เฉพาะตัวสำหรับอบผ้าไว้ใช้เองได้
ในแต่ละวันผ่านไปฉวนลี่ถิงมีความสุขที่ได้ดูแลอาเฉิน หลานชายมีพัฒนาการดีเยี่ยมจนเสวี่ยอ๋องทรงชมและมอบรางวัลแก่เขาเป็ม้าโยกตัวหนึ่ง บาง่ที่เหล่านางกำนัลในตำหนักติดงานประจำวันหญิงสาวก็อยู่ทำงานคนเดียว กระทั่งชิ้นงานเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆเมื่อลงทุนกับเส้นไหมและสีย้อมไปมากรวมถึงแรงงานของคนในตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ที่ต่างทุ่มเทลงไปหญิงสาวคิดว่าหากทำของแล้วเหลือใช้ ก็น่าจะเอาไปขายให้เกิดรายได้เข้าตำหนักหรือเป็รายได้พิเศษสำหรับคนที่ทำชิ้นงานนั้นขึ้น
“พอจะมีทางเป็ไปได้หรือไม่ที่หม่อมฉันจะนำผ้าออกไปขาย หม่อมฉันไม่คิดจะเก็บเงินไว้เองหรอกนะเพคะ” หญิงสาวรีบบอกจุดประสงค์ที่แท้จริง เพราะเกรงจะทรงเข้าใจนางผิดวันนี้เ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ได้ทรงมาเยี่ยมนางถึงโรงย้อม
“ทำไมถึงคิดจะขายผ้าพวกนี้เล่า”
“ของที่ทำมีต้นทุนเส้นด้าย เส้นไหม สี แรงงาน ทำเองใช้ไม่หมดก็น่าจะผันเป็รายได้มาทำประโยชน์ส่วนอื่นให้ตำหนักของพระองค์บ้างอย่างน้อยก็อาจจะเป็สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้คนทำ ทรงคิดว่าดีหรือไม่ เพคะ” นางเว้นจังหวะมองดวงพักตร์ที่เรียบเฉย
“เอ่อ...หากหม่อมฉันยุ่มย่ามเกินไปก็ขออภัยเพคะ”
“ข้าไม่นึกตำหนิเ้าเพียงแต่กำลังใช้ความคิด”
ฉวนลี่ถิงมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันใดนางไม่้าแค่ทอผ้าย้อมผ้าเพื่ออวดฝีมือ เมื่อมีชิ้นงานเกิดขึ้นจึงอยากแปรเป็รายได้ การเลี้ยงนางกับหลานอีกสองปากแบบกินดีอยู่ดีนั้นเพิ่มค่าใช้จ่ายให้พระองค์มากโขเพราะอยากรู้ความเป็อยู่ของคนในตำหนัก นางจึงถามกับท่านน้าหลิน ผู้าุโบอกว่าถึงเป็เชื้อพระวงศ์แต่ก็มีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ได้รับพระราชทานมาและต้องบริหารให้ดีคนที่ดูแลส่วนนี้ก็คือเจิ้งกงกง
“ผลงานของพวกนางกำนัลหากอยากจะขายก็ขายไป แต่ของเ้า ข้ามีวิธีจัดการที่ดีกว่านั้นงานฝีมือระดับเ้านั้น สมควรมอบเป็ของกำนัลได้”
“พระองค์กล่าวเกินจริงอีกคนแล้ว”ถูกคนอื่นชมว่ารู้สึกดีแล้ว ครั้นทรงชมนางทีไร ใบหน้ากลับแดงซ่านความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจไยไม่รู้ทำไมต้องเกิดขึ้นเป็สองเท่าด้วย
“เ้าเองมิใช่หรือที่เคยคุยว่าทำการค้ากำไรดีผ้าจากบ้านเ้าเลื่องชื่อเป็ที่้าของร้านรับซื้อ”
“แล้วพระองค์ก็เชื่อที่หม่อมฉันคุยอวดรึ”ใครเลยจะกล้าอวดอ้างว่าเด่นดี ในเมื่อที่นี่คือเมืองหลวงจริงอยู่ผ้าจากโรงย้อมสกุลฉวนพวกนางมีชื่อเสียง แต่มันก็แค่วงแคบๆดอกผีเสื้อริมทางหรือจะกล้าอวดอ้างความงามเทียบดอกหมู่ตานของเมืองหลวง
“ข้าไม่เชื่อ”
นั่นปะไร“แล้วพระองค์ยังจะเอาชื่อเสียงของตัวเองไปเสี่ยงอย่าลืมสิเพคะ ว่าตอนนี้หม่อมฉันเป็คนในตำหนัก ทำอะไร ขยับอะไร ล้วนต้องมีผลเกี่ยวโยงถึงพระองค์ด้วย”
“เพราะอยากพิสูจน์ข้าจึงส่งคนไปสืบเื่นี้ ทั่วทั้งเมืองซานเทียนล้วนเคยใช้ผ้าจากบ้านเ้าห้าเมืองข้างเคียงก็ด้วย หลายเสียงยังว่าหากสุขภาพบิดาเ้าดี หรือสกุลฉวนมีลูกชายการค้าต่างเมืองจะยิ่งรุ่งเรืองกว่านี้”
ฉวนลี่ถิงพยักหน้านางอยากให้กิจการเจริญรุ่งเรืองจริงๆ นั่นแหละ
“หากหม่อมฉันเกิดเป็ชายก็คงดีกว่านี้”
พูดแล้วก็ปล่อยใจจมอยู่กับความคิดคำนึงหลายต่อหลายครั้งที่นางนึกอยากให้ตัวเองเป็ชายจะได้ทำเพื่อครอบครัวให้มากกว่าที่เป็อยู่
