บทที่สอง
กลับมา
แสงอรุณแรกส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุและม่านลวดลายดอกเหมยเข้ามาในห้องนอนกว้างกลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ที่เผาไว้ในกระถางกำยานยังลอยอบอวลแต่บนเตียงมุ้งแพรกลับมีร่างหนึ่งยังคงซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มไม่ยอมลุกขึ้นดังเช่นทุกวัน ฟ่านหนิงในวัยสิบหกที่มักจะตื่นเองอย่างง่ายดายเมื่อรุ่งสางมาถึงวันนี้กลับเอาแต่นอนนิ่งไม่ขยับแม้สาวใช้จะเข้ามาเคาะเรียกแล้วหนึ่งครั้ง
‘ซุนหงเยว่’ฮูหยินใหญ่ของสกุลฟ่านผู้เป็มารดาเมื่อได้ยินสาวใช้มารายงานว่าคุณหนูยังไม่ตื่น จึงก้าวเท้าเข้ามาด้วยความห่วงใยนางเคยชินกับความเอาแต่ใจของบุตรสาวแต่ตนรู้จักบุตรสาวดีปกติจะไม่ใช่คนตื่นสายหากไม่ป่วยหรือมีไข้ จึงััได้ถึงความผิดแปลกในบรรยากาศ
“เหยาจู...เหตุใดวันนี้ถึงไม่ตื่นลูกป่วยหรือ?” น้ำเสียงอบอุ่นเปี่ยมด้วยความรักดังขึ้นพลางก้าวเข้าไปข้างเตียง
ทันทีที่ม่านแพรสีอ่อนถูกเปิดออกฟ่านหนิงก็ลืมตาขึ้นมาพอดี ใบหน้างดงามที่ปกติแฝงแววเย่อหยิ่งกับคนภายนอกกลับสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้เป็มารดายืนอยู่ตรงหน้าเมื่อพึ่งได้สติแต่น้ำตาที่ไม่อาจกลั้นไว้ก็ไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนที่จะได้เอ่ยสิ่งใด
“ท่านแม่...” ฟ่านหนิงโผเข้ากอดแน่นสตรีที่นางคิดถึงจะขาดใจเสียงของหญิงสาวสั่นราวกับหวั่นว่าจะสูญเสียบุคคลตรงหน้าไปอีกครั้งความอบอุ่นที่เคยขาดหายเมื่อคราวตนถูกผลักไสเป็นางร้ายในวังวนชะตาเวลานี้มารดาของนางกลับมาสู่อ้อมแขนอีกครั้ง
ซุนหงเยว่ถึงกับชะงักหันไปมองสาวใช้ด้านหลังด้วยแววตางุนงง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหลังบุตรสาวเบาๆพลางหัวเราะแ่ “อา..วันนี้ทำไมถึงขี้อ้อนเช่นนี้บุตรสาวแม่กลายเป็คนเกียจคร้านไม่อยากตื่นแล้วหรือ?”
คำพูดหยอกเย้าเรียบง่ายแต่กลับทำให้ฟ่านหนิงยิ่งร่ำไห้ สะอื้นออกมาจนหัวใจปวดหนึบ นางได้ยินชัดทุกถ้อยคำแต่ก็ได้เพียงส่ายหน้า น้ำเสียงสพอื้นพร่าเบาๆ “ข้า..ข้าแค่ฝันร้ายเ้าค่ะ ฝันน่ากลัวนัก”
ฮูหยินใหญ่สกุลฟ่านถอนหายใจยิ่งกอดบุตรสาวแน่นขึ้น“ไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัว มีแม่อยู่ทั้งคนเ้าจะฝันร้ายสิ่งใดก็ปล่อยมันไป”
แต่ฟ่านหนิงไม่กล้าสารภาพว่าฝันร้ายนั้นไม่ใช่เพียงภาพลวง หากเป็อดีตที่นางลิ้มรสมาแล้ว บิดาถูกตัดสินโทษมารดาถูกบีบให้ตรอมใจ ตระกูลล่มสลาย ส่วนตนก็จบชีวิตอย่างน่าเวทนาที่ก้นเหวทว่าในชั่วพริบตานางกลับย้อนคืนมา ณ วันเก่า วันที่ทุกอย่างยังไม่พังทลาย
นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอรีบเช็ดน้ำตาแล้วผละออกมา “ข้าลุกแล้วเ้าค่ะ” พยายามปรับสีหน้าให้กลับเป็นิ่งเรียบเช่นเดิม
ซุนหงเยว่พยักหน้ายกมือช่วยประคองบุตรสาวให้ลุกขึ้น สัญชาตญาณความเป็มารดายังไม่คลายความสงสัยแต่ก็ไม่ถามซ้ำ เพียงแต่เรียกสาวใช้เข้ามา
หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยสองพี่น้องสาวใช้ส่วนตัวของฟ่านหนิงบัดนี้ใบหน้าสดใสทั้งสองตามรับใช้นางมาได้แปดปีแล้วเป็สาวใช้ที่ฟ่านหนิงสนิทมากที่สุดและรู้ใจนางมากที่สุดทั้งสองก้าวเข้ามาพร้อมอาภรณ์งดงาม ทั้งคู่คลี่ชุดกระโปรงยาวสีเหลืองนวลอ่อนปักลายดอกโบตั๋นด้วยไหมเงินงดงามสมฐานะคุณหนูใหญ่ เป็ชุดที่ฟ่านหนิงเคยชอบนัก
แต่ครานี้พอนางได้เห็นชุดนี้กลับหัวเราะเย้ยหยันในลำคอสายตากวาดมองผืนผ้าอย่างเย็นเยียบ ภาพสุดท้ายก่อนตายย้อนเข้ามาตอนนั้นร่างตนเองสวมผ้าเก่าซอมซ่อ หยาบกระด้าง สีหม่นหมองไร้ค่าแม้สาวใช้ที่ภักดียังมีเครื่องนุ่งห่มงดงามกว่าหลายเท่า
“เก่าเหลือเกิน...”นางพึมพำ ก่อนหันไปสั่งเสียงแข็ง “ข้าไม่อยากใส่ชุดนี้ ไปหยิบตัวใหม่มา ไม่เอาสีนี้”
หวังจิ้งเหมยมองหน้าพี่สาวอย่างลังเลแต่ก็เอ่ยถามด้วยความนอบน้อม “แล้วคุณหนูใหญ่อยากใส่สีใดหรือเ้าคะสีชมพู สีขาว หรือสีเขียว?”เพราะสาวใช้รู้ว่าสีโปรดของคุณหนูเป็สีอ่อนๆสีนวลตาที่มักจะใส่เป็ประจำ
ฟ่านหนิงยกยิ้มเหยียดดวงตาวาวโรจน์ด้วยความดื้อดึง หากฟ้าดินลิขิตให้ข้าเป็นางร้ายเช่นนั้นก็จะร้ายให้สมบูรณ์แบบไปเลย “สีแดงหรือสีส้มก็ได้ เ้าไปหยิบเถิดขอเพียงมิใช่สีอ่อนจืดชืดเช่นนี้!”
หวังจิ้งหยูรีบถลาออกไปช่วยเลือกก่อนกลับมาพร้อมชุดสวมใส่สีส้มอมแดง ปักลายหงส์ร่อนดั่งเปลวไฟแล้วเตรียมเข้าไปเปลี่ยนชุดให้ผู้เป็นาย
ซุนหงเยว่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆถึงกับเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เหยาจู..เ้าชอบสีสดๆแล้วหรือ?”
