สามวันผันผ่าน…ณ จวนแม่ทัพเซิน ชายแดนแคว้นหลงซวี่
เมฆดำทะมึนบดบังรัศมีสุริยันยามย่ำสนธยา บรรยากาศทั่วจวนแม่ทัพเซินราวถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความมืดมิด ผู้คนภายในต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจที่กระวนกระวาย มือที่ััสิ่งใดพลันสั่นเทิ้มด้วยความหวาดหวั่น ั้แ่ยามเย็น หลายชีวิตลอบกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงที่มิเป็ปกติ
“เหตุใดท่านแม่ทัพจึงถูกเรียกเข้าเฝ้าเป็การฉุกเฉินเยี่ยงนี้…”
“คณะผู้มาเยือนเมื่อสามวันก่อน สีหน้าท่าทางก็มิได้เป็มงคล…”
แต่ยังมิทันสิ้นเสียงพูดคุย กลางห้วงยามเย็นพลันปรากฏเสียงก้องกังวานมาจากภายนอก เสียงนั้นดังสนั่นและเฉียบขาด ราวดาบที่ฟาดฟันกลางความรู้สึกอันสับสนของผู้คน
“พระราชโองการ! เปิดประตูจวน น้อมรับพระราชโองการ!”
เสียงประกาศกึกก้องสะท้านไปทั่วลานหน้าจวน เงาแห่งความอัปมงคลคล้ายแผ่ซ่านจากเสียงนั้น ล่องลอยสู่ใจกลางทุกดวงใจ
ประตูจวนค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงลั่นอันหนักอึ้ง
ท่ามกลางแสงเรืองรองแห่งยามอัสดงอันมืดมัว คณะราชสำนักชุดใหญ่เยื้องย่างเข้ามาอย่างสง่างามแต่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบ เบื้องหน้าคือขันทีชราในอาภรณ์ม่วงทองผู้หนึ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ท่วงท่าสง่างามเปี่ยมด้วยอำนาจ เขาคือบุคคลเดียวกับผู้มาเยือนเมื่อแปดวันก่อน เคียงข้างด้วยขุนนางใหญ่ในชุดพิธีการสีเข้ม และแม่ทัพทหารผู้หนึ่ง สวมเกราะเหล็กดำสนิทพร้อมกองทหารในอาภรณ์สีเดียวกัน ดวงตาทุกคู่แข็งกระด้าง ไร้ซึ่งความเมตตาแม้เพียงเศษเสี้ยว
นายหญิงเซินผู้สูงศักดิ์ ก้าวออกมาพร้อมบุตรชาย ใบหน้างามประดับด้วยร่องรอยแห่งความกังวล ทว่ายังคงประคองสีหน้าให้สงบนิ่งตามกิริยาสตรีสูงศักดิ์
เมื่อขันทีชราหยุดเดิน เขามิได้เอื้อนเอ่ยวาจาทักทาย มิได้แสดงคารมหวานหูเฉกเช่นผู้ถือพระราชโองการทั่วไป เขาเพียงคลี่ม้วนผ้าไหมสีทองอร่าม ปักประดับด้วยด้ายเงินแวววาว รูปัห้าเล็บเหินฟ้าเหนือพระนามหลงเจี้ยนฮ่องเต้ องค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดิน
ลมหายใจทั่วทั้งจวนคล้ายหยุดชะงัก
“พระบรมราชโองการแห่งองค์เหนือหัว…”
เสียงขันทีชราดังก้องกังวานสะท้อนทั่วจวน ทุกผู้คนในจวนแม่ทัพต่างทรุดกายลงคุกเข่าโดยมิบังอาจเงยหน้า ใบหน้าข้ารับใช้ซีดเผือดดุจเห็นยมทูตปรากฏกายกลางแสงสุริยันยามเที่ยงวัน
“…แม่ทัพเซินหลง กระทำผิดอันใหญ่หลวง คิดคดทรยศ ลอบสั่งสมกำลัง ลอบติดต่อกับศัตรูแดนเหนือ เตรียมโค่นล้มบัลลังก์ราชวงศ์ จึงมีพระบัญชาให้ปะาชีวิตแม่ทัพเซินโดยทันที พร้อมกวาดล้างตระกูลเซินให้สิ้นซาก มิให้เป็เยี่ยงอย่างแก่ผู้คิดร้ายอื่นสืบไป ผู้ใดขัดขวางจักต้องโทษทัณฑ์สามชั่วโคตร!”
