หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 32 เรื่องถูกยาพิษเป็นเพียงเหยื่อล่อ


    บทที่ 32 เรื่องถูกยาพิษเป็นเพียงเหยื่อล่อ

     

    ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนตกใจกันถ้วนหน้า สำหรับสนมในวังหลัง การค้นตำหนักถือเป็นความอัปยศใหญ่หลวง โดยทั่วไปแล้วการค้นตำหนักจะให้นางกำนัลจากฝ่ายพระราชวังเป็นผู้ไปตรวจค้น แต่ฮุ่ยเฟยกลับออกปากขอให้องครักษ์เสินอิงเว่ยเป็นผู้กระทำ แม้จะตัดความเป็นไปได้ที่นางกำนัลอาจถูกซื้อตัวทิ้งไป แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นบุรุษ

     

    หากวันหน้าฝ่าบาทคิดจะแสดงความโปรดปรานต่อฮุ่ยเฟย เมื่อมานั่งที่ตำหนักของนางก็ยากที่จะไม่คิดถึงเรื่องที่เคยมีบุรุษมากหน้าหลายตาบุกเข้ามาตรวจค้นตำหนักบรรทมของฮุ่ยเฟย แล้วจะไม่รู้สึกรู้สาเลยได้อย่างไร

     

    ฮุ่ยเฟยจะใจกล้าเกินไปแล้ว

     

    ฮองเฮาเห็นแววตาตกตะลึงของโจวเป่าหลินก็ทราบว่าแผนการของนางคงคว้าน้ำเหลวเสียแล้ว จึงเอ่ยว่า “ฮุ่ยเฟย องครักษ์เสินอิงเว่ยล้วนเป็นบุรุษ ให้พวกเขาค้นตำหนักของเจ้าอาจทำให้เจ้าเสื่อมเสียได้”

     

    ฮุ่ยเฟยกลับเชิดหน้าขึ้น กล่าวว่า “เทียบกับการเสื่อมเสียชื่อเสียง หม่อมฉันกลัวการถูกใส่ร้ายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่มากกว่าเพคะ ตัวตรงไม่กลัวเงาคด*[1] ฝ่าบาททรงเป็นพยานอยู่ตรงนี้ ในตำหนักของหม่อมฉันก็ไม่มีสิ่งของที่ให้ใครเห็นไม่ได้ ย่อมไม่พรั่นต่อวาจาคน”

     

    ฮุ่ยเฟยเกิดในตระกูลแม่ทัพ คำพูดเด็ดขาดชัดถ้อยชัดคำ ทั้งยังไม่มีข้อถือสามากมาย

     

    เดิมทีฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีใจทะนุถนอมฮุ่ยเฟยที่นิสัยแข็งกร้าวผู้นี้อยู่แล้ว จึงตรัสว่า “ในเมื่อฮุ่ยเฟยกล่าวเช่นนี้ ฝูไห่ ไปเรียกองครักษ์เสินอิงเว่ยเข้าวัง ตรวจค้นวังจงซุ่ยของฮุ่ยเฟย รวมถึงตำหนักข้างของโจวเป่าหลิน”

     

    รออยู่ครู่ใหญ่ องครักษ์เสินอิงเว่ยนายหนึ่งก็มารายงาน

     

    “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมกับผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจค้นตำหนักของฮุ่ยเฟยแล้ว ไม่พบความผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”

     

    “เป็นไปไม่ได้!” โจวเป่าหลินร้องออกมาอย่างประหลาดใจ

     

    “ทำไมถึงจะเป็นไปไม่ได้? ตามหลักแล้วโจวเป่าหลินก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเหมือนกัน จะต้องประหลาดใจถึงเพียงนี้ไปไย” ฮุ่ยเฟยมองอีกฝ่ายพลางกล่าวอย่างเย็นชา

     

    โจวเป่าหลินพลันหน้าซีด อธิบายข้าง ๆ คู ๆ “หม่อมฉันเพียงประหลาดใจเพคะ ถ้าไม่ใช่ฮุ่ยเฟยแล้วจะเป็นใครกันแน่”

     

    “นั่นน่ะสิ ตกลงแล้วเป็นใครกันแน่ที่มีอุบายแยบยลเพียงนี้ สามารถทำให้ข้า กุ้ยเฟย และโจวเป่าหลินตกหลุมพรางพร้อมกันในคราวเดียว” ฮุ่ยเฟยกวาดสายตาผ่านผู้คน สุดท้ายจึงหยุดสายตาไว้บนร่างฮองเฮา

     

    ฮองเฮาสูดลมหายใจเข้าลึก คิดจะตำหนิกลับไป

     

    แต่ฮุ่ยเฟยไม่เปิดโอกาสให้ นางกล่าวกับหรงฉิงต่อทันทีว่า “เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่ เจ้าต้องคิดให้ดี ตอนนี้ข้าบริสุทธิ์ไร้มลทิน เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าใช้คนในครอบครัวมาข่มขู่เจ้า ถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูดความจริงอีก ต่อให้คำพูดนี้เป็นคำเท็จ ข้าก็มีปัญญาทำให้เป็นเรื่องจริง”

     

    หรงฉิงตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวต้องพลอยฟ้าพลอยฝน จึงร่ำไห้กล่าวออกมาว่า

     

    “เป็นโจวเป่าหลินเพคะ! โจวเป่าหลินให้หม่อมฉันซื้อตัวนางกำนัลเรือนบุปผา ซ้ำยังเป็นคนสั่งให้หม่อมฉันให้ร้ายฮุ่ยเฟย ตั๋วแลกเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ให้นางกำนัลเรือนบุปผาคนนั้น ใต้เท้าโจวไหว้วานขันทีที่ออกไปซื้อของนำเข้ามาให้ในวัง เพียงตรวจสอบก็จะทราบได้ หม่อมฉันสมควรตาย เพียงขอร้องให้ฝ่าบาททรงละเว้นครอบครัวหม่อมฉันด้วยเพคะ”

     

    โจวเป่าหลินถลาเข้าไปฉีกทึ้งหรงฉิง ด่าทอว่า “นางคนชั้นต่ำ ใส่ร้ายฮุ่ยเฟยแล้วยังจะมาใส่ร้ายข้าอีกรึ ข้าจะฉีกปากเจ้าซะ!”

     

    กู้อวี้พลันคุกเข่าลงกล่าวว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้แน่ชัดแล้วว่าโจวเป่าหลินวางยาพิษทำร้ายพี่สาวของกระหม่อม ฝ่าบาทโปรดมอบความเป็นธรรมให้พี่สาวของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

     

    ฮุ่ยเฟยเอียงศีรษะน้อย ๆ จงใจให้ปิ่นหลิวหลีบนศีรษะสะท้อนแสงวูบวาบถึงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ “ฝ่าบาท โจวเป่าหลินจิตใจโหดเหี้ยม ไม่คู่ควรกับตำแหน่งสนมในวังอย่างยิ่งเพคะ”

     

    ฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นแล้วก็เม้มพระโอษฐ์ เพลิงโทสะลุกโหม

     

    ฮุ่ยเฟยหันไปกล่าวกับฮองเฮา “ฮองเฮาเพคะ กฎมณเฑียรบาลกำหนดไว้ สนมวังหลังที่ให้ร้ายผู้อื่นต้องถูกปลดจากตำแหน่งและส่งเข้าตำหนักเย็น หากวางยาพิษทำร้ายผู้อื่นจะต้องได้รับโทษสูงสุดเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หม่อมฉันพูดถูกไหมเพคะ”

     

    ฮองเฮาตระหนักว่าโจวเป่าหลินไร้ประโยชน์แล้ว จึงได้แต่กล่าวออกมาท่ามกลางสายตาทุกคนว่า “ฮุ่ยเฟยกล่าวไม่ผิด ข้าเป็นนายหญิงของหกตำหนักย่อมต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง โจวเป่าหลินละเมิดกฎของบรรพบุรุษ ทั้งไม่สนใจคนในครอบครัว ข้าจะประทานโทษโบยให้เจ้า เจ้ายินดีหรือไม่”

     

    โจวเป่าหลินกล่าวเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉัน…” ยังพูดไม่จบ นางพลันคิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่นี้ฮองเฮาเอ่ยถึงคนในครอบครัว

     

    นางเหลือบมองฮ่องเต้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ที่มีต่อนาง นางทราบว่าตนเองจบสิ้นแล้ว จึงกลืนความไม่ยินยอมพร้อมใจลงไป เจ็บปวดใจสุดแสน กล่าวด้วยน้ำเสียงโศกสลด “หม่อมฉันยินดีเพคะ”

     