ฟ่านหนิงพยักหน้าช้าๆ “เ้าค่ะ จากนี้ท่านแม่ช่วยให้ช่างตัดเย็บตัดชุดใหม่ๆ มาให้ลูกเถิดลูกไม่อยากใส่ตัวเก่าอีกแล้ว เสื้อผ้าพวกนั้นน่าเบื่อเต็มทน”
ฮูหยินฟ่านเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ตอบด้วยรอยยิ้มเช่นมารดาผู้ตามใจ“ได้สิ ลูกสาวแม่โตแล้วจริงๆ อยากแต่งกายงดงามเพื่อผู้ใดหรือไม่? แต่ถึงเ้าใส่สีอ่อนหรือสีสดก็มิอาจกลบแสงของเ้าได้อยู่แล้วเ้าคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฟ่าน ใครเลยจะมองเมิน” มารดาของฟ่านหนิงเอ่ยวาจาชมบุตรีอย่างมักจะทำขณะนั้นก็ช่วยแต่งกายให้ไปด้วยอย่างรักใคร่เอ็นดู
ฟ่านหนิงก้มหน้าหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ‘ใช่...คุณหนูใหญ่ฟ่านแต่ในความทรงจำอีกเส้นทาง ข้าคือหญิงแพศยาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นางร้ายผู้คนสาปแช่งพื้นดินแผ่นฟ้าไม่ปรารถนาให้มีชีวิต’ ด้านมารดาที่ยังช่วยดึงแขนเสื้อให้เรียบร้อยหาได้สังเกตแววตาเ็ปของบุตรสาวไม่ ขณะที่แสงอรุณจากภายนอกสาดสะท้อนแววตาฟ่านหนิงสาบานในใจว่า คราวนี้นางจะไม่ยอมให้ชะตากรรมจบลงดังเดิมอีก
เมื่อฟ่านหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงก้าวออกจากเรือนนอน ทันใดนั้นก็เห็นร่างเล็กๆของน้องชายฟ่านเฉิงวิ่งตรงเข้ามาหา ใบหน้าเด็กชายวัยเพียงสิบกว่าปีสดใสไร้หม่นหมองแววตาเปี่ยมไปด้วยความสดชื่นสมวัย พลันถามเสียงใส “วันนี้ทำไมพี่เหยาจูออกมาช้าเล่าข้ารอจนเบื่อแล้วนะ!”
ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองใบหน้าใสซื่อของน้องชายแท้ๆดวงตานางแดงก่ำราวกับซ่อนความรู้สึกอัดอั้นเอาไว้นางรีบคว้าร่างนั้นมากอดแน่นเสียจนฟ่านเฉิงงุนงงยิ่งนักปกติแล้วพี่สาวผู้นี้มิได้กอดเขามากนักเพราะมัวแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของบุตรีเอกแห่งสกุลฟ่านแต่วันนี้เหตุใดกลับกอดเสียแน่นเช่นนี้?
“พี่เหยาจู ท่านป่วยหรือไร?” ฟ่านเฉิงเอ่ยเบาๆพลางยกมือตบหลังพี่สาวอย่างเก้กัง
ฟ่านหนิงยิ้มพลางปล่อยน้องชายให้เป็อิสระนางเอ่ยหยอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “อย่าเพิ่งรีบโตนักเลยเ้าตัวดื้อเช่นนี้พี่สาวจึงจะได้กอดเ้าเช่นนี้นานๆ”
ฟ่านเฉิงทำหน้าสับสนหันไปมองมารดาแทน ฮูหยินฟ่านที่เพิ่งเดินออกมาก็หัวเราะเบาๆ เอ่ยยั่วบุตรี “วันนี้เหยาจูของเราทำไมถึงชอบกอดใครๆ เสียนัก ทั้งแม่ทั้งน้อง มีเื่ใดหรือไม่?ฝันนั้นประหลาดมากเชียวหรือ?”
ฟ่านหนิงรีบส่ายหน้า “ก็เพียงความฝันเ้าค่ะ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำจะจดจำไว้ก็เสียเวลาเปล่า”
ว่าจบก็เร่งเดินหน้าต่อเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติฮูหยินฟ่านเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากเพียงแต่ยิ้มละไมพลางนึกพอใจที่เห็นพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว
หลังทานอาหารเช้าเสร็จฟ่านหนิงกับมารดาก็เดินไปส่งน้องชายที่เรือนเพื่อเตรียมศึกษาตำรากับอาจารย์ที่ใกล้จะมาถึงตามเวลาจากนั้นจึงออกมาเดินเล่นที่เรือนด้านหน้าเพื่อรอบิดาที่ใกล้กลับจากประชุมเช้าที่วังหลวงแต่ยังไม่ทันได้พบก็เห็นร่างอนุภรรยาของบิดากำลังเดินตรงเข้ามา อนุเฉินหรือเฉินซูซินผู้มีรูปโฉมอ่อนหวานแต่ดวงตาแฝงความมุ่งหมาย นางพาบุตรี ‘ฟ่านลี่’ เดินเคียงกันมา
อนุเฉินค้อมกายให้ฮูหยินใหญ่กับฟ่านหนิงเล็กน้อย“คารวะฮูหยินใหญ่”
ซุนหงเยว่พยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบตามธรรมเนียม
จากนั้นอนุเฉินจึงเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงละมุนแต่แฝงแรงผลักดัน “ฮูหยินใหญ่ที่ข้ามาวันนี้เพราะตั้งใจมาพบเพื่อขอเบี้ยเพิ่มให้บุตรสาวขณะนี้ลี่เอ๋อร์โตแล้วใกล้เข้าพิธีปักปิ่น เสื้อผ้าเครื่องประดับย่อมต้องเหมาะสมมิหนำซ้ำยังเื่ความรู้ความสามารถเตรียมออกเรือนอีกด้วยข้าจึงอยากจะจ้างอาจารย์สอนพิณและพู่กันเพิ่มให้กับนาง เพื่อจะได้ไม่อับอายผู้ใด”
เื่นี้เป็เื่ของมารดาที่เป็ฮูหยินใหญ่จะต้องจัดการบัญชีของสกุลฟ่านหนิงไม่มีหน้าที่ใดๆ จึงนั่งฟังเงียบๆ มิได้ขัดแต่ในใจกลับแวบถึงความทรงจำในชาติก่อน หลังสกุลฟ่านล่มสลาย บิดานางถูกปะาญาติพี่น้องถูกลดชั้นเป็สามัญชน ถูกริบสมบัติสิ้นแม้แต่สาวใช้ที่ติดตามข้างกายนางยังไม่รอดยิ่งอนุเฉินย่อมต้องประสบความลำบากไม่น้อย นางถูกส่งไปเป็แรงงานที่โรงทอชะตาชีวิตต่อจากนั้นเป็อย่างไรนางก็ไม่อาจรู้ได้ ความคิดนี้ทำให้นางหวนมองทั้งคู่ด้วยแววตาซับซ้อนขึ้นแต่สำหรับน้องสาวต่างมารดาของนางนั้นก็อีกเื่
ฟ่านลี่ในวัยสิบสี่ปี รูปร่างบอบบางผิวขาวเนียน ใบหน้ากลมยังคงละม้ายไม่พ้นวัยเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาแม้กำลังจะถึงวัยปักปิ่นในปีหน้าก็ตาม ทั้งยังมีความสดใสอ่อนเยาว์ปรากฏอยู่ ดวงตากลมโตเป็ประกายริมฝีปากบางเผยให้เห็นความดื้อรั้น
ทั้งสองไม่เคยลงรอยกัน ฟ่านหนิงที่เย่อหยิ่งกับฟ่านลี่ที่ทะเยอทะยาน พวกนางจึงทะเลาะกันบ่อยครั้ง จากนี้จะตั้งมั่นแล้วว่าถ้าฟ่านลี่เพียงไม่ล้ำเส้นมากนัก และไม่ทำตัวเช่นชาติก่อนที่พยายามจะเอาชนะนางเสียจนยอมโง่เป็อนุมีสามีเดียวกัน เพื่อได้เป็หนามตำอกเล็กๆ น้อยๆ ของพี่สาวที่ไม่มีทางเอาชนะได้ ฟ่านหนิงก็จะยอมที่หลับตาลงข้างหนึ่งไม่เขียนนามของน้องสาวผู้นี้ในบัญชีแค้นแต่อย่าได้ทำให้เส้นขีดจำกัดของนางขาดก็แล้วกัน
ฟ่านหนิงจึงอมยิ้มเล็กน้อยให้ความใจกว้างของตนที่มีไม่มากกับผู้ใดแต่ไม่ทันไรฟ่านลี่น้องสาวต่างมารดาที่เห็นว่าอีกฝ่ายมองสำรวจตนเองแล้วจู่ๆก็อมยิ้มกลับเข้าใจไม่อีกย่าง และคิดว่าพี่สาวกำลังเยาะเย้ยตนจึงขึงตาแล้วเอ่ยเสียงแข็ง“หากพี่หญิงไม่พอใจก็พูดตรงๆ ไม่จำเป็ต้องยิ้มเย้ยหยันเช่นนี้ข้าก็เป็บุตรสาวของท่านพ่อเช่นกัน ย่อมมีสิทธิ์ร่ำเรียน มิใช่หรือ!”
คนถูกกล่าวหาถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนใจอย่างอ่อนล้า ‘ข้าจะปล่อยเ้าไปอยู่แล้วเชียว’ แต่นางก็มิได้โต้เถียงเสียงแข็งเหมือนในอดีตหากแต่ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ“แล้วข้าได้เอ่ยสักคำหรือหรือว่าห้ามเ้าเล่าเรียน? แค่เห็นข้ายิ้มเ้าก็คิดแล้วว่าข้าไม่อยากให้เ้าได้ดี คิดแต่เื่ชิงดีชิงเด่นทั้งที่ข้าไม่เห็นเ้าในสายตาแต่แรกเลยฟ่านลี่”
ฟ่านลี่กัดฟันแน่นกับคำถูกว่ากล่าวที่เ็าเตรียมกำลังจะโต้ตอบกลับอย่างดุเดือดจนริมฝีปากสั่นระริกทันใดนั้นเสียงบานประตูใหญ่ด้านหน้าเปิดออก บุรุษร่างสูงในชุดขุนนางสีแดงเลือกนกกลับมาจากการเข้าเฝ้าประชุมเช้าบิดาของนาง ‘ฟ่านซือิ’เสนาบดีซ้ายผู้มีอำนาจเดินเข้ามาด้วยท่าทีองอาจทุกคนจึงรีบลุกขึ้น บรรยากาศเคร่งเครียดระหว่างพี่น้องพลันถูกกลบหายไปโดยสิ้นเชิง
ฟ่านซือิเดินเข้ามาในเรือนหน้ากลิ่นกำยานที่ติดมาจากราชสำนักยังเจืออยู่กับอาภรณ์ขุนนาง เขาก้าวเท้าหนักแน่นแต่ไม่ทันไรก็เห็นบุตรสาวคนโตวิ่งโผเข้ามากอดเสียเต็มแรงอย่างไม่สงวนท่าทีสีหน้าที่เคร่งขรึมจากการประชุมเช้าเปลี่ยนเป็ใในทันที มือใหญ่ยกขึ้นรับกอดอย่างงุนงงก่อนเอ่ยถามเสียงจริงจัง “เหยาจู มีผู้ใดรังแกเ้าหรือ?”
เสียงทุ้มนั้นแฝงความห่วงใยชัดเจนจนหัวใจของฟ่านหนิงสั่นสะท้านนางไม่อาจบอกความจริงว่าตนย้อนเวลากลับมาได้ เพียงส่ายหน้ารัวแต่ยังไม่ยอมผละออกจากอ้อมแขนอบอุ่นของบิดาที่นางคิดถึง
ฮูหยินฟ่านที่เดินตามมาช้าๆพลางหัวเราะเบา เอ่ยขึ้นแทน “วันนี้บุตรสาวของท่านดูจะไม่ปกติั้แ่ลืมตาตื่นมาก็วิ่งกอดคนไปทั่ว ข้าเองยังแปลกใจ แม้แต่ท่านพ่อของเ้าก็ยังไม่เว้นอีกหรือ”
ฟ่านซือิรับรู้เื่ราวจากภรรยาก็หัวเราะเสียงดังลูบศีรษะบุตรสาวพลางเอ่ยหยอกเย้า “เ้าชอบอ้อนเป็เด็กหญิงเช่นนี้แล้วบิดาจะยอมปล่อยเ้าแต่งออกเรือนได้อย่างไรกัน”
บุตรสาวได้ยินก็รีบเงยหน้าขึ้นใบหน้างามแดงจัด “ไม่แต่งเ้าค่ะ!ข้าไม่แต่ง!”
ฟ่านซือิทำตาโต ก่อนหัวเราะชอบใจ “ไม่แต่งหรือ?หากคุณหนูใหญ่สกุลฟ่านผู้เพียบพร้อมเช่นลูกไม่แต่งออกไปเกรงว่าทั้งเมืองหลวงจะครหา ว่าบิดาหวงลูกสาวเกินไปแล้ว”
บรรยากาศครึกครื้นจากความรักใคร่ระหว่างบิดาและลูกสาวทำให้หัวใจนางค่อยๆเต็มตื้นขิ้นนางมิอาจบอกได้ว่าน้ำตาที่คลออยู่นั้นเป็เพราะสุขใจหรือเพราะเ็ปที่เคยสูญเสียครอบครัวนี้ไปแล้วกันแน่
ทว่าอนุเฉินและฟ่านลี่ที่เดินเข้ามาเพื่อตามเื่เบี้ยหวัดกลับยืนอยู่เื้ัสีหน้าทั้งคู่มืดครึ้มโดยเฉพาะฟ่านลี่ที่เห็นพี่สาวได้รับความเอ็นดูถึงเพียงนี้ก็ยิ่งอัดอั้นไม่ยอมให้สถานการณ์อวลความอบอุ่นต่อไปได้ทั้งสองย่อตัวเคารพแล้วผู้นำสกุล
ฟ่านซือิจึงหันไปถามด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม“มีธุระอันใดถึงมาถึงเรือนหน้า?”