เสียงประกาศพระราชโองการสิ้นสุดลง ราวกับมีลมเยือกเย็นพัดพากลืนกินิญญาของผู้คนไปไกลโพ้น
นายหญิงเซินทรุดกายลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตานางเบิกกว้าง ขาวดำสลับกันดุจคนเพิ่งประสบฝันร้ายอันมิอาจลืมเลือน
“ไม่นะ…มันมิใช่ความจริง…”
มือหนึ่งของนางกุมกระชับมือบุตรชายแน่น ดวงใจเต้นระรัวราวจะแตกสลาย
เหล่าข้ารับใช้ต่างล้มลงร่ำไห้ บ้างส่งเสียงสะอื้นสั่นเครือ บ้างเงยหน้าจ้องมองฟ้า อ้อนวอนร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า
“ท่านแม่ทัพ...เป็ผู้พิทักษ์แผ่นดินโดยแท้ เหตุใดจึง…”
เสียงร่ำไห้ระงมสลับเสียงครวญคราง กระจายไปทั่วจวนที่เคยสงบสุข
...
ในห้วงเวลานั้นเอง... ณ ลานปะา กลางนครหลวงแห่งแคว้น
ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมัว เมฆครึ้มปกคลุม อาภรณ์สีแดงชาดแห่งลานปะาสะท้อนบาดตาผู้คน สายฝนโปรยปรายบางเบา ทว่าสายตานับพันคู่ของประชาชีกลับจับจ้องไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่สง่าผู้หนึ่ง
แม่ทัพเซินหลง ถูกพันธนาการไว้แ่า
กายแกร่งที่เคยะเืสมรภูมิ บัดนี้ถูกตรึงไว้ดุจนักโทษอุกฉกรรจ์ ท่ามกลางเหล่าทหารนับร้อยที่ล้อมรอบลานปะาไว้อย่างแ่า
ผิวกายของเขาคล้ำกร้าน คิ้วดกดำน่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบเย็นเยียบดุจคมกระบี่ แม้ข้อมือจะถูกมัดตรึง แต่แววตายังคงเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีมิคลาย
เหล่าผู้ติดตามของเขาซึ่งถูกกักกันไว้ภายนอก เมื่อเห็นภาพผู้บังคับบัญชาของตนถูกนำมายังลานปะา ต่างตกตะลึงจนสุดขีด ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
“นี่มันเื่บัดซบอันใดกัน!”
“ปล่อยท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้!”
“ท่านแม่ทัพ! พวกเราจะช่วยท่านเอง!”
เสียงะโดังขึ้น ทหารติดตามจับกระบี่และดาบพุ่งออกมาหมายจะเข้าช่วย ทว่าทหารราชสำนักในเกราะดำกลับกรูกันเข้าสกัด รัศมีการต่อสู้แผ่กระจาย
“พวกเ้าคิดก่อฏหรือ!?” เสียงกองทัพหลวงคำรามก้อง
แม่ทัพเซินหลงมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ดวงตาวาวแสงแห่งความโศกเศร้า เขาะโก้อง
“หยุด! อย่าทำให้พวกเ้าเดือดร้อนเพียงเพราะตัวข้า!”
เสียงของเขาหนักแน่น เปี่ยมด้วยอำนาจ แม้ถูกจับตรึง ก็ยังสะท้อนความเป็ผู้นำไม่เสื่อมคลาย
เขายืนนิ่งกลางลานปะา สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด คำพูดที่คล้ายจะเป็คำสุดท้ายค่อย ๆ หลุดออกจากริมฝีปาก
“หลงเจี้ยน...คำเ่าั้ยังก้องอยู่ในหูของข้ามิเลือนหาย ราวกับเพิ่งเอื้อนเอ่ยเมื่อวานนี้ ที่สวนหลังตำหนัก เราสองนอนเคียงข้าง มองดวงดาราพร่างพราวเต็มท้องฟ้า เ้าเคยกล่าวว่าข้าคือ เสาหลักค้ำจุนแผ่นดิน เป็ ผู้ที่เ้าไว้ใจสุดหัวใจ ดุจดั่งพี่น้องร่วมอุทร”
“เเต่แล้ว... เหตุใดวันนี้ทุกสิ่งจึงแปรเปลี่ยนไป? เหตุใดเ้าจึงเงี่ยหูฟังคำกล่าวหาอันไร้มูล ทอดทิ้งสหายเก่าแก่ผู้นี้ราวกับผงธุลีที่ไร้ค่า? ความเชื่อใจที่เราเคยมีให้กันเลือนหายไปไหน? คำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้...เ้าลืมเลือนไปแล้วหรือ?”
เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“แม้แต่วันนี้ เ้าก็ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับข้า…เ้าผู้เคยบอกว่า ข้าคือกระบี่ที่เ้าภูมิใจที่สุด!”
เสียงนั้นดังก้องแผ่นดิน ะเืมโนธรรมผู้คน
ขุนนางผู้มีหน้าที่ปะายืนหน้าแดงก่ำ ดวงตาเดือดดาลราวเปลวเพลิง เขาตวาดเสียงดัง
“เ้า! บังอาจกล่าววาจาลบหลู่ ดูิ่เบื้องสูง หมายใส่ร้ายป้ายสีองค์จักรพรรดิให้เสื่อมเสีย!”
“เพชฌฆาต ลงมือ!”
ทันใด! เสียงดาบเหล็กฟาดฟันลงมา เสียงสุดท้ายที่สะท้อนก้องกังวานคือเสียงคมดาบตัดผ่านลมหายใจและความศรัทธาของบุรุษผู้หนึ่ง
แม่ทัพเซินหลง หลับตาลงอย่างสงบ
โลหิตสีแดงฉานไหลรินอาบแท่นปะา ราวดอกชบาแดงสดผลิบานท่ามกลางฤดูเหมันต์อันโหดร้าย
แม่ทัพเซินหลง ผู้เคยเป็ดั่งเสาหลักแห่งชายแดน บัดนี้เหลือเพียงนามให้ผู้คนร่ำไห้อาลัย
...ทว่า สายลมมิได้หยุดพัด และเงาแห่งอำนาจยังคงทอดทาบบดบังแสงตะวันต่อไป...
...
ณ ตระกูลเซิน
ภายใต้เงาจันทราสีโลหิตย้อมผืนฟ้า แสงตะวันยามสนธยาฉาบทาเงาทอดยาวเหนือจวน ครั้นเมื่อสุรเสียงแห่งราชโองการสิ้นสุดลง ณ เบื้องหน้าประตูใหญ่ ความสงบอันเคยปกคลุมก็พลันถูกกระชากทึ้งจนมิเหลือร่องรอย
“ชักกระบี่!”
เสียงสั่งการสั้นห้วนดังกึกก้อง ทันใดนั้นทหารในชุดเกราะสีดำสนิทเคลื่อนไหวราวพายุคลั่ง พวกมันโผนพุ่งราวภูติผีมารร้าย ดาบยาวในมือถูกชักออกพร้อมเพรียง แสงสะท้อนจากปลายดาบวาววับดั่งประกายเหล็กทมิฬต้องแสงอาทิตย์ กลายเป็ประกาศิตแห่งความตาย
“สังหารคนในจวนให้สิ้นซาก!”
แม่ทัพผู้นำกองทัพจากเมืองหลวง เขาสวมเกราะดำสนิทจรดเท้า กุมบังเหียนม้าศึกพลางสะบัดมือออกคำสั่ง เสียงกระบี่กระทบฝักดังก้องกังวานพร้อมกัน ดุจเสียงระฆังส่งิญญาจากยมโลก
แต่ในขณะนั้นเอง..
เสียงเกือกม้าดังกึกก้องสนั่นครืนครืนจากอีกฝากถนน ขบวนทหารม้าสวมเกราะเงินยวงแห่งสกุลเซิน พุ่งทะลวงม่านฝุ่นเข้ามาดุจพายุโหมกระหน่ำจากฟากฟ้า
“ไปช่วยเหลือนายหญิง!”
