เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 66 มิตรสหายที่รู้ใจ

            “ท่านลุงเหว่ยเขาไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? ตอนนั้นข้ารู้สึกหวาดกลัวก็เลยเอายานอนหลับที่ท่านให้ใส่ไปในน้ำชาจนหมดเลย”

            ท่านลุงเหว่ยปล่อยข้อมือของชายในเสื้อคลุมสีดำออกเขาจ้องไปที่ติงเหว่ยและตำหนิว่า “คราวหน้าเจ้าห้ามประมาทเช่นนี้อีกปริมาณยานอนหลับนั้นเพียงพอให้หมูป่าสิบกว่าตัวสลบได้ โชคดีที่ข้ามียาถอนพิษข้าจึงให้เขากินไปก่อน พรุ่งนี้ตื่นมาก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”

            ติงเหว่ยยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีกนางจึงรีบพูดว่า “ข้าสร้างปัญหาให้ท่านลุงเหว่ยอีกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข้าจะนึ่งอวี๋เซียงตั้นเกิง [1] ให้ท่านบำรุงร่างกาย”

            เป็นอย่างที่คาดไว้เมื่อเห็นของอร่อยมารออยู่ตรงหน้า ท่านลุงเหว่ยก็มีสีหน้าดีขึ้นมาทันที “ไปเถอะไปเถอะ คนนี้ท่าทางลับๆ ล่อๆ เจ้าจะระวังมากสักหน่อยก็ไม่ผิดอะไร”

            เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ต่างก็กลอกตาขึ้นผู้อาวุโสท่านนี้เปลี่ยนคำพูดเร็วเกินไปแล้ว

            ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจหลังจากไม่ได้เจอลูกชายกว่าค่อนวันนางเองก็เป็นห่วงขึ้นมา จึงลากอวิ๋นอิ่งกลับไปที่ห้องฝั่งตะวันตกทันที

            เฉิงเหนียงจื่อกำลังอดทนต่อความง่วงเฝ้าดูเด็กๆ ทั้งสามคนในขณะที่เย็บผ้าไปด้วยเมื่อเห็นนายหญิงเดินเข้ามานางก็ดีใจทันทีและจะลงไปคำนับกับพื้น

            ติงเหว่ยห้ามนางเอาไว้และถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “วันนี้อันเกอเอ๋อร์เป็นอย่างไร สบายดีใช่ไหม?”

            “สบายดีเมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะลุกขึ้นมากินนมไปอีกรอบหนึ่งแต่ตอนกลางวันก็ร้องไห้งอแงจะหานายหญิง ต่อมานายน้อยอุ้มไปปลอบอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็ดีขึ้นแล้ว”

            ติงเหว่ยพยักหน้าแล้วก็มองต้าหวากับเอ้อร์หวาที่นอนอยู่บนเตียงเตา แล้วพูดว่า “พวกเจ้านอนลงเหมือนเดิมเถอะเดี๋ยวข้าจะไปพักที่ฟูกนุ่มๆ ด้านนอกสักหน่อย”

            เฉิงเหนียงจื่อได้ยินก็หวาดกลัวเป็นอย่างมากไหนเลยจะมีบ่าวนอนอยู่บนเตียงเตาแล้วนายไปนอนบนฟูกนุ่มเช่นนี้นางยังต้องการจะปฏิเสธ แต่ติงเหว่ยกลับพูดเสียงแข็งว่า“อีกสองชั่วยามฟ้าก็สว่างแล้ว อย่าทรมานกันเลย ข้าเองก็ต้องตื่นเช้าไปเตรียมอาหารเช้าเจ้าเองก็จะได้ดูแลเด็กๆ ด้วย”

            เฉิงเหนียงจื่อตอบด้วยความเคารพอวิ๋นอิ่งจึงรีบไปเอาฟูกนุ่มๆ หนาๆ มาวางลงบนม้านั่งและเกรงว่าติงเหว่ยจะมีเรื่องบางอย่างในใจทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่ จึงช่วยนางถอดเสื้อคลุมและเครื่องประดับออกจากนั้นก็อธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา

            ความจริงแล้วชายในเสื้อคลุมสีดำคนนั้นเป็นมิตรสหายตั้งแต่สมัยเด็กของกงจื้อหมิงเขามีชื่อว่าฟางซิ่น มีสมญานามว่าอี้ชิง [2] สกุลฟางเป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคนนับตั้งแต่ตอนที่ก่อตั้งซีฮ่าว บรรพบุรุษของสกุลฟางเองก็มีส่วนช่วยเหลือดังนั้นก็เหมือนกับสกุลกงจื้อที่มีส่วนช่วยอย่างมากในการก่อตั้งประเทศมาหลายชั่วอายุคนท่านพ่อและท่านแม่ของกงจื้อหมิงเสียไปตั้งแต่เขายังเล็กผู้อาวุโสฟางเองก็เป็นอัครมหาเสนาบดีทำให้ตอนเด็กกงจื้อหมิงเองก็ได้รับคำชี้แนะจากท่านผู้อาวุโสฟางอยู่ไม่น้อยเขาเรียนหนังสือและฝึกวรยุทธ์มากับฟางซิ่น

            สกุลกงจื้อดำรงตำแหน่งอู่โฮ่ว[3] มาหลายต่อหลายรุ่น กงจื้อหมิงเองก็ศึกษากลยุทธ์ทางการทหารตั้งแต่เด็กแต่นายน้อยฟางกลับชอบบทกลอนมากกว่าฝีมือการต่อสู้ของเขาทำได้เพียงเอาชนะพวกนักเลงเท่านั้นแล้วกลับเต็มไปด้วยความเพ้อฝัน

            แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้กระทบกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองมิตรสหายคู่นี้ทุกคนในซีจิงต่างก็รู้กันหมดว่า ที่ไหนมีเสี่ยวอู่โฮ่ว(กงจื้อหมิง) ที่นั่นก็ต้องมีนายน้อยฟางที่ไหนมีนายน้อยฟาง ก็จะขาดเสี่ยวอู่โฮ่ว(กงจื้อหมิง) ไปไม่ได้เช่นกัน

            ครั้งก่อนตอนที่กงจื้อหมิงปราบพวกเถียเหล่ยสำเร็จในระหว่างทางที่กำลังยกทัพกลับก็ถูกพวกเถียเหล่ยลอบทำร้ายทำให้เขาเสียชีวิตเนื่องจากยาพิษและนำศพกลับไปทำพิธีที่เมืองหลวงตอนนั้นนายน้อยฟางสังหารราชวงศ์เถียเหล่ยที่ถูกจับกุมตัวอยู่ในซีจิงทั้งหมดและงานศพวันต่อมาเขาก็ยิ่งโกรธและเดือดดาลเป็นอย่างมากหากไม่เป็นเพราะว่าท่านพ่อของเขาทุบตีด่าทอและขอร้องทั้งน้ำตาเกรงว่าวันนั้นวิญญาณของเขาคงจะไปปรโลกตามมิตรสหาย(กงจื้อหมิง)ด้วยกันแล้ว

            กงจื้อหมิงครั้งนี้มีความหวังในการแก้พิษเขาจึงเตรียมความพร้อมทุกอย่างและส่งจดหมายไปให้นายน้อยฟางเกรงว่าตั้งแต่นายน้อยฟางได้รับจดหมายนั้นก็ขี่ม้าเร็วมาตลอดทั้งวันทั้งคืนเขาอยากจะยืนยันว่าเรื่องที่มิตรสหายของเขาตายแล้วฟื้นคืนชีพเป็นเรื่องจริงหรือไม่นึกไม่ถึงว่าตอนที่กำลังถามทางก็ไปพบกับติงเหว่ยเข้าพอดี ปรากฏว่าเขาถูกชาถ้วยหนึ่งทำให้ล้มลงไป…

            ยิ่งติงเหว่ยฟังมากเท่าไรนางก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้นในใจของนางก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเล็กน้อย

            อวิ๋นอิ่งมองออกจึงรีบปลอบว่า“แม่นางอย่าได้กังวลไปเลย ถึงแม้นายน้อยฟางจะมีสถานะสูงส่งแต่ก็เป็นคนใจดีมากปกติแล้วเขาปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้อย่างพวกเราเป็นอย่างดีและไม่เคยดูถูกแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้นท่าน…เอ่อ ท่านรีบนอนพักสักหน่อยเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้นายน้อยค่อยพูดให้สักหน่อย เรื่องนี้ก็จะผ่านไปแล้ว”

            ติงเหว่ยเอาแต่โทษตนเองอยู่จึงไม่ทันได้ยินบางอย่างแปลกๆ ในคำพูดของอวิ๋นอิ่ง

            “ตกลงเจ้าเองก็ไปนอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าค่อยไปขอขมานายน้อยฟางก็แล้วกัน”

            ติงเหว่ยหวีผมของนางด้วยความหงุดหงิดนางดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มอย่างลวกๆ แล้วก็หลับไป วันนี้เริ่มจากที่ท่านพ่อของนางป่วย เพิ่งจะพ้นขีดอันตรายต่อมาก็ทำเป็นกล้าหาญคิดจับนักฆ่าคนหนึ่งได้ หลังจากที่ส่งเขากลับมาที่คฤหาสน์ถึงจะรู้ว่าจับผิดคนแล้ว

            ความวุ่นวายโกลาหลทั้งหมดนี้ไม่ง่ายเลยที่นางจะผ่านปัญหาทั้งหมดมาได้

            อวิ๋นอิ่งแทบไม่เคยเห็นเจ้านายของนางทำตัวเหมือนเด็กเช่นนี้แต่เมื่อนึกถึงนายน้อยฟางที่ทั้งหล่อเหล่าและมากไปด้วยความสามารถกลับถูกจับมัดเหมือนหมูแล้วส่งมานางเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้ง

            “ฟู่”จากนั้นก็มีเสียงเป่าลมดับเปลวเทียน

            ในห้องหลักกงจื้อหมิงกำลังถามเฟิงจิ่วด้วยเสียงราบเรียบว่า“ไฟในห้องด้านข้างดับแล้วหรือ?”

            เฟิงจิ่วเดินไปที่หน้าต่างและมองไปรอบๆสักสองสามครั้ง จากนั้นเขาก็หันกลับมาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดับไปแล้วเกรงว่าพี่ติงคงจะตกใจไม่น้อย”

            กงจื้อหมิงพยักหน้าและโบกมือให้เฟิงจิ่วออกไปจากนั้นเขาก็ก้มหน้ามองมิตรสหายที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่ไกล เขาหัวเราะออกมาเบาๆและพูดว่า “อี้ชิง ถึงแม้นางจะบ้าบิ่นไปสักหน่อยแต่นางก็เป็นคนดีเดี๋ยวรอเจ้าตื่นขึ้นมาข้าจะให้นางทำกับข้าวอร่อยๆ สักสองสามอย่าง แล้วพวกเรามิตรสหายก็มาดื่มกันสักแก้ว”

            นายน้อยฟางที่ยังถูกโจวกงบังคับให้เดินหมากรุกด้วยอยู่นั้นไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยเขาจึงไม่คัดค้านไปโดยปริยาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงจบลงด้วยการตัดสินใจอย่างมีความสุขเช่นนี้…

            ……

            เช้าตรู่ของฤดูร้อนมักจะสดใสเสมอทันทีที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีขาวนวลราวกับท้องปลาติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำให้สะอาด จากนั้นก็มุ่งไปที่ห้องครัวและยุ่งวุ่นวายขึ้นมา

            เมื่ออวิ๋นอิ่งเข้ามารายงานว่าเจ้านายของเขาลุกขึ้นแล้วเขาก็พูดไม่ออกกับอาหารในครัว

            หากไม่นับเครื่องเคียงที่รสชาติเบาและสดชื่นแปดอย่างก็จะมีโจ๊กสี่ประเภท คือ โจ๊กข้าวสีม่วงกับฟักทอง โจ๊กมันเทศ โจ๊กข้าวเหนียวลำไยและโจ๊กเม็ดบัวใส่น้ำตาลกรวด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซาลาเปาเนื้อไส้ต่างๆเกี๊ยวทอดและเกี๊ยวนึ่ง อาหารทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะเลี้ยงคนสิบคนให้อิ่มได้เลยเสียด้วยซ้ำ

            ติงเหว่ยปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของนางและก็โรยงาขาวลงไปบนเครื่องเคียงเล็กๆ ทั้งสองอย่างจากนั้นก็เรียกให้อวิ๋นอิ่งช่วยตั้งโต๊ะ

            ติงเหว่ยและอวิ๋นอิ่งใช้เวลายกไปมาคนละสามถึงสี่รอบกว่าจะจัดวางโต๊ะอาหารเช้าเสร็จกงจื้อหมิงที่กำลังจับไม้ค้ำยันทั้งสองข้าง ด้านหลังเขามีชายหนุ่มสวมชุดสีฟ้าและรัดเกล้าที่ทำจากทองคำทั้งสองคนเดินตามกันออกมาจากข้างในห้อง รอบดวงตาของพวกเขาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเมื่อมิตรสหายได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งหลังความเป็นความตายน้ำตาลูกผู้ชายก็หลั่งออกมา

            ติงเหว่ยยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนมากขึ้นนางจึงรีบยกกับข้าวมาวาง แล้วไปยืนรอปรนนิบัติรับใช้ด้วยความเคารพอยู่ด้านข้าง

            กงจื้อหมิงเหลือบมองโต๊ะที่เกือบจะรับน้ำหนักไม่ไหวและมองไปทางติงเหว่ยด้วยแววตาที่ยิ้มมากขึ้น

            คุณชายท่านนั้นพูดอย่างติดตลกว่า“ข้ายังคิดว่าเจ้าต้องอยู่อย่างยากลำบากในพื้นที่ภูเขาห่างไกลเช่นนี้อุตส่าห์รีบมาอย่างบ้าคลั่งตลอดสามวันสามคืน นึกไม่ถึงเลยว่าการใช้ชีวิตของเจ้ายังหรูหรามากกว่าในพระราชวังเสียอีกเช่นนี้ใครที่หนีออกมาจากความยากลำบากกันแน่? ข้าที่เป็นบุตรชายของอัครมหาเสนาบดียังไม่เคยได้กินอาหารเช้าที่หรูหราขนาดนี้มาก่อนเลย!”

            หลังจากพูดจบเขาก็ไม่ได้เกรงใจใดๆ นั่งลงตรงที่นั่งแขกและเริ่มลงมือกินอาหารเช้าทันที

            บางทีเขาอาจจะหิวมากจริงๆกงจื้อหมิงดื่มโจ๊กมันเทศไปแค่ถ้วยเดียว แต่คุณชายฟางกลับกินซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่ไปเจ็ดแปดลูกโจ๊กไปอีกสามชาม และเครื่องเคียงอีกครึ่งหนึ่ง

            ติงเหว่ยถือโอกาสใช้เวลาที่ว่างนี้เพื่อพิจารณามิตรสหายผู้มีชื่อเสียงของกงจื้อหมิงที่มาจากซีจิงพูดง่ายๆ ระหว่างกงจื้อหมิงกับคุณชายฟาง คนหนึ่งเย็นชาคนหนึ่งอบอุ่นคนหนึ่งเหมือนน้ำแข็งคนหนึ่งเหมือนเปลวไฟ

            ใบหน้าแหลมคมเรียวยาวราวกับมีดกรอบหน้าชัด โหนกแก้มสูง เบ้าตาลึก คิ้วหนาและตาโต จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากหนาหน้าตาหล่อเหลากว่าคนทั่วไป แฝงไว้ด้วยท่าทางที่ดูน่าเกรงขามและดุดัน

            ส่วนคุณชายฟางใบหน้ากลมและอวบอิ่มนัยน์ตาโตสองชั้นปลายเรียวยาว จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากบางระหว่างคิ้วทั้งสองของเขามีร่องย่นอยู่สามส่วน แต่เข้ามักจะยิ้มแย้มเสมอเวลาพูดยิ่งทำให้ดูอ่อนโยนและมีเสน่ห์ของชายหนุ่มเจ้าชู้

            แต่หากเปรียบเทียบแล้วติงเหว่ยยังชอบชายหนุ่มที่ดูแข็งแกร่งแบบกงจื้อหมิงมากกว่าต่อให้สีหน้าจะดูเย็นชาไปสักหน่อย แต่ในใจของเขากลับใจดีและอบอุ่นอย่างถึงที่สุดไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแต่เรื่องที่นางท้องทั้งๆที่ยังไม่แต่งงานจนเกือบจะถูกส่งไปอยู่ที่หนีกู่อัน เขากลับไม่เคยดูถูกนางเลยทั้งยังดูแลนางเป็นอย่างดีอีก เห็นได้ชัดเจนถึงความใจกว้างและโอบอ้อมอารีของบุรุษ

            ถ้าเขาไม่ได้ตกที่นั่งลำบากเหมือนตอนนี้เกรงว่าหญิงสาวจากครอบครัวชาวนาอย่างนางคงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเขาด้วยซ้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกันทุกวันเป็นเวลานาน ต่างฝ่ายต่างดึงดูดกันและความรู้สึกก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น…

            นางจะคว้าโอกาสนี้ไว้ดีหรือไม่เพื่อให้ตนเองสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้เพื่อหาพ่อที่ชี้แนะให้อันเกอเอ๋อร์ได้ยามที่เขาเติบโตขึ้น เพื่อให้ท่านพ่อ ท่านแม่และครอบครัวมีโอกาสก้าวไปสู่หนทางแห่งความมั่งคั่ง…

            เมื่อคิดเช่นนี้ติงเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะมองกงจื้อหมิงอย่างเหม่อลอย

            กงจื้อหมิงเองก็สังเกตเห็นตอนที่ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นของเขาเหลือบมองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาสามส่วนโดยไม่รู้ตัวหญิงสาวคนนี้เหมือนลำธารใสในฤดูใบไม้ผลิ ไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรแค่มองแวบเดียวก็รู้เห็นความงามในใจของนาง

            คุณชายฟางที่กินดื่มจนอิ่มหนำแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นสหายของเขามีสีหน้ายิ้มแย้ม เขาตกใจจนเกือบจะทำชาที่เพิ่งรินออกมาหกจากนั้นก็หันไปมองลุงอวิ๋นที่กำลังยิ้มอยู่เช่นกันว่า “ลุงอวิ๋นข้าตาฝาดไปอย่างนั้นหรือ? เทียนเป่า [4] กำลังยิ้มอยู่จริงๆ”

            เทียนเป่า?

            “คิกคิก!”  ติงเหว่ยที่เพิ่งมีสติกลับมาเมื่อได้ยินสิ่งที่คุณชายฟางพูดก็หัวเราะออกมา

            เมื่อคืนหลังจากที่นางได้ยินสมญานามของคุณชายฟางนางยังแปลกใจว่าสมญานามของกงจื้อหมิงคืออะไรนึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคำสองคำที่ให้กลิ่นอายแบบชนบทและติดดินอย่าง “เทียนเป่า”

            “อะแฮ่ม!”ลุงอวิ๋นกวาดตามองสีหน้าของนายน้อย จึงรีบกระแอมสองครั้งเพื่ออธิบายว่า“อู้หวาต้าเป่า [5] คือชื่อที่ท่านผู้อาวุโสตอนที่ยังมีชีวิตตั้งให้ด้วยตนเอง”

            อู้หวาต้าเป่า?

            ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วนจากนั้นนางจึงรีบก้มหัวลงและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

            การไม่ได้รับการศึกษาไม่ใช่เรื่องผิดแต่การทำให้คนอื่นอับอายก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างมาก

            กงจื้อหมิงเห็นว่าติงเหว่ยเกือบจะเอาใบหน้าของนางไปซุกไว้ข้างในเสื้อสีเขียวมรกตอยู่แล้วทำให้คอขาวอมชมพูโผล่ออกมาเล็กน้อยบนศีรษะของนางก็มีปิ่นปักผมสีแดงที่มีพู่สองอันห้อยอยู่ข้างๆ ใบหน้าของนางช่างดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ

            เขายกมือขึ้นหยิบถ้วยชาแล้วซ่อนรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก

            คุณชายฟางไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในสีหน้าของสหายแต่เขากลับสนใจใบหน้าที่เขินอายของติงเหว่ยเป็นอย่างมากดวงตาเรียวยาวคู่นั้นมองติงเหว่ยอย่างประเมินสองรอบแล้วพูดว่า“นี่คือสมาชิกในครอบครัวอย่างนั้นหรือ?”

            ลุงอวิ๋นเกรงว่าเขาจะเกิดความคิดที่ไม่เหมาะสมจึงรีบอธิบายว่า “แม่นางติงท่านนี้เป็นคนที่คอยรักษาอาการบาดเจ็บของนายน้อยตลอดครึ่งปีกว่าที่ผ่านมาที่ทุกวันนี้นายน้อยสามารถเคลื่อนไหวได้ล้วนเป็นความดีความชอบของแม่นางติง”

            คิดไม่ถึงว่าเมื่อคุณชายฟางได้ยินเช่นนั้นกลับลุกขึ้นและโค้งคำนับ“แม่นางช่วยเทียนเป่าเอาไว้ก็เหมือนได้ช่วยข้าด้วยเหมือนกันวันหน้าหากแม่นางมีเรื่องอะไร ขอเพียงเอ่ยปากมาข้าจะยอมทำทุกอย่างโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!”

            ติงเหว่ยคิดไม่ถึงว่าคุณชายฟางจะให้ความสำคัญแก่มิตรภาพมากขนาดนี้เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวานนางก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมา นางจึงรีบคำนับกลับและพูดว่า“คุณชายฟางดีกับบ่าวเกินไปแล้ว จะว่าไปแล้วบ่าวยังต้องขอขมาคุณชายที่ได้ล่วงเกินไปเมื่อคืนข้าตกใจจนเข้าใจผิดว่าคุณชายฟางเป็นคนร้ายถึงได้ลงมือทำร้ายท่านจนต้องลำบาก…”

            “อะไรนะ?”จู่ๆ คุณชายฟางก็เงยหน้าขึ้นมาทันที เขาโมโหจนมองติงเหว่ยจากหัวจรดเท้าจากนั้นก็ตะโกนออกมาว่า “เจ้าก็คือหญิงสาวชาวนาที่วางยาสลบข้าคนนั้นงั้นหรือ!”

            ติงเหว่ยหน้าแดงและฝืนยิ้มพูดว่า“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

            “ข้าก็ว่าแล้วแม่นางคนนี้ข้าแค่ถามทางเท่านั้น ยังให้น้ำข้าดื่มหนึ่งถ้วย เหตุใดเจ้าถึงได้ทำให้ข้าสลบโดยไม่มีสาเหตุและไม่มีเหตุผล

            โชคดีที่เป็นแค่ความเข้าใจผิดมิเช่นนั้นตอนนี้ข้าก็คงกลายเป็นเหมือนเนื้อที่อยู่บนเขียงหรือซาลาเปาที่อยู่ในหม้อแล้ว[6] ?”

            -----------------------------------------

            [1] อวี๋เซียงตั้นเกิง 鱼香蛋羹หมายถึงซุปที่มีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ ต้นหอม ขิง และกระเทียม มีรสชาติเปรี้ยวหวานชุ่มคอ

            [2] อี้ชิง 义卿หมายถึงความชอบธรรมและความมีเหตุผลทางศีลธรรมหรือพฤติกรรมและบางครั้งก็หมายถึงคุณภาพของความภักดีหรือความซื่อสัตย์ด้วย

            [3] อู่โฮ่ว 武侯หมายถึงเจ้าพระยายุทธ์ มีหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์การทหารบุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่มีชื่อเสียงและดำรงตำแหน่งนี้ เช่น ขงเบ้ง

            [4] เทียนเป่า 天宝หมายถึงบุคคลที่ได้รับความรักจากสวรรค์

            [5] อู้หวาต้าเป่า 物华天宝หมายถึงสมบัติล้ำค่านานาชนิด

            [6] ​​เนื้อที่อยู่บนเขียงและซาลาเปาที่อยู่ในหม้อ 案上肉锅里的包子หมายถึงถูกจัดการได้ตามที่คนอื่นต้องการซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้และต้องอยู่ในความเมตตาของผู้อื่น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663