“ไม่ดีหรอก” เสวี่ยอ๋องตรัสเสียงเบา หากนางเป็ชายพระองค์ก็อาจจะไม่ได้พบหรือมีความรู้สึกพิเศษให้นางดังเช่นตอนนี้ก็เป็ได้
“พระองค์ว่าอย่างไรนะ”
เสวี่ยอ๋องส่ายพระพักตร์ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าทรงรู้สึกเช่นไรกับหญิงสาว
“ข้ามีความคิดหนึ่งอยากขอความร่วมมือจากเ้าในเมื่อมีเส้นไหม มีอุปกรณ์พร้อม ข้าอยากให้เ้าทอผ้าเพื่อมอบให้พระมเหสีสักผืน”
“พระมเหสีจะทรงอยากได้ผ้าจากฝีมือชาวบ้านอย่างหม่อมฉันไปทำไม”แม้จะเป็แค่ผ้าเช็ดโต๊ะ นางก็ไม่อาจเอื้อมคิดไกลถึงเพียงนั้น
“อย่าลืมสิว่าตอนนี้เ้าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแค่ทำให้สุดฝีมือ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“จะดีหรือเพคะ” คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
“หากเสวี่ยอ๋องบอกว่าดีแล้วมีใครกล้าขัดว่าไม่ดี”
ก็หม่อมฉันนี่อย่างไร...แววตาซุกซนของนางบอกพระองค์อย่างนี้เ้าของดวงเนตรคมหรี่ลงเล็กน้อย ทรงขยับเข้าใกล้หญิงสาว
“ดีเพคะ ดี” ฉวนลี่ถิงรีบบอกว่าดี ก่อนนางจะต้องถอยจนหลังติดผนัง “รับรองหม่อมฉันจะทอออกมาให้ประณีตที่สุดไม่ให้เสียชื่อคนตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์แน่นอนเพคะ”
คนตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์...ทรงชอบประโยคนี้ของนางยิ่งนักและอยากได้ยินนางพูดบ่อยๆ อีกด้วย
ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน นับจากครั้งแรกที่องค์ชายน้อยเข้าวังมีหมายกำหนดการส่งถึงฉวนลี่ถิงนับจากนี้ไปหญิงสาวต้องพาองค์ชายเข้าเฝ้าจักรพรรดิเสียเจิ้งทุกสิบห้าวันหรือตามแต่จะทรงมีราชโองการเรียกตัว
และการที่บุตรพบหน้าบิดาครั้งที่สองนี้ในมือฉวนลี่ถิงถือห่อผ้าทอ นี่คือของที่นางจะมอบแก่พระมเหสีตามคำแนะนำของเสวี่ยอ๋อง
ที่ศาลากลางอุทยานอาเฉินนั่งอยู่บนพระเพลาของพระบิดา เด็กน้อยกล่าวคำเรียก ‘เสด็จพ่อ’ แม้ยังได้ยินไม่ชัดเท่าไรแต่พระองค์ก็ทรงปลื้มปีติ แย้มพระสรวลแทบตลอดเวลา
“ข้าหวังจะได้ยินเ้าเรียกเสด็จพ่อเต็มคำในเร็ววัน”พระดัชนีเขี่ยยังแก้มโอรส “ดวงตาของเ้าเหมือนมารดาเห็นเ้าแล้ว ข้าก็ยิ่งคิดถึงนาง”
ฉวนลี่ถิงฟังแล้วลอบตำหนิในใจนี่ขนาดคิดถึงนะ ยังปล่อยพี่สาวนางสิ้นใจอย่างอ้างว้างเดียวดายอาจเป็เพราะสะสมความไม่ชอบในตัวสามีพี่สาวนานเกินสองปี แม้ใบหน้านางแย้มยิ้มทว่าในใจยังยากจะยอมรับอีกฝ่ายได้สนิทใจนัก
“ข้าฟังรายงานเื่เฉินเล่อมีความมั่นคงในการขีดเส้นด้วยพู่กันแล้วพอใจยิ่งที่พวกเ้าเข้มงวดกับเขาจนได้ผลดี”
“เฉินเล่อ[1]...”
“นี่คือชื่อของเขาเ้าเป็น้าเขา ฟังแล้วคิดว่าความหมายดีหรือไม่”
ฉวนลี่ถิงสบตากับเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เมื่อถูกถามความเห็นเสวี่ยอ๋องทรงพยักพักตร์ให้ นางจึงคลี่ยิ้มหวานละมุนต่อจากนี้ไปอาเฉินของนางคงจะมีความสุขได้เสียที
“ขอบพระทัยเพคะทรงพระกรุณาต่ออาเฉินยิ่งนัก”
“มิใช่ความกรุณาข้าเพียงทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อเขา...เพื่อเ้า” ตรัสพร้อมพิศดวงหน้ารูปไข่งดงามละมุนตาชุดสาวชาววังสีเหลืองอ่อนบนผิวขาวกระจ่างดั่งหยกใสสะท้อนแสงแทบกลืนเป็เนื้อเดียวกันทำให้รู้สึกคล้ายดั่งภาพวาดนาง์ที่แขวนไว้ในตำหนัก “เ้าดูเปลี่ยนไปมาก”
คนถูกชมเงยหน้าสบสายพระเนตรวาววับนวลแก้มเนียนเกิดความรู้สึกร้อนวูบกับแววเนตรแฝงความรู้สึกพึงพอใจดั่งบุรุษใช้มองหญิงสาวที่เขาชมชอบฉวนลี่ถิงจึงรีบก้มหน้าลง
[1] เล่อ แปลว่า ความสุข