19:00 เมืองเรนเดียร์ ระยะเวลาออนไลน์ 23 วัน
เมืองเรนเดียร์ในยามค่ำคืนยังคงสว่างไสวเช่นเคย โคลนใช้เวลาเดินทางทั้งวันเพื่อกลับมาส่งภารกิจที่เมือง แต่เมื่อเข้าไปในอาคารนักผจญภัยหน้าใหม่ NPC ต้อนรับกลับบอกว่าเขาต้องไปส่งมีดสั้นให้แก่เจ้าชายในเขตชั้นในของปราสาทด้วยตนเอง
โคลนจึงเดินทางไปยังที่ตั้งของปราสาท ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลานกว้างกลางเมืองทันที ปราสาทเรนเดียร์ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้กับแม่น้ำที่ไหลมาจากยอดเขาสูง เขตปราสาทแบ่งออกเป็นสามชั้น ได้แก่
เขตชั้นนอก คือที่ทำการของเหล่าทหารหลวง และบริวาร
เขตชั้นกลาง คือที่พักอาศัยของเหล่าชนชั้นขุนนาง
เขตชั้นใน คือที่ตั้งของปราสาทขนาดใหญ่และยังเป็นที่พำนักของเหล่าราชวงศ์เรนเดียร์
โคลนยื่นหนังสือแนะนำของอาคารนักผจญภัยหน้าใหม่ให้แก่ทหารยามผู้เฝ้าประตูเขตชั้นนอก ทหารยามเหล่านั้นจึงยอมเปิดทางให้เขาผ่านเข้าไปได้ การเดินทางจากเขตชั้นนอกของปราสาทไปยังเขตชั้นกลางต้องใช้เวลาถึงสิบห้านาที
โคลนต้องเร่งความเร็วในการเดิน เนื่องจากยามที่เฝ้าเขตชั้นนอกบอกมาว่า ปราสาทจะถูกปิดไม่ให้เข้า-ออกหลังเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่สามสิบนาทีเท่านั้น
ชายหนุ่มเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็มาถึงเขตชั้นใน โคลนแจ้งความประสงค์ว่าจะมาส่งมีดสั้นให้กับเจ้าชาย ยามจึงเดินนำโคลนไปยังห้องโถงในปราสาท โคลนยืนรออยู่พักหนึ่งก็มีหญิงรับใช้เดินมาเรียกให้เขาเข้าไปข้างใน
ดูเหมือนว่าภายในห้องโถงแห่งนี้กำลังมีงานแสดงดนตรีเล็ก ๆ กันอยู่ ตรงกลางด้านในสุดของห้องโถงมีชายชราผมสีขาวที่สวมมงกุฎสีทอง กำลังนั่งชมการแสดงพร้อมกับจิบไวน์บนโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี ด้านซ้ายของชายชรามีบุรุษสามคนถือขนมปังและผลไม้พลางชมการแสดงอย่างออกรสออกชาติ ด้านขวาของชายชรามีหญิงสาวอายุประมาณสิบแปดปีเป็นน้องเล็กสุด เธอมีผมสีทอง หน้าตาผิวพรรณสะสวยสมกับเป็นเจ้าหญิง กำลังนั่งเขี่ยอาหารไปมาด้วยความเบื่อหน่าย
“โอ้ เจ้าหรือคือคนที่อาสานำมีดของดูต่างหน้าของมารดาข้ากลับมา” เจ้าชายที่สามแห่งเรนเดียร์ลุกขึ้นพลางสืบเท้าเข้าหาโคลนอย่างรวดเร็ว
“เป็นเขาผู้นี้แน่นอน เจ้าชาย...” หญิงรับใช้พูด
เป็นเวลานี้เองที่เสียงดนตรีเงียบลง ทุกคนในห้องจึงต่างมองมาที่โคลนเป็นสายตาเดียว โคลนรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อทุกคนเอาแต่จ้องมองมาที่เขา
เจ้าชายที่สามมองสำรวจโคลนชั่วครู่จากนั้นจึงกล่าวออกมา “นักผจญภัยท่านมีนามว่าอะไร”
“ข้าชื่อโคลน” เขาตอบแบบประหยัดคำพูด
“โอ้!!...ทะท่านคือ ท่านโคลนผู้ปลดปล่อย ใช่หรือไม่” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากคณะนักดนตรีกลางห้อง
โคลนงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่าชายคนนี้รู้จักเขาได้อย่างไร แต่ก็ยังตอบคำถามของชายผู้นั้นอย่างตรงไปตรงมา “เป็นข้าเอง”
เป็นเวลานี้เองที่เกิดเสียงฮือฮาในหมู่นักดนตรี เจ้าชายที่สามแห่งเรนเดียร์อายุยังน้อยและรักสนุก เป็นธรรมดาที่จะมีความสนใจในเรื่องซุบซิบของพวกชาวบ้าน จึงเอ่ยถามนักดนตรีออกมาว่า “เกิดอะไรขึ้น บอกข้า...อะไรคือโคลน ผู้ปลดปล่อย”
“เรียนเจ้าชาย ก่อนที่พวกเราจะเดินทางมายังเมืองเรนเดียร์แห่งนี้ พวกเราตระเวนแสดงดนตรีไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เจ้าชายท่านรู้หรือไม่!! ในทุก ๆ หมู่บ้านที่พวกเราไป พวกเรามักจะพบเจออะไรอยู่เป็นประจำ”
“เจออะไร เล่ามาเร็วเข้า!” เจ้าชายที่สามพูดด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น
“นักกวี! พวกเราเจอนักกวีอยู่เป็นประจำ... อย่างที่ท่านรู้นักกวีพวกนี้จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผู้คนได้ฟัง และเจ้าชายท่านรู้หรือไม่ เรื่องเล่าที่นักกวีทุกหมู่บ้านเล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวของคนคนหนึ่ง! ท่านลองทายสิว่าเป็นเรื่องของใคร” นักดนตรีพูด
“แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องราวความกล้าหาญของมารดาข้า!” เจ้าชายที่สามตอบอย่างมั่นใจ
“ท่านผิดแล้วเจ้าชาย ถึงแม้เรื่องราวความกล้าหาญของราชินีจะถูกเล่าต่อกันไปทั่วก็จริง แต่ตอนนี้ได้มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นแล้ว”
“หา...ว่าไงนะ แล้วเป็นเรื่องของใครกัน” เจ้าชายที่สามพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เป็นเรื่องของเขา โคลน...ผู้ปลดปล่อย!” นักดนตรีชี้มาที่ชายในชุดผ้าคลุมสีดำที่กำลังเกาหัวแกรก ๆ อยู่
“เป็นเขา? แล้วนักกวีพวกนั้นเล่าเรื่องอะไร” เจ้าชายที่สามถามย้ำ
“หึหึ ท่านต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ถึงวีรกรรมที่เขาทำไว้” นักดนตรีเปลี่ยนไปสวมวิญญาณนักกวี เขาชูไม้ชูมือเตรียมตัวเล่าอย่างจริงจัง “วันหนึ่งมีกลุ่มโจรกว่าพันคนบุกเข้าทำลายหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านผู้ชายทั้งหมดถูกจับไว้ใช้เป็นแรงงาน ส่วนชาวบ้านