หลี่จินฮวาเบะปากกล่าว“ฉันเป็นแค่ผู้หญิงคนเดียวจะไปมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปฆ่าหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นคะ?ในเมื่อเซียวหยวนหมิงฆ่าหมูป่าตัวนี้ได้นั่นก็หมายความว่ามันเป็นของส่วนรวมก็ต้องแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม!”
“ตัวเองไร้ความสามารถแล้วยังจะมาโวยวายอะไรที่นี่อีกเซียวหยวนหมิงเขาสู้กับหมูป่าจนบาดเจ็บ แถมยังเป็นคนฆ่ามันได้เองเขาก็สมควรจะได้เนื้อมากกว่าเป็นธรรมดา” หลี่เกินเซิงโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์“พอแล้วๆ ไม่มีอะไรทำก็กลับบ้านไปซะ อย่ามาหาเรื่องที่นี่เลยนี่ก็มืดค่ำแล้ว รีบกลับบ้านไปทำอาหารเถอะ”
หลี่จินฮวาตั้งใจจะให้ลูกชายทั้งสองคนของเธอร้องไห้โวยวายแต่หลี่เกินเซิงกลับดุดันเกินไปแค่เหลือบตามามองก็ทำให้หลี่ต้าวั่งที่เตรียมจะอาละวาด ต้องหยุดชะงักทันที
“หลี่ต้าวั่ง! ถ้าแกกล้าส่งเสียงดังฉันจะโยนแกไปให้เสือกินที่เขาหลังหมู่บ้าน!”
หลี่ต้าวั่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่กล้าโวยวายเข้าไปใหญ่ด้วยสติปัญญาที่ไม่ต่างจากเด็กเล็ก ดวงตาของเขาก็แดงก่ำปากก็คว่ำลงเตรียมจะร้องไห้ “ลุงหัวหน้าครับผมไม่กล้าแล้วครับ ผมไม่เอาเนื้อแล้วครับ อย่าโยนผมเข้าไปในป่าเลยนะครับ…”
หลี่เกินเซิงหันไปมองหลี่เอ้อร์โก่ว“ส่วนแกก็อีกคน วันๆ ไม่ยอมทำงานเอาแต่ขี้เกียจหนีงานจะอายุยี่สิบแล้วยังหาเมียไม่ได้อีก ยังมีหน้ามาโวยวายอีกเหรอ? อยากกินเนื้อก็ขึ้นเขาไปล่าหมูป่าเอง ที่นี่ไม่มีแล้วเนื้อที่ควรแบ่งก็แบ่งไปหมดแล้ว”
หลี่เอ้อร์โก่วที่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็หมดกำลังใจไปโดยปริยาย
หลี่จินฮวาโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนสุดท้ายก็ได้แต่จำใจพาบุตรชายทั้งสองกลับบ้านไปราวกับไก่ชนที่พ่ายแพ้
ในขณะเดียวกันที่บ้านพักยุวชนเองก็ไม่สงบสุขเช่นกัน
เนื่องจากจำนวนยุวชนมีน้อยส่วนใหญ่เป็นโสด แต่ละคนจึงได้เนื้อหมูป่าไปคนละครึ่งชั่งเท่านั้น
จ้าวอวี้เฟินที่ได้รับเนื้อก็ค่อนข้างมีความสุขแม้จะไม่มาก แต่ก็ถือว่าได้กินเนื้อแล้ว
ฮั่วเจี้ยนจงที่ได้รับเนื้อเช่นกันก็อารมณ์ดีเขามักจะไม่ได้ขาดเนื้อกินอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยได้ลิ้มรสหมูป่าเมื่อได้รับมาเขาก็รีบล้างหัวไชเท้าแล้วนำไปตุ๋นด้วยกันไม่นานนักกลิ่นหอมของเนื้อก็อบอวลไปทั่วทั้งลาน
แม้กระทั่งเยว่เผิงไห่และยุวชนหลินก็ยังนำเนื้อไปตุ๋นกินเช่นกันอากาศร้อนแบบนี้เนื้อเก็บไว้ได้ไม่นาน สู้กินเข้าไปให้หมดเสียก่อนดีกว่ามิฉะนั้นหากเนื้อบูดเสียก็จะไม่อร่อย
ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งกับการตุ๋นเนื้อโจวเม่ยก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “ทุกบ้านในกองผลิตได้เนื้อหมูไปตั้งหลายชั่งโดยเฉพาะบ้านของเซียวหยวนหมิงที่ได้ไปตั้งหลายสิบชั่ง!แต่พวกเรากลับได้แค่ครึ่งชั่ง! การแบ่งปันนี้มันไม่ยุติธรรมเลย!ถึงแม้พวกเราจะเป็นยุวชนที่ลงมาชนบท แต่เมื่อมาอยู่ที่กองผลิตฉางซิงแล้วเราก็เป็นคนของกองผลิตฉางซิง พวกเขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเป็นคนนอกชัดๆ!”
เยว่เผิงไห่ได้ยินดังนั้นก็เบะปากแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาตั้งใจตุ๋นเนื้อของตัวเองอย่างจดจ่อ ได้มากได้น้อยไม่สำคัญแค่มีกินก็พอแล้ว
ที่บ้านคนอื่นได้เนื้อเยอะก็เพราะมีสมาชิกในครอบครัวมากส่วนพวกเขามีแค่ปากเดียวก็ย่อมได้แค่ครึ่งชั่ง
ส่วนบ้านของเซียวหยวนหมิงหมูป่าเป็นเขาคนเดียวที่ฆ่าได้ การที่เขาได้เนื้อเยอะกว่าก็เป็นเรื่องปกติ
ฮั่วเจี้ยนจงก็ทำเป็นไม่ได้ยินเขานั่งยองๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านพักยุวชนแล้วสาละวนจัดการกับเนื้อของตัวเอง
จ้าวอวี้เฟินขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอไม่อยากยุ่งกับคนประเภทนี้
ยุวชนหลินมองดูเนื้อครึ่งชั่งในมือของตนเองแล้วรู้สึกว่ามันไม่พอที่จะกินให้อิ่มตอนนี้พอโจวเม่ยพูดขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเช่นกัน“หลี่เกินเซิงนี่มันลำเอียงจริงๆ!ไม่รู้ว่าไปรับสินบนอะไรจากเซียวหยวนหมิงมาหรือเปล่าถึงได้ให้เนื้อบ้านเขามากมายนัก?”
โจวเม่ยพยักหน้า“เป็นไปได้มาก! พวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ ไม่ได้ต้องไปหาหัวหน้ากองผลิตเพื่อขอคำอธิบาย!”
พูดจบเธอก็กำลังจะเดินออกไป
จ้าวอวี้เฟินทนฟังไม่ไหวจริงๆจึงพูดขึ้น “พวกเราไม่ได้ออกแรงอะไรเลยการที่ได้เนื้อหมูป่ามาครึ่งชั่งก็ถือว่าดีมากแล้วนี่มันเท่ากับได้เนื้อมาโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนะ!”
เธอได้ยินมาว่าเซียวหยวนหมิงได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงกับต้องไปเย็บหลายเข็มที่ตัวอำเภอ
หมูป่าที่ดุร้ายขนาดนั้นหากไม่ใช่เพราะเซียวหยวนหมิงที่แข็งแกร่งก็ไม่แน่ว่าเขาจะไม่ถูกหมูป่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส!
โจวเม่ยเยาะเย้ยอย่างประชดประชัน“แค่ได้เนื้อหมูป่าไปนิดหน่อยก็ซื้อเธอได้แล้ว เชอะ!น่าภูมิใจจริงๆ! ไม่กี่วันก่อนฉันยังเห็นเธอเอาใจซูเจียวเจียวอยู่เลยนี่ซูเจียวเจียวให้ผลประโยชน์อะไรกับเธอหรือเปล่าถึงได้พูดเข้าข้างบ้านหล่อนขนาดนี้”
สีหน้าของจ้าวอวี้เฟินเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนักแต่เธอก็สวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “เธอนี่มันคนเนรคุณได้ของมาเปล่าๆ แล้วยังจะมาบ่นว่าน้อยอีกคนเรานี่โลภมากเกินไปก็เหมือนงูที่อยากจะกลืนช้าง!”
โจวเม่ยโกรธจัดทันทีเธอชี้นิ้วไปที่จ้าวอวี้เฟินแล้วด่าทอ “ยุวชนจ้าวเธอคิดว่าตัวเองเป็นคนดีนักเหรอ? เมื่อก่อนเธอก็เคยนินทาว่าร้ายซูเจียวเจียวลับหลังไม่ใช่น้อยแล้วทำไมตอนนี้มาทำตัวเป็นคนดีล่ะ?”
สีหน้าของจ้าวอวี้เฟินแดงก่ำสลับกับซีดขาวเธอเป็นยุวชนที่มาตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าซูเจียวเจียวเธอมาก่อนสองปีและปรับตัวได้เร็วกว่า ตอนนั้นซูเจียวเจียวเพิ่งมาใหม่ๆดูบอบบางไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่ไปออดอ้อนหนุ่มโสดในกองผลิตให้ช่วยทำงานตอนนั้นเธอทนแล้วเห็นไม่ได้จึงแอบนินทาไปบ้าง
แต่ตอนนี้เธอเห็นว่าหลังจากซูเจียวเจียวแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงแล้ว เธอก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไม่ได้เที่ยวโปรยเสน่ห์ให้ชายใดอีกแล้วตั้งใจใช้ชีวิตอยู่กับเซียวหยวนหมิงอย่างจริงจังเธอจึงปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อซูเจียวเจียวเสียใหม่
“หน้าไหว้หลังหลอกชัดๆ ฮึ่ม!” โจวเม่ยส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธจัด“เธอคิดว่าตอนนี้เอาใจซูเจียวเจียวแล้วหล่อนจะแบ่งเนื้อให้เธอมากขึ้นงั้นเหรอ? ฮ่าๆๆ ...”
“พอได้แล้ว ทั้งคู่นั่นแหละ!”
เสียงตะคอกดังขึ้น
ผู้ที่พูดคือหัวหน้ายุวชนประจำบ้านพักยุวชนเขามีชื่อว่าเว่ยหงปิง เขาอยู่ที่นี่มาห้าปีและถือว่าอยู่มานานที่สุดเขามีนิสัยซื่อตรงและเป็นผู้ใหญ่ เรื่องเล็กน้อยหรือข้อขัดแย้งระหว่างยุวชนด้วยกันเขาจะเป็นคนจัดการ หากจัดการไม่ได้ก็ค่อยให้หัวหน้ากองผลิตและเลขาธิการเข้ามาจัดการ
เว่ยหงปิงอายุยี่สิบหกปีใบหน้าของเขาดุดันและหยาบกร้าน คิ้วหนาทึบดูน่าเกรงขาม
“โจวเม่ย ปกติเธอก็ชอบทำเสียงดังเอะอะที่สุดแล้ว!” เว่ยหงปิงมองโจวเม่ยแล้วพูดว่า “หากเธอเห็นว่าเนื้อน้อยเกินไปก็แบ่งให้คนอื่นไปสิ ได้กินเนื้อโดยไม่ต้องเสียอะไร แล้วยังจะบ่นอะไรนักหนา!”
แม้กระทั่งฮั่วเจี้ยนจงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ยังเอ่ยปาก“ฉันจำได้ว่าวันนี้เซียวหยวนหมิงช่วยเธอไว้ใช่ไหม? เขาทั้งช่วยเธอไว้ แถมยังแบ่งเนื้อให้ด้วย เธอยังจะโวยวายอีกดูเหมือนว่าเธอนั่นแหละที่เป็นคนเนรคุณ”
ตึง!
ดวงตาของโจวเม่ยแดงก่ำทันที
ที่จ้าวอวี้เฟินตอบโต้กลับหรือที่เว่ยหงปิงด่าทอ เธอก็ไม่เสียใจนัก
แต่ตอนนี้แม้กระทั่งฮั่วเจี้ยนจงก็ยังพูดแบบนั้นแถมยังหาว่าเธอเป็นคนเนรคุณ โจวเม่ยหลุบตาลง น้ำตาไหลพรากทันทีดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
ฮั่วเจี้ยนจงกระตุกมุมปากอย่างจนใจเขาไม่สนใจเธอ แล้วก้มลงดูหัวไชเท้าตุ๋นหมูป่าของตัวเองต่อไป อืม...อีกสักครู่ก็น่าจะกินได้แล้ว
โจวเม่ยร้องไห้อยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอเลย เธอจึงกระทืบเท้าด้วยความโมโหแล้ววิ่งกลับห้องไปร้องไห้ด้วยความเสียใจ
เธอทำอะไรผิดไปกันแน่?
เธอก็แค่บ่นว่าเนื้อน้อยไปหน่อยก็มันน้อยจริงๆ นี่นา! แล้วยังไม่ให้คนพูดอีก!
ทำไมซูเจียวเจียวถึงได้เนื้อไปเยอะขนาดนั้น!
บอกว่าชดเชยให้เซียวหยวนหมิงด้วยขาหมูใหญ่และเลือดหมูหนึ่งหม้อใหญ่ สุดท้ายของพวกนั้นก็ต้องเข้าปากซูเจียวเจียวอยู่ดี!
จ้าวอวี้เฟินได้ยินเสียงร้องไห้ที่เล็ดลอดออกมาจากในห้องก็ส่ายหน้าอย่างจนใจเธอตัดสินใจว่าจะไม่สนใจคนประเภทนี้อีกแล้ว เธอตั้งใจทำอาหารของตัวเองให้เสร็จหลังจากทำงานมาทั้งวัน เธอก็แทบจะหิวตายแล้ว...