    ฮองเฮากล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นำตัวหรงฉิงไปรับโทษตีจนตาย ส่วนโจวเป่าหลินรับโทษโบยสามสิบไม้”

     

    การตีจนตายกับโทษโบยนั้นมีข้อแตกต่างกันอยู่ ตีบริวารให้ตายไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีการ ขอแค่ตายเป็นใช้ได้ แต่สำหรับการลงโทษโบย ยี่สิบเก้าไม้แรกจะหลีกเลี่ยงจุดสำคัญบนร่างกาย ทำให้คนทนรับโทษไปได้จนถึงตอนท้าย ไม้สุดท้ายผู้ลงทัณฑ์จึงจะทุ่มเรี่ยวแรงสุดตัว เล็งจุดสำคัญบนร่างกาย ตีให้ถึงแก่ชีวิตในไม้เดียว

     

    ถ้าผู้รับโทษโบยรับไม้สุดท้ายนี้แล้วยังมีชีวิตรอดมาได้ แสดงว่าผู้ลงทัณฑ์ไร้ฝีมือ จะต้องตายตกไปด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ การลงโทษโบยมีมาช้านาน แต่ก็ไม่มีใครทนผ่านไม้สุดท้ายไปได้

     

    ขันทีกำลังจะลากตัวโจวเป่าหลินและหรงฉิงออกไปรับโทษ องครักษ์เสินอิงเว่ยอีกนายหนึ่งก็เข้ามาอย่างเร่งร้อน

     

    “กระหม่อมพบของสิ่งนี้จากโต๊ะเครื่องแป้งของโจวเป่าหลินพ่ะย่ะค่ะ”

     

    เขาประคองสิ่งของในมือส่งให้ฮ่องเต้ เป็นตลับใบเล็กประณีตใบหนึ่ง มีไว้สำหรับใส่เครื่องประทินโฉมของสตรี

     

    โจวเป่าหลินเห็นแล้วก็ตกใจจนพูดไม่ออก องครักษ์เสินอิงเว่ยมีสายตาแจ่มแจ้งประดุจคบเพลิงโดยแท้

     

    นางเข้าใจว่าแค่หลอกตาว่าเป็นเครื่องประทินโฉมก็คงจะกลบเกลื่อนไปได้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกพบเข้าจนได้

     

    ฮ่องเต้ทรงให้หมอหลวงหลินตรวจสอบ หมอหลวงหลินเปิดตลับออก ยกขึ้นมาดมครู่หนึ่ง หน้าพลันเปลี่ยนสี คุกเข่ากล่าวว่า “ฝ่าบาท นี่คือเครื่องหอมประสานใจพ่ะย่ะค่ะ”

     

    เมื่อได้ยินชื่อเครื่องหอมที่หมอหลวงหลินพูดออกมา โจวเป่าหลินก็ตาเหลือกหมดสติไปทันที

     

    มีคนไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับของสิ่งนี้มาก่อนจึงถามว่า “เครื่องหอมประสานใจคืออะไรหรือ”

     

    หมอหลวงหลินกล่าวว่า “เครื่องหอมประสานใจทำมาจากผักชีล้อม ดอกฝิ่น จูอวี๋ และกำมะถัน หากใช้เป็นเวลานานจะทำให้ผู้ดมเสพติด ทำให้เกิดภาพมายาว่าชายหญิงผูกสมัครรักใคร่”

     

    ฮ่องเต้ทรงกริ้วจนขว้างถ้วยชาลงพื้น คนทั้งตำหนักล้วนคุกเข่าลง จากคำร่ำลือ อวิ๋นผินสนมในวังหลังของอดีตฮ่องเต้เป็นคนคิดค้นเครื่องหอมประสานใจ ทำให้ฮ่องเต้หลงใหลในตัวนางจนทำเรื่องเหลวไหลมากมาย อดีตฮ่องเต้ยังได้รับมรณนามว่า ‘ลุ่มหลงมัวเมา’ หลังการสวรรคตเหตุเพราะมีวังหลังที่ยุ่งเหยิง โจวเป่าหลินทำเช่นนี้เท่ากับจะทำให้เขากลายเป็นทรราช

     

    หลังจากที่เขาขึ้นครองบัลลังก์ก็สั่งให้ของสิ่งนี้เป็นสิ่งต้องห้าม นำเครื่องหอมประสานใจที่เหลืออยู่ไม่กี่ตลับไปซ่อนไว้ในพระคลังของวังหลัง น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องนี้