อนุเฉินรีบประคองคิดถ้อยคำอย่างอ่อนน้อม“เพียงจะมาขอปรึกษาฮูหยินใหญ่เ้าค่ะเื่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้ฟ่านลี่ บุตรสาวของท่านคนนี้ตอนนี้นางโตขึ้นแล้วสมควรมีอาจารย์สอนพู่กันและพิณเพิ่ม จะได้งามพร้อมสมเป็สตรีตระกูลฟ่าน”
ฟ่านลี่ก้าวออกมาก้าวหนึ่งน้ำเสียงที่ควรจะอ่อนหวานหากกลับแข็งกร้าว “แต่ดูเหมือนพี่หญิงไม่ค่อยพอใจนักที่เห็นข้าจะได้ร่ำเรียนสิ่งดีงามเช่นนี้เมื่อครู่ยังมีท่าทีเยาะหยัน หากสกุลฟ่านมอบโอกาสข้า นางก็คงมิอาจอยู่เฉยได้กระมัง” เสียงกระแทกเอ่ยต่อหน้าอย่างไม่สบอารมณ์มองร่างของพี่สาว ‘ที่วิ่งปรี่มาออดอ้อนบิดา คงจะเอาหน้าเพื่อไม่ยอมให้เพิ่มเบี้ยหวัดให้นางล่ะสิ’
คนเป็พี่สาวหันมองน้องสาวต่างมารดาอย่างเหนื่อยใจเมื่อครู่แทนจะปล่อยให้เื่จบๆ ไป เ้าจะตามต่อความยาวทำไม แล้วยิ่งมากล่าวหาต่อหน้าบิดานางก็ไม่อาจปล่อยผ่าน“ฟ่านลี่ ถ้าเ้าว่าเช่นนั้นเ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้าขัดขวางมิให้เ้าเรียนพู่กันหรือพิณข้าพูดห้ามสักคำหรือ?”
คำถามนั้นทำเอาฟ่านลี่ชะงักเพราะเมื่อครู่ตนเป็ผู้เอ่ยเสียงแข็งเพียงลำพัง อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยห้ามจริงๆแต่คำพูดนั้นก็กรีดใจนางอยู่ดี จะไม่ให้นางชิงดีชิงเด่นได้อย่างไรขนาดตอนนี้ทั้งที่นางก็เป็บุตรีของเสนาบดีฟ่านเช่นกัน แต่ใครๆ กลับชื่นชมคุณหนูใหญ่เพียงผู้เดียวสตรีที่พร้อมด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามความสามารถกิริยาที่เหมาะสมจนกล่าวว่านางเป็คุณหนูอันดับหนึ่งกันหมด ข้ามหัวนางที่จะเป็สตรีสกุลฟ่านเช่นกันพอเตรียมอ้าปากหาทำพูดเอ่ยย้อนบ้าง แต่ก็ต้องกลืนคำทั้งหมดลงไปเพราะบิดาย่อมไม่อย่างเห็นลูกๆทะเลาะกัน
“เื่นี้พอเถิด!จะสืบความหาคนผิดไปแล้วได้อะไร หากฮูหยินเห็นว่าควรเพิ่มเบี้ยหวัดก็ตามนั้นเื่เล็กน้อยเช่นนี้ไม่ควรให้มีปากเสียง”แล้วฟ่านซือิก็หันไปหาฟ่านลี่อีกครั้งน้ำเสียงแม้ไม่ดุแต่ก็แฝงแรงกดดัน “ลี่เอ๋อร์ หากเ้ากล่าววาจาเท็จใส่พี่สาวผิดก็ขออภัยพี่หญิงเสีย”
ฟ่านลี่กัดฟันทนแรงกดดันไม่ไหวต้องย่อตัวลงอย่างเสียมิได้“ขออภัยเ้าค่ะ พี่หญิง”
ฟ่านหนิงไม่คิดเอาคืนเพียงพยักหน้ารับมิได้กล่าวซ้ำเติมต่างจากทุกทีแววตาที่เต็มด้วยความสงบทำให้ฟ่านซือิยิ่งพอใจเขาลูบศีรษะบุตรสาวอีกครั้งพลางเอ่ยเสียงอบอุ่น “อย่าถือโทสะเลยอย่างไรนางก็น้องสาวของเ้า หากยกโทษได้ก็ควรยกโทษ”
บุตรสาวคนโตยิ้มบางๆ ส่งให้บิดา เพราะจากนี้นางจะไม่ตอบกลับด้วยความแข็งกระด้างเหมือนในอดีตพอรู้ว่าบทบาทที่เป็นางร้ายแล้วก็ต้องไม่ร้ายให้คนสมน้ำหน้าได้ง่ายๆ
สายตาของบิดาจับจ้องอยู่ครู่หนึ่งเขารู้สึกได้ว่าบุตรสาวคนโตเปลี่ยนไปจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อน แต่มีความสุขุมและยอมผ่อนปรนมากขึ้นความเอ็นดูที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งทวี “เหยาจูของเราเติบโตแล้วจริงๆอดทนอดกลั้นเป็ เช่นนั้นวันนี้ให้บ่าวรับใช้นำเข้าเมืองไปเลือกเครื่องประดับหรือผ้าเนื้อดีเสียหน่อย จะได้สำราญใจดีหรือไม่”
ฟ่านหนิงก้มศีรษะรับ “เ้าค่ะท่านพ่อ”
นางไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธหัวใจนางเต็มไปด้วยความอบอุ่น เพราะรู้ว่าบิดารักและเอ็นดูตนกับน้องชายอย่างที่สุดนั้นก็เพราะบิดารักมารดามาก่อนที่จะแต่งงาน ไม่ใช่เพียงการแต่งงานที่เกิดจากการบังคับแต่ที่มีอนุเฉินเข้ามาส่วนหนึ่งเพราะว่าหลังจากมารดาให้กำเนิดฟ่านหนิงแล้วร่างกายก็อ่อนแอคนเก่าแก่เล่าให้นางฟังว่าตอนนั้นท่านหมอบอกว่าท่านแม่น่าจะไม่สามารถมีบุตรได้อีกทั้งผู้าุโและแม้แต่ท่านแม่เองก็ขอท่านพ่อรับอนุเพื่อจะได้มีบุตรชายสืบสกุล
จากนั้นสองปีต่อมาก็มีฟ่านลี่แต่ถึงเช่นนั้นท่านพ่อกลับรู้สึกผิดอย่างมากที่มีอนุมาแทรกความเป็สามีภรรยาจึงไม่คิดจะมีบุตรอีก ปล่อยให้เป็สกุลฟ่านสายรองที่สืบสกุลต่อไป จากนั้นมาบิดาก็ยิ่งมอบความรักและเอ็นดูให้มารดาและฟ่านหนิงยิ่งขึ้นแล้ว์ก็เมตตา ท่านแม่ก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดฟ่านเฉิง แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดโดยที่มารดาต้องนอนอยู่บนเตียงนิ่งๆเกือบสามเดือนเพราะครรภ์อ่อนแอมากและต้องบำรุงอย่างหนักแต่่เวลานั้นก็ผ่านมาแล้ว ท่านพ่อให้ความสำคัญกับฟ่านหนิงและฟ่านเฉิงเช่นที่รักและให้ความสำคัญกับมารดา
ส่วนอนุเฉินที่ยืนด้านข้างแม้ปากมิกล้าเอ่ย แต่ในใจกลับตึงเครียดยิ่งนัก นางรู้ดีว่าสามีมิได้รักใคร่ตนเลยเพียงดูแลให้ความสะดวกสบายอย่างไร้ใจและเ็าความห่างเหินนั้นบ่มเพาะเป็ความขุ่นข้องที่นางถ่ายทอดสู่บุตรสาวความริษยาที่เห็นฮูหยินใหญ่และฟ่านหนิงอยู่เหนือทุกอย่างยิ่งถูกตอกย้ำในวันนี้
แต่สำหรับฟ่านหนิงผู้ย้อนเวลากลับมานางไม่คิดจะใส่ใจความริษยาเ่าั้อีกเพราะอนุเฉินและฟ่านลี่ก็เป็หนึ่งในความพลาดพลั้งในอดีตของบิดาที่พยายามชดใช้แต่ก็ไม่รู้จะชดใช้ได้อย่างไรตอนนี้นางขอเพียงปกป้องครอบครัวให้อยู่รอดพ้นภัยในอนาคตได้ก็เพียงพอแล้ว