เสียงตวาดก้องกังวานจากใจกลางกองทัพม้า สะท้อนก้องดั่งเสียงคำรามของักลางหุบเขา
เหล่าทหารม้ากระโจนควบอาชา ควงดาบและกระบี่เข้าขวางทางหน้าจวนแม่ทัพ สีหน้าแน่วแน่แฝงความตื่นตระหนกดั่งนักรบยืนท่ามกลางพายุฝนแห่งชะตากรรม
แม่ทัพชุดดำยกมือห้ามทหารของตนชั่วครู่ เขานั่งอยู่บนหลังม้าสีดำทะมึน ใบหน้าแข็งกร้าวไร้ความรู้สึก ตาคู่คมใต้หมวกโลหะกวาดมองเบื้องหน้า แผ่นหลังเหยียดตรงราวหอกตั้งท้า์ อาภรณ์ชุดเกราะดำขลิบทองดูสง่างามยิ่งในยามแสงอาทิตย์ไล้ผ่าน ม่านตานั้นเย็นเยียบราวภูผาน้ำแข็ง
“หึ กองทหารม้าของเซินหลงกระนั้นหรือ?”
เขาเอ่ยเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล
“พวกเ้าจงหลีกทางไปเสีย นี่คือพระราชโองการขององค์ฮ่องเต้ พวกเ้าคิดก่อฏต่อราชสำนักหรืออย่างไร!”
น้ำเสียงของเขากระแทกโสตประสาทประหนึ่งเสียงฟ้าลั่นสะท้อนก้องในหุบเหวลึก
สีหน้าของเหล่าทหารม้าเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน หัวใจเต้นระส่ำราวกลองศึกถูกตีกระหน่ำ
“ไม่จริง!”
“นายท่านมิใช่คนเช่นนั้น!”
“ท่านไม่มีทางคิดก่อฏ!”
เสียงะโโต้กลับประสานเป็สาย ราวจะผลักไสคำกล่าวหาอันโเี้ให้มลายหายไป
แม่ทัพชุดดำเหยียดยิ้มเยือกเย็น เขาคว้าหอกยาวจากข้างกาย กระชับด้ามหอกในมือ ก่อนจะชี้ปลายหอกไปยังกลุ่มทหารเบื้องหน้า
“เช่นนั้นพวกเ้าคิดว่าข้ามาเพื่อเล่นสนุกงั้นหรือ?”
น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าว เย้ยหยันดั่งเสียงปีศาจร้าย
คำกล่าวนั้นดึงสติของเหล่าทหารม้ากลับมา พวกเขากัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววลังเลและเ็ปในคราเดียวกัน
แม่ทัพผู้นั้นกวาดสายตาเย็นเยียบอีกครั้ง เขากล่าวเสียงหนักแน่น
“หลีกทางไปเสีย! มิฉะนั้น…อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
ความเงียบงันปกคลุมในชั่วขณะ แต่ราวกับฟ้าผ่าฟาดลงบนพื้นดิน
“ทหารทุกนาย บุก!”
เสียงตวาดสั่งดังลั่นจากปากแม่ทัพชุดดำ
เหล่าทหารม้าในชุดดำพุ่งเข้าใส่โดยไร้ความลังเล
พวกเขาชักดาบ กระตุกบังเหียนม้ากระโจนเข้าสู่จวนแม่ทัพทันที เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินกระหน่ำดั่งระฆังศึก เสียงโลหะกระทบกัน เสียงร้องโหยหวน เสียงกรีดร้องจากสตรีและเด็กดังแทรกปะปนกันในห้วงบรรยากาศแห่งความตาย
“สังหารผู้ใดก็ตามที่ขวางทาง! จากนั้นจงฆ่าล้างโคตรครอบครัวของมันให้สิ้น อย่าให้เหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว!”
คำสั่งสุดท้ายจากแม่ทัพชุดดำเปล่งออกมาดังสายฟ้าฟาดลงในหัวใจของเหล่าทหารม้าตระกูลเซิน
พวกเขาเบิกตากว้างอย่างสั่นสะท้าน สีหน้าเปลี่ยนจากลังเลเป็โกรธแค้น
“พวกเราจะตายก็ช่างเถิด แต่จะมิยอมให้พวกเ้าสังหารนายหญิงและนายน้อย!”
เสียงหนึ่งะโก้องกังวาน ก่อนที่กองทหารม้าจะโผนทะยานเข้าห้ำหั่นศัตรูอย่างสุดกำลัง
สมรภูมิเบื้องหน้าจวนแม่ทัพปะทุขึ้นราวกับนรกโลกันต์ กองทหารทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด กระบี่ฟาดฟันใส่ดาบ หอกแหลมแทงทะลุเกราะ เสียงโลหะประสานกันดังกึกก้องระงมราวเสียงครวญครางของิญญาร้าย
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ภายในจวน..
เสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่ดังแว่วไปทั่ว ผู้คนวิ่งหนีตายกระจัดกระจายราวฝูงนกแตกตื่นเมื่อมีอสรพิษรุกล้ำ
ทหารชุดดำที่ลอดเข้าสู่ด้านในจวนก็เริ่มการสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหด ดาบในมือกรีดอาภรณ์กระชากชีวิตผู้คนโดยไร้ความเมตตา เืแดงฉานไหลนองพื้นเป็สาย ฉาบทาอิฐ หิน และลานไม้ประดับราวกับผืนพรมโลหิต
กลางความโกลาหลนั้น..
นายหญิงเซิน ในชุดผ้าแพรบางสีฟ้าคราม ผมเผ้ายุ่งเหยิงจากความรีบร้อน นางกำลังกอดบุตรชายของตนอยู่มุมหนึ่งของห้องด้านใน ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ทั่วร่างของนางสั่นเทาราวใบไม้ต้องลมหนาว
“หลางเอ๋อร์… อย่ากลัวนะลูก… อยู่ในอ้อมแขนแม่ มิมีผู้ใดจักทำอันตรายเ้าได้…”
นางพร่ำปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงสะอื้น แม้ในหัวใจจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เซินหลางเหอน้อยเบิกดวงตากลมโต น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ดวงตาเล็กยังคงสับสนนักว่าเหตุใดโลหิตจึงเปรอะเปื้อนทุกผืนผ้า เหตุใดผู้คนรอบกายจึงล้มลงทีละคนสองคน
ทว่าสิ่งที่ดวงใจน้อย ๆ นั้นรับรู้…คือความหวาดหวั่นอันสุดจะทานทน หัวใจดวงน้อยราวกับถูกบีบคั้นจนแทบแตกสลาย
ภาพของบ่าวไพร่ในจวนที่เคยหยอกเย้าเล่นกับเขาเมื่อวาน บัดนี้นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจอยู่ ณ มุมเรือน
สุรเสียงของมารดาที่เคยกล่อมนอน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็เสียงสะอื้นสั่นเครืออย่างน่าเวทนา
และ…คมดาบจากทุกทิศที่กำลังคืบคลานล้อมพวกเขาเข้ามาอย่างเชื่องช้า… ดุจมัจจุราชที่กำลังยื่นมือเข้ามารับดวงิญญา
โลหิตไหลรินอาบผืนปฐี กลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลในอากาศ เสียงร่ำไห้แ่เบาดุจบทเพลงแห่งความตายที่กำลังขับกล่อมดวงิญญาให้หลับใหลชั่วนิรันดร์
เพลิงแดงลุกโชนจากชายคาจวนแม่ทัพเซิน ค่อย ๆ ลามเลียไปทั่วจวนราวัเพลิงอันโเี้ เผาผลาญความรุ่งเรืองเก่าแก่ เศษไม้แตกเปราะในเปลวไฟ เสียงครวญครางปะปนกับเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ไร้ทางสู้ ราวกับเสียงโหยไห้ของิญญาทั้งหลายที่กำลังถูกดูดกลืนสู่ห้วงนรก
ภายใต้ซากเรือนที่ถล่มลงทีละชั้น ท่ามกลางควันไฟและความโกลาหล เด็กชายร่างน้อยนั่งกอดร่างของมารดาไว้แน่นในอ้อมแขนของนาง ม่านน้ำตาใสเอ่อคลอหน่วยดวงตาคู่เล็ก ทว่าความสับสนหวาดหวั่นที่ถาโถมอยู่ในอกกลับแจ่มชัดดุจสายลมพายุที่พัดกระหน่ำจนมิมีผู้ใดหลีกหนีพ้น