     

    ฮ่องเต้ทอดพระเนตรโจวเป่าหลินที่หมดสติไปก็พยายามข่มความเดือดดาล ตรัสว่า “ทำให้นางฟื้นขึ้นมา”

     

    หมอหลวงหลินเดินเข้าไปฝังเข็มให้โจวเป่าหลิน นางถึงได้สติคืนมา

     

    “พูดมา เจ้าได้เครื่องหอมประสานใจนี้มาจากไหน!” ฮ่องเต้ตวาดใส่โจวเป่าหลิน

     

    โจวเป่าหลินตัวสั่นงันงก พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

     

    “ข้าไม่มีความอดทนให้เจ้ามากขนาดนั้นหรอกนะ ถ้ายังไม่พูดความจริงอีก ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตรของเจ้า” ฝ่าบาทตรัสอย่างมีโทสะ

     

    โจวเป่าหลินวางยาพิษกุ้ยเฟยเพราะการข่มขู่ของฮองเฮา ตอนนี้ยังจะต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตรเพราะเครื่องหอมประสานใจ ฮองเฮาก็ปกป้องนางไม่ได้แล้ว

     

    ทันใดนั้น ฮุ่ยเฟยพลันกล่าววาจาที่แฝงนัยลึกซึ้งออกมา “โจวเป่าหลินเข้าวังมาได้ไม่นาน เกรงว่าคงยังไม่เคยได้ยินเรื่องเครื่องหอมประสานใจมาก่อน ในตำหนักมีของสิ่งนี้ได้อย่างไร ใครมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า นี่เป็นความผิดถึงขั้นประหารเก้าชั่วโคตร เจ้าอย่าได้ถูกคนอื่นขายแล้วยังไปช่วยคนเขานับเงินอีกเชียว”

     

    ฮองเฮาประหนึ่งตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง นางคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องที่กุ้ยเฟยถูกพิษจะเป็นเพียงเหยื่อล่อ เจตนาที่แท้จริงของกุ้ยเฟยและฮุ่ยเฟยคือการเปิดโปงเครื่องหอมประสานใจ

     

    โจวเป่าหลินได้ยินวาจานั้นก็หันขวับไปทางฮองเฮา ความเคียดแค้นพรั่งพรูขึ้นมาในใจนาง ที่แท้ตอนแรกก็ไม่ได้มีเรื่องอันใด เป็นฮองเฮาต่างหากที่คอยชักจูงนางทีละก้าว มีสิทธิ์อะไรถึงปล่อยให้นางออกหน้ารับโทษอยู่คนเดียว ฮองเฮากลับนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงอย่างมั่นคง

     

    นางแน่ใจว่าตนเองคงไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้แล้ว แต่คนในครอบครัวเก้าชั่วโคตรไม่อาจลงหลุมไปด้วยกันกับนาง เรี่องเครื่องหอมประสานใจนี้ ฮองเฮาไม่อาจปัดความเกี่ยวข้องไปให้พ้นตัวได้ และไม่อาจปกป้องคนในครอบครัวของนางได้เช่นกัน

     

    นางโง่งมมาครึ่งค่อนชีวิต ในที่สุดก็ฉลาดสักครั้งเสียที ทั้งหมดนี้เป็นแผนที่กู้กุ้ยเฟยวางไว้ ตอนนี้มีเพียงกู้อวี้เท่านั้นที่สามารถปกป้องคนในครอบครัวของนาง นางลอบเงยหน้ามองไปทางกู้อวี้

     

    ชั่วขณะที่กู้อวี้สบตากับนาง ก็พลันเข้าใจความหมายในแววตาเช่นนั้น จึงเอ่ยปากโดยไร้เสียงว่า “ได้”

     

    เสียงเจือสะอื้นของโจวเป่าหลินดังขึ้นในตำหนัก “เป็นฮองเฮาเพคะ ฮองเฮาเป็นคนมอบเครื่องหอมประสานใจให้หม่อมฉัน ฮองเฮายังมอบ ‘ฉางเย่’ ให้หม่อมฉันด้วยเช่นกัน ของพวกนี้ซ่อนอยู่ที่แท่นบูชาในห้องพระส่วนตัวของฮองเฮา”




     

    [1] ตัวตรงไม่กลัวเงาคด (身正不怕影子斜) หมายถึง หากไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่จำเป็นต้องกลัว

     


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน