“อะไรกันมาช้าแล้วจะทำตัวออดอ้อนเพื่อขอลดโทษไม่ได้นะแม่ไม่หลงกลเ้าหรอก”น้ำเสียงของผู้เป็มารดายังคงอ่อนโยนเสมอทั้งๆ ที่ทำท่าดุแต่กลับไม่มีวี่แววของความโกรธเลยสักนิด
“ไม่ใช่สักหน่อยถิงถิงคิดถึงท่านแม่ต่างหากแต่ถ้าท่านแม่จะลงโทษถิงถิงก็ยอมรับแต่โดยดีจะไม่ดื้อกับท่านแม่เลยเ้าค่ะ”ใบหน้าน้อยเงยขึ้นมองด้วยความรู้สึกโหยหาไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ไม่ได้พบหน้าท่านแม่คงจะเป็ั้แ่ตอนแต่งงานออกไปกระมังสองปีนั้นนางได้กลับมาเยี่ยมบ้านแค่ครั้งเดียว
“เ้าเด็กคนนี้ปากหวานจริงเชียว เอาล่ะๆ แม่ไม่ลงโทษเ้าแล้วก็ได้นี่เป็เทียบเชิญของสกุลอวี้อีกสองวันจะเป็งานวันเกิดของฮูหยินเฒ่าแม่ก็เลยเรียกให้เ้ามาวัดตัวตัดชุดใหม่”หยวนฮูหยินยกมือขึ้นลูบหน้าผากบุตรสาวอย่างเอ็นดูนางจะกล้าลงโทษแม่หนูยอดดวงใจผู้นี้ได้อย่างไรเล่า
“สกุลอวี้?” หยวนโย่วถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พลันนึกขึ้นได้ว่างานเลี้ยงวันเกิดของสกุลอวี้เป็งานที่นางได้พบกับหลี่ซ่งอวิ้นครั้งแรกและอาจจะเป็ครั้งนี้ก็ได้ที่เขาคิดวางแผนกับนาง
“ท่านแม่ลูกต้องไปด้วยหรือเ้าคะวันนี้ลูกรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวอีกสองวันอาจจะไม่สบายก็ได้ท่านแม่ไม่เชื่อถามอาลี่ก็ได้ตอนลูกตื่นมาก็รู้สึกแปลกๆ แล้วเ้าค่ะ” นางไม่อยากไปเจอคนผู้นั้นหากว่าหลีกเลี่ยงได้ก็จะทำขอเพียงระมัดระวังตัวไม่ไปยุ่งเกี่ยวด้วยจึงจะดีที่สุด
“เป็อะไรไม่สบายตรงไหนตัวก็ไม่เห็นร้อนนี่ ช่างเถอะๆ ตัดไปก่อนก็ไม่เสียหายหากป่วยจริงๆแม่ก็ไม่บังคับให้เ้าไปหรอก” หยวนฮูหยินยื่นมือมาแตะใบหน้าและลำคอก็ไม่พบว่าตัวร้อนแต่เมื่อมองดูใบหน้าของบุตรสาวก็ได้แต่ใจอ่อนช่างเถอะอย่างไรสุขภาพของนางก็สำคัญกว่างานเลี้ยงนี้อยู่แล้วไม่ไปก็คงไม่เป็ไร
“เ้าค่ะ” ถึงอย่างไรวันนั้นนางต้องไม่สบายให้ได้
ความรู้สึกที่ต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นนางไม่อยากประสบอีกแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอ
วันนี้ท่านพ่อไม่อยู่จวนดังนั้นนางจึงอยู่รับมื้อเช้าและพูดคุยกับมารดาอีกสักพักก็ขอตัวกลับ
“อาลี่ อีกกี่วันกว่าอาชิวจะรวมรวบข้อมูลเกี่ยวกับคุณชายเข่อให้ได้”หยวนโย่วถิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งยาวในมือก็ถือพัดวีเบาๆ
“บ่าวก็ไม่แน่ใจเ้าค่ะว่าแต่คุณหนูจะอยากรู้ไปทำไมเ้าคะ?คนผู้นั้นมิใช่เป็คนน่ากลัวหรอกหรือบ่าวเห็นคุณหนูหลายคนยามที่พบเขาต่างก็หลีกหนีให้ห่างไม่เห็นว่าจะมีคุณหนูคนไหนกล้าเข้าไปพูดคุยด้วยสักคนกระทั่งคุณชายด้วยกันก็ยังไม่มีเลยนะเ้าคะ”อาลี่พิจมองใบหน้าของคุณหนูก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติยังเป็คุณหนูของนางคนเดิมแต่ทำไมถึงได้สนใจคนผู้นั้นมากขนาดนี้กัน
“อาลี่เ้าไม่เข้าใจคนผู้นั้นมีบุญคุณกับข้ามากเ้าอย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้อีก”คนน่ากลัวที่ไหนจะมีจิตใจดีถึงเพียงนั้นแม้ไม่ใช่เื่ของตนเองแต่ก็ยังอุตส่าห์ยื่นมือเข้ามาช่วยคนอื่นไม่รู้แต่นางรู้ดีที่สุดความซาบซึ้งใจไม่เคยจางหายไปเลย
อาลี่ได้แต่กะพริบตาปริบๆด้วยความงุนงงไม่เข้าใจว่าคุณหนูของนางไปติดหนี้บุญคุณคนผู้นั้นั้แ่ตอนไหนมิใช่ว่าเคยพบกันเพียงแค่ครั้งเดียวหรอกหรืออีกทั้งยังเป็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น
“คุณหนูขอรับ”เสียงบุรุษทุ้มต่ำดังขึ้นที่หน้าประตูเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็องครักษ์นามว่า อาชิว
“เข้ามาสิ”
“นี่ขอรับสิ่งที่คุณหนู้า” อาชิวยื่นม้วนกระดาษมาเบื้องหน้า
“คืออะไรเหรอ?”
“ข้อมูลของคุณชายเข่อขอรับ”
“เหตุใดจึงได้มาเร็วขนาดนี้มิใช่ว่าต้องรอสองสามวันหรอกหรือ?”
“เอ่อ ข้อมูลของคุณชายเข่อมีน้อยมากสืบไม่นานก็หมดแล้วขอรับ”อาชิวตอบกลับ สีหน้าเผยความจนใจใครจะคิดว่าคุณชายผู้นั้นจะลึกลับขนาดนี้ข้อมูลส่วนใหญ่ก็เป็เพียงเื่ผิวเผินหาก้าละเลียดกว่านั้นคงต้องไปถามเอาจากคนในจวนสกุลเข่อแล้วแหละทว่าคนจวนนี้ก็หาตัวยากอีกเหมือนกัน
หยวนโย่วถิงรีบเปิดอ่านก็พบว่ามันมีน้อยมาจริงๆส่วนใหญ่ก็เป็ข้อมูลทั่วไปที่ใครๆก็รู้ทว่าสิ่งที่นางอยากรู้กลับไม่มีนี่สิหรือว่านางต้องหาทางไปพบเขาเอง
“เ้ารู้หรือไม่ว่าจวนสกุลเข่ออยู่ที่ไหน?”คงจะมีวิธีนี้วิธีเดียวจริงๆ แล้วแหละ
“ทราบขอรับ คุณหนูจะให้บ่าวไปเฝ้าที่หน้าจวนหรือขอรับ?”
“ไม่ใช่แค่เ้าแต่ข้าก็จะไปด้วย”
“ไม่ได้เด็ดขาดเ้าค่ะ/ขอรับ!!” สองบ่าวเอ่ยออกมาพร้อมกันทันทีสีหน้าตกตะลึงราวกับเห็นผี
“ข้าไม่ได้จะใส่ชุดนี้เสียหน่อยยืมชุดอาลี่ใส่ไปเช่นนี้ก็ไม่เป็ที่สนใจของใครแล้ว”จะพึ่งพาแต่อาชิวก็ไม่ได้อย่างน้อยก็ควรจะลองออกไปหาข้อมูลดูบ้างบางทีอาจจะโชคดีได้พบตัวเขาด้วย
“ไม่ได้นะเ้าคะอย่างไรก็ไม่ได้หากนายท่านกับฮูหยินรู้เข้าบ่าวสองคนต้องตายแน่ๆเลยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าจะอยู่แต่ในรถม้าไม่ออกไปไหนเท่านี้พอได้หรือไม่?”เห็นสีหน้าซีดเผือดของคนทั้งสองหยวนโย่วถิงก็รู้สึกสงสารหากอยู่แต่ในรถม้าแล้วลอบมองจากด้านในก็คงจะพอทำได้อยู่กระมัง
“แต่ว่า...” อาลี่ยังลังเลทว่าหยวนโย่วถิงกลับพูดขึ้นอีกว่า
“พวกเ้าสองคนจะไม่ช่วยข้าจริงๆ เหรอทั้งๆที่ข้าเห็นพวกเ้าเป็สหายอยู่ด้วยกันมาก็ตั้งหลายปีหรือเป็ข้าเพียงผู้เดียวที่มอบความจริงใจให้กับพวกเ้า”
“ไม่ใช่นะขอรับ เฮ้อ เอาเช่นนั้นก็ได้ประเดี๋ยวบ่าวจะไปจ้างรถม้ามารอไว้”อาชิวได้แต่จนใจส่งสายตายให้อาลี่เป็เชิงบอกให้ทำตามที่คุณหนูสั่ง
“เยี่ยมไปเลย อาลี่พวกเรามาเตรียมตัวกันเถอะ” เมื่อตกลงกันได้แล้วหยวนโย่วถิงก็ลากอาลี่ไปเปลี่ยนชุดทันทีส่วนอาชิวก็ลอบออกไปด้านนอกเพื่อไปเตรียมรถม้า
เมื่อเปลี่ยนเป็ชุดสาวใช้เรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็พากันเดินมาท้ายจวนระหว่างทางก็หลบๆซ่อนๆ เหล่าสาวใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมา ตรงกำแพงท้ายจวนมีช่องรูอยู่พวกนางรู้กันเมื่อปีก่อนทั้งยังเคยแอบออกไปข้างนอกตั้งสองสามครั้ง
พอออกมาได้ก็พบกับรถม้าที่อาชิวไปเตรียมไว้ทั้งหมดจึงได้ขึ้นรถม้าอาชิวและอาลี่ต่างก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
อาชิวนั่งอยู่ข้างสารถีคอยบอกทาง
ไม่นานรถม้าก็วิ่งมาถึงหน้าจวนหลังหนึ่งอาชิวให้สารถีจอดอยู่ในซอกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับประตูจวนเพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกต
“คุณหนู เอ่อ อาถิงถึงแล้ว”ก่อนจะออกมาหยวนโย่วถิงได้สั่งกับทั้งสองคนไว้แล้วว่าไม่ให้เรียกคุณหนูแต่ให้เรียกว่าอาถิงแทนเช่นนี้คนอื่นที่ได้ยินจะได้ไม่เกิดความสงสัยเพราะนางอยู่ในชุดสาวใช้จะให้เรียกคุณหนูๆได้อย่างไร
“อ้อ ข้ารู้แล้ว” หยวนโย่วถิงค่อยๆยกม่านขึ้นเห็นประตูจวนมีแผ่นป้ายใหญ่สลักอักษรติดไว้้าว่า ‘จวนสกุลเข่อ’
นี่หรือคือที่อาศัยของผู้มีพระคุณดูใหญ่โตมิใช่น้อยสีหน้าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าดูเหมือนจะไม่เป็มิตรสักเท่าไรหากเดินดุ่มๆไปถามคงถูกไล่ตะเพิดออกมาแน่
โชคดีที่รอไม่นานประตูจวนก็ค่อยๆ เปิดรถม้าคันหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านในที่ด้านข้างมีสัญลักษณ์ของสกุลเข่อด้วยไม่รอช้าหยวนโย่วถิงก็สั่งให้สารถีตามรถม้าคันนั้นไป
ตามมาได้ไม่นานก็พบว่ารถม้าหยุดอยู่ที่หน้าร้านแห่งหนึ่งด้านในเปิดเป็ร้านขายหนังสือชายหนุ่มผู้หนึ่งลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปด้านในหยวนโย่วถิงเห็นไม่ชัดก็เลยไม่แน่ใจว่าจะให้คุณชายเข่อหรือไม่
“ข้าจะเข้าไปซื้อหนังสือด้วย” ไหนๆ ก็ออกมาแล้วทั้งยังเจอตัวคนด้วยหากไม่ตามไปก็ถือว่าเสียโชคดีของวันนี้แล้ว
“คะ... อาถิงไม่ได้นะไหนเ้าบอกว่าจะไม่ลงจากรถม้าอย่างไรเล่า”อาลี่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจจนเกือบจะหลุดเรียกคุณหนูแต่ก็ยังเปลี่ยนคำได้ทัน
“คนผู้นั้นอาจจะเป็คนที่ข้ากำลังตามหาอยู่ก็ได้หากไม่ลงไปดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรไม่เป็ไรพวกเราเพียงแค่อยู่ห่างๆ เท่านั้น” แค่ดูอยู่ห่างๆ คงไม่เป็ไรหรอก
อาลี่ได้แต่จำใจรับคำสั่งแล้วประคองหยวนโย่วถิงเดินเข้าร้านหนังสือส่วนอาชิวก็อยู่เฝ้ารถม้าเมื่อเข้ามาด้านในร้านแล้วก็เริ่มกวาดสายตาหาคนผู้นั้นทันทีกระทั่งพบเข้ากับเป้าหมายที่กำลังยืนเลือกหนังสืออยู่ไม่ไกล
เพียงเห็นด้านข้างจู่ๆ หัวใจของหยวนโย่วถิงก็เต้นผิดจังหวะคล้ายกับมันเต้นเร็วขึ้นอย่างไรก็ไม่รู้หรือว่าจะเป็เพราะตื่นเต้นที่ได้พบกับผู้มีพระคุณ
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้คือเข่อเทียนเล่ออายุราวๆ ยี่สิบปี เขาสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งจากข้อมูลที่อาชิวหามาให้นั้นบอกว่าเมื่อตอนเขายังเด็กถูกลอบทำร้ายด้วยพิษชนิดหนึ่งทำให้เกิดแผลบนใบหน้าทว่าพิษนั้นรักษาหายแล้วแต่กลับทิ้งร่องรอยของแผลเป็ไว้
เื่นี้จะเป็เื่จริงหรือไม่ย่อมมีคนพิสูจน์มาแล้วครั้งหนึ่งมีคนไม่เชื่อว่าใบหน้าของเข่อเทียนเล่อมีแผลเป็จึงได้กระชากหน้ากากของเขาออกแล้วก็พบว่าใบหน้าของชายหนุ่มนั้นมีแผลเป็น่าเกลียดอยู่จริงๆ
แต่คนผู้นั้นกลับถูกเข่อเทียนเล่อซัดกระเด็นจนต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่หลายเดือนนับั้แ่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาอีกทั้งหวาดกลัวว่าจะถูกเขาทำร้ายและนึกรังเกียจแผลเป็นั้นด้วย
“แม่นางสองคน้าหนังสือแบบใดขอรับ?” เถ้าแก่ร้านเห็นพวกนางสองคนเดินเข้ามาก็รีบสอบถาม