ็ปมากสินะลูก..." ความหวาดกลัวในแววตาของมาเรียแปรเปลี่ยนเป็ความสงสารจับใจ เธอช้อนอุ้มร่างทารกขึ้นมาแนบอกอย่างลืมความหวาดระแวง
อาดัมถอนหายใจอย่างโล่งอก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏภายใต้หนวดเคราสีสนิม "เขาต้านทานความตายมาได้ราวกับ 'หินผา' ที่ไม่มีวันพังทลาย... เราควรเรียกเขาว่าอะไรดี มาเรีย?"
(ลูบเส้นผมสีดำนุ่มฟูของทารกน้อยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด) "'อาลอน' (Alon)... ข้าจะเรียกเขาว่า อาลอน... ต่อให้ซีกหนึ่งของเ้าจะเป็เครื่องจักรเ็า แต่หัวใจซีกนี้... แม่จะหล่อเลี้ยงมันด้วยความรักเอง"
สิบหกปีผ่านไป...
ภายใต้เงามืดของนครหินผาอันกว้างใหญ่ เมืองที่ฝังตัวลึกลงไปในอุโมงค์หินทรายอันซับซ้อนของพิภพหมื่นหุบเขา เสียงฟันเฟืองจักรกลขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำเวทมนตร์ดังกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำ มันเป็เสียงชีพจรที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเหล่าคนแคระผู้ถูกพันธนาการด้วยหนี้สินและค่านิยมแห่งความเสี่ยงโชค
ในมุมมืดของบ่อนพนันหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยคนแคระเมามายและเสียงก่นด่า 'อาลอน' ในวัยสิบหกปีนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง ร่างกายของเขาสูงโปร่งและดูโดดเด่นท่ามกลางเหล่าคนแคระ แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวไปกับบรรยากาศที่วุ่นวายรอบตัว สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็เด็กชายที่ดูเหม่อลอย แท้จริงแล้วคือการ "ประมวลผล" จิตสำนึกที่เข้มข้นที่หลับใหลอยู่ภายใน
นิ้วเรียวยาวซีกเนืุ้์ฝั่งซ้ายของอาลอน ค่อยๆ เอื้อมลงไปััจี้หินทะเลบริสุทธิ์ใต้เสื้อคลุม รอยสลักคำว่า 'อาลอน' บนเนื้อหินเย็นเยียบ ดึงสติและความเป็มนุษย์ของเขากลับคืนมา ยามที่รหัสคำสั่งไร้อารมณ์ของ [System 377] ในสมองกลซีกขวาพยายามจะคำนวณทุกลมหายใจให้กลายเป็ตัวเลข
"ไปกันเถอะ อาลอน" อาดัมกระซิบด้วยน้ำเสียงห่วงใยพลางแตะไหล่ลูกชาย
อาลอนเงยหน้าขึ้นมองอาดัม ดวงตาข้างขวาที่เป็เลนส์กลไกฉายแสงสีฟ้าจางๆ สลับกับดวงตาสีรัตติกาลข้างซ้าย เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงความอบอุ่น
"ครับพ่อ... กลับบ้านไปหาแม่มาเรียกับไรล่ากันเถอะ"
เด็กหนุ่มก้าวเดินตามหลังพ่อบุญธรรมออกจากบ่อนพนัน โดยไม่มีใครรู้เลยว่า... ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาที่เคยร่วงหล่นจากฟากฟ้าเมื่อสิบหกปีก่อน บัดนี้กำลังจะเริ่มหมุนขับเคลื่อนเพื่อสั่นะเืทั้งเจ็ดพิภพแล้ว!