เซินหลางเหอ ในวัยเพียงสิบขวบ รับรู้ได้ถึงความร้อนแรงของเปลวเพลิง ความคาวคลุ้งของโลหิตที่อบอวล และเสียงครวญครางแห่งความตายที่ดังก้องกังวาน เส้นผมเล็กๆ ของเขาเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นเยียบ มือเล็กสั่นระริกขณะกอดมารดาไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าที่ค่อยๆ แหลกสลายลงไปทุกชั่วขณะ
“เหตุใด… เหตุใดพวกเขาจึงต้องสังหารผู้คนในจวน… เหตุใดจึงต้องเป็พวกเรา…”
เขามิอาจเข้าใจ ไม่อาจหยั่งถึงเล่ห์เพทุบายของโลกอันไร้ปราณีนี้ได้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ ราวกับจะลุกไหม้ตามเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เเละพรากเอาความสงบสุขในวัยเยาว์ของเขาไปโดยมิอาจหวนคืน
ท่ามกลางเปลวเพลิงนั้น ดวงตาของเซินหลางเหอคล้ายเริ่มเเปรเปลี่ยนไปทีละน้อย จากความหวาดกลัวกลายเป็ความเ็ป จากความเ็ปกลับกลายเป็โทสะอันมืดดำ ภาพของผู้คนที่เขารักล้มลงต่อหน้า ภาพของบิดาซึ่งครั้งหนึ่งเคยฝึกกระบี่ยืนหยัดอยู่บนลานฝึก กลับไม่มีอีกต่อไป...
หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มใสไม่หยุด หัวใจดวงน้อยของเด็กชายเ็ปรวดร้าวแทบขาดใจ ทว่าในห้วงแห่งความเ็ปนั้น แววตาของเขากลับเริ่มแข็งกระด้างขึ้นทีละน้อย ความเกลียดชังและแค้นเคืองเริ่มแทรกซึมลงในจิตใจอันบริสุทธิ์นั้นอย่างเชื่องช้าอย่างน่าสะพรึง
“ข้าจักมิมีวันลืม… พวกมันสังหารทุกคน…สังหารคนที่ข้้ารัก…สังหารบริวารของข้า…”
ในห้วงขณะที่เพลิงยังคงลามเลีย เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นจากทางด้านหนึ่ง เด็กสาวผู้หนึ่งในชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนเปื้อนฝุ่นควัน วิ่งฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ดวงหน้าของนางงามละมุนประหนึ่งบุปผากลางเหมันต์ แม้ในยามใ ร่องรอยของความอ่อนโยนก็ยังไม่จางหาย
“ท่านป้า! มาทางนี้เร็วเข้า!”
เสียงนางสะท้อนออกมาท่ามกลางเสียงดาบปะทะ เสียงกรีดร้อง และเสียงหลังคาไม้ที่กำลังถล่ม เด็กสาวรีบตรงเข้ามาคุกเข่า เบิกตาเมื่อเห็นเซินหลางเหออยู่ในอ้อมแขนของนายหญิงเซิน
“ข้าจะนำพวกท่านออกไปทางประตูหลัง!”
มือเรียวเล็กคว้าข้อมือของนายหญิงเซินในทันที นางพยุงและฉุดดึงทั้งสองให้ลุกขึ้นโดยมิรีรอ อาภรณ์แพรสีครามของนายหญิงเซินปลิวไหวท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ นางพยายามสะกดกลั้นความหวาดหวั่น พลางกอดบุตรชายไว้แน่นในอ้อมอก เเละมิได้หันหลังกลับไปมองแม้เพียงเสี้ยววิ เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งในจวนแห่งนี้…จักมิมีวันหวนคืนมาได้อีกแล้ว
ทั้งสามพุ่งฝ่ากลุ่มควันที่อบอวลไปด้วยกลิ่นโลหิตและขี้เถ้า ลัดเลาะตามแนวเรือนเก็บของที่พังยับเยิน จนกระทั่งถึงประตูหลังที่ยังไม่ถูกเพลิงกลืน
เสียงฝีเท้าศัตรูเริ่มใกล้เข้ามา เหล่าทหารชุดดำบางนายก็เริ่มเร่งรุดตามรอยของพวกนางมา