ความหวาดกลัวเพิ่มพลังให้คะนิ้งเมื่อเธอยังคงเห็นมือลอยได้ตามติดเธอคว้าเสาน้ำเกลือลุกขึ้นแล้วหันหลังเตรียมจะวิ่งสุดกำลังอีกครั้งแต่ต้นแขนขวาของเธอถูกคว้าไว้โดยชายหัวชมพูผู้กำลังโกรธเกรี้ยวได้ที่
“คิดจะหนีเหรอวะ?” ชายหัวชมพูพูดแต่คะนิ้งไม่ได้สนใจคำพูดของเขามากนักสายตาเธอจ้องเขม็งที่มือปีศาจด้านหลังเขาที่กำลังลอยตรงมาหาเธออย่างรวดเร็วทำให้คะนิ้งต้องเบือนหน้าหลบและหลับตาปี๋
“อึ่ก!!”
“เฮ้นี่เธอ...เป็อะไรน่ะ?” เสียงต่ำๆ ของชายร่างท้วมบอกให้คะนิ้งออกจากความมืดหลังเปลือกตาเธอค่อยๆ มองไปตรงท่อนแขนของตนที่ถูกชายคนนั้นจับเอาไว้จึงเห็นว่ามือผีลอยได้นั้นพยายามตีมือของชายหัวชมพูที่กุมแขนเธออยู่ให้หลุดออกไปแต่เมื่อมันพยายามจะัักับหลังมือของชายคนนั้น มันก็ทะลุผ่านไปเหมือนอากาศธาตุ
ภาพตรงหน้าคะนิ้งทำให้เ้ามือผีดูน่ากลัวน้อยลงนิดดูโง่มากขึ้นหน่อย
คะนิ้งพยายามจะขยับแขนออกจากมือของชายหัวชมพูแต่เขากลับกำแน่นขึ้นกว่าเดิมจนเธอเริ่มรู้สึกเจ็บ
“จะหนีไปไหน?” ชายหัวชมพูพูดมือผียังคงพยายามหยุดเขาแต่ไม่สำเร็จ
“ปล่อยนะ” คะนิ้งตอบกลับ
“รับผิดชอบมาซะ!!”ชายหัวชมพูบีบแขนของคะนิ้งแรงขึ้น
“มัน...เจ็บนะ”
“ก็รับผิดชอบมาเซ่!!”
“ปล่อยนะ”
คะนิ้งหวดกำปั้นซ้ายที่ไม่โดนจับใส่มือชายร่างท้วมหวังว่าเขาจะยอมปล่อยให้เธอหลุดออกจากพันธนาการแต่ชายคนนั้นกลับใช้มืออีกข้างของเขาปัดมือของเธออย่างแรงจนเธอผงะเสียศูนย์ แขนขวาของเธอหลุดออกจากมือของเขาแล้วแต่ร่างกายเธอกำลังทรงตัวอยู่ด้วยส้นเท้าเพียงข้างเดียวและมันทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีเท่าไรอีกไม่กี่วินาทีหน้าเธอคงได้คะมำลงบนพื้นเป็แน่
ตอนนั้นเองที่เธอเห็นวัตถุสีเงินบางอย่างลอยออกจากมือซ้ายของตัวเอง
สลักสีเงินที่ประดิษฐ์ด้วยความประณีตตรงกลางมีสัญลักษณ์ยันต์คาถาบางอย่างส่องแสงสีส้มแดงจางๆ
นี่เราหยิบติดมือมาตลอดเลยเหรอเนี่ย?
สลักสีเงินลอยคว้างกลางอากาศอยู่หลายเสี้ยววินาทีก่อนจะตกลงบนพื้นทำให้ฝารูปสามเหลี่ยมที่อุดไว้เปิดออก สสารสีส้มแดงที่ไม่ใช่ทั้งก๊าซหรือของเหลวภายในนั้นส่องประกายสว่างออกมา
ความมืดที่รายล้อมอยู่รอบตัวคะนิ้งนั้นกำลังโอบอุ้มเธออย่างนุ่มนวลราวกับเธอกำลังลอยอยู่กลางห้วงอวกาศแขนขาทุกส่วนของร่างกายนั้นแข็งชาไม่สามารถขยับได้ เช้าที่ถูกกระหน่ำด้วยพายุฝนน้องชายผู้ไม่ได้ดั่งใจ อาหารบนโต๊ะที่ถูกละเลย เกมเซนเตอร์ที่เกิดเื่วุ่นวายแบบที่เธอไม่คาดคิดราวกับว่าเหตุการณ์เ่าั้ช่างอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่สติสัมปชัญญะของเธอจะสูญเสียไปเธอก็เกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบเผาไหม้ข้อมือขวาของเธอคะนิ้งใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายยกข้อมือของตนขึ้นมา เมื่อสายตาที่พร่ามัวมองไปด้านหลังข้อมือขวาของตนคำตอบของความรู้สึกร้อนผ่าวนั้นคือ ‘แผลเป็รูปกากบาท’
……………………………….
กานต์พลิกมือขวาที่ไม่คุ้นตาของเขาไปมาขนาดของมันเล็กผิดปกติ ผิวก็เนียนขาวดูบอบบาง แต่ที่สะดุดตาคือรอยแผลเป็รูปกากบาทด้านหลังข้อมือนั้นยังอยู่ที่เดิม
ไม่ใช่เพียงแค่มือขวาเท่านั้นแต่มือซ้ายก็เปลี่ยนไปด้วย ระดับสายตาก็เหมือนจะลดต่ำลงเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มด้วยน้ำฝน สายน้ำเกลือที่ต่อเข้ากับข้อมือ
“เฮ้ย! ยัยบ้าฟังอยู่รึเปล่าเนี่ย?” เสียงของชายร่างท้วมผมสีชมพูดังขึ้นตรงหน้าของกานต์
กานต์มองไปรอบตัวผู้คนต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความสงสัยแสงสีจากไฟระยิบระยับส่องอย่างไร้ทิศทางไปมา เสียงดนตรีที่ดังอื้ออึงจนปวดแก้วหู เกมเซนเตอร์ที่เขาเคยมาเล่นเกมแก้เครียดกับสมาชิกในทีมเป็บางครั้งเพื่อผ่อนคลายในวันนี้ให้บรรยากาศที่เปลี่ยนไปเหตุผลหลักคงมาจากชายหัวชมพูตรงหน้าที่กำลังมองเขาด้วยความโกรธ
“เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?”กานต์ถามชายหัวชมพูซื่อๆ
“ฉันถามว่า เธอจะรับผิดชอบยังไง”
“ไม่ใช่ หลังจากนั้นน่ะ”
“หา...?ฉันก็ถามเธอว่าฟังฉันอยู่รึเปล่า”
“ก่อนหน้านั้นนิดหนึ่ง”
“เอ่อ...ยัยบ้า...เหรอ?”
ยัยบ้า...? ไม่จริงน่า...
กานต์ยกมือขวาของตนขึ้นลูบลงไปบนใบหน้าของเขาเบาๆ ผิวหน้าของเขานั้นให้ััเนียนนุ่มและบอบบางจนกลัวว่ามันจะหลุดติดนิ้วมือออกมาขนตาที่ยาวกว่าที่ควรจะเป็ส่งกระแสไฟฟ้าจางๆ ลงบนปลายนิ้วของเขา ริมฝีปากเรียวเล็กและเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนอีกทั้งทรงผมเหมือนผู้หญิงที่ตัดสั้นถึงต้นคอทำให้หัวใจเขาเต้นเป็จังหวะประหลาด
“นี่เธอยังสติดีอยู่ไหมเนี่ย?”ชายหัวชมพูพูดทักเป็ครั้งที่ 48
“แป๊บนะ”กานต์ยกมือขึ้นเป็เชิงว่าให้หยุดก่อนใส่ชายหัวชมพู แล้วหันหลังกลับ 180 องศาเขาใช้มือทั้งสองข้างจับที่คอเสื้อของตนสูดหายใจเข้าเต็มปอดเหมือนเตรียมจะเผชิญหน้ากับอสูรร้ายจากนั้นจึงดึงคอเสื้อตัวเองให้กว้างขึ้น 3 นิ้วแล้วมองลงไปสำรวจร่างกายใต้ร่มผ้าของตัวเอง
พระเ้า...
เขารีบปิดเสื้อแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างไม่รู้สึกตัวเหมือนกับว่ามีคนเทน้ำต้มเดือดลงในสมองของเขาจนอุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงนี่ไม่ใช่ร่างกายที่เขาเคยเป็เ้าของ แต่เหตุการณ์บ้าๆ แบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?ไม่สิ...ถ้าเื่มันมาถึงขนาดนี้ไม่ว่าอะไรก็ดูจะเป็ไปได้หมดแล้วล่ะแต่ก่อนอื่นต้องหาทางเอาตัวเองออกไปจากสถานการณ์นี้ให้ได้ซะก่อน
ก่อนจะเริ่มขยับตัว ขาของกานต์สะกิดกับวัตถุบางอย่างบนพื้นเมื่อเขามองที่ปลายเท้าอันเปลือยเปล่าของตัวเองมันมีสลักสีเงินรูปร่างประหลาดตกอยู่ตรงปลายฝาที่เปิดอยู่ของมันมีแสงประหลาดสีส้มแดงส่องออกมาจางๆกานต์จึงก้มหยิบสลักนั้นขึ้นมาในมือ
ต้นเหตุคงจะมาจากเ้านี่สินะ
กานต์เอาสลักนั้นใส่กลับเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับชายหัวชมพู
“เหลือเงินอีก 10 บาทใช่ไหม?”กานต์ถาม
“อะ...เออหยอดเล่นได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ” ชายหัวชมพูตอบ
“ส่งมา” กานต์ยื่นมือออกไปแบรอตรงหน้าอีกฝ่าย
“หา?”
“ถ้าฉันสามารถใช้ 10 บาทนั้นเล่นไปจนถึงตรงที่นาย GAMEOVER ได้ ก็ถือว่าหายกันถูกไหม?”
“อย่ามาตลกหน่อยเลย!! อย่างเธอเนี่ยนะจะเล่นจนถึงบอสตัวสุดท้ายได้ แถมยังใช้ได้แค่ 10 บาท”
“ส่งมา”
“..ฮึ่ม...” หลังจากคำรามในคอชายหัวชมพูก็ส่งเงินที่เหลือให้กานต์แบบไม่เต็มใจ
กานต์รับมาโดยไม่ขอบคุณเขาเดินตัดหน้าชายหัวชมพู ตรงไปหน้าตู้เกมเ้าปัญหายืนจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งราวเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน
“อย่างเธอเคยแตะเกมแบบนี้ด้วยเหรอ?”เสียงต่ำๆ เชิงดูถูกของชายร่างท้วมดังขึ้นหลังหัวของกานต์
“Rising of the Undead VI เป็เกมแฟรนไชส์เดินหน้ายิงซอมบี้มุมมองบุคคลที่ 1ซึ่งภาคนี้จะมีบอสอยู่ตัวหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ผ่านกันไม่ค่อยได้ชื่อว่า ShadowFall Zombieเพราะด้วยความเร็วที่มากเกินไปจนคนทั่วไปมองตามแทบไม่ทัน เหมือนกับว่าเกมมันดีไซน์ฉากบอสไฟต์มาไม่ค่อยดีส่งผลให้ถึงผู้เล่นจะสามารถผ่านมาได้ทั้งเกมสุดท้ายก็มาจบเห่ที่บอสตัวนี้”กานต์พูดอธิบายอย่างคล่องแคล่วจนคนแถวนั้นอึ้งไปตามๆ กัน
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงกานต์หยอดเหรียญ 10 บาทในมือลงไปในตู้เกมแล้วกดปุ่ม Start ทันทีเสียงพากย์ดังสนั่นออกมาจากหน้าจอด้านหน้าของเขาเป็สัญญาณเริ่ม
‘Rising of the Undead VI’
เสียงดนตรีประกอบเกมดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับภาพเปิดเข้าเกมที่ดำเนินไปเรื่อยๆ กานต์ควงปืนพลาสติกไว้ในมือขวาเอียงลำกล้องนิดหน่อยเผยให้เห็นแผลเป็รูปกากบาทชัดเจน และในทันทีที่ซอมบี้ตัวแรกเดินออกมาบนหน้าจอเขาก็ลั่นไกเข้ากลางแสกหน้าของมันอย่างมั่นใจรวมถึงตัวที่ 2 ตัวที่ 3 และตัวต่อๆ ไปก็เจอชะตากรรมแบบเดียวกันแต่ละตัวนั้นใช้ะุไปเพียง 1 หรือ 2 นัดเท่านั้น
ไม่ได้เล่นนานรู้สึกฝืดๆนิดหน่อยแฮะ
“เข้าหัวทุกนัดเลยเหรอ?”
“ทำได้ไงน่ะ?”
“ไวชะมัดเลย ปีศาจชัดๆ”
“ใครกันน่ะ? ผู้หญิงคนนั้น”
เสียบซุบซิบด้านหลังกานต์ดังต่อเนื่องบ่งบอกว่าคนที่เคยสังเกตการณ์อยู่ก่อนหน้านี้เริ่มเข้ามามุงดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจสมาธิของเขาตอนนี้จดจ่ออยู่กับการคิดแค่ว่าจะต้องเคลียร์เกมนี้จบให้เร็วที่สุด
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงะุนัดแล้วนัดเล่าทะลุผ่านหัวซอมบี้ไปตอนนี้เหมือนว่าทั้งเกมเซนเตอร์ที่เคยเสียงดังอื้ออึงจะเงียบกริบทำให้เสียงปืนของกานต์นั้นดังสนั่นก้องไปทั่ว จนในที่สุด
‘STAGE 1 CLEAR’
กานต์หันไปหาชายหัวชมพูที่ยืนเหงื่อตกจ้องเขาตาเป็มัน
“เหลืออีก 3 ด่าน รอแป๊บหนึ่งนะ”เสียงของเด็กผู้หญิงพูดนิ่งเรียบ ...หรืออันที่จริงคงต้องกล่าวว่าิญญาของ‘กานต์’ โปรเพลเยอร์ ORZ ในร่างของเด็กสาวคะนิ้งต่างหากที่เป็ผู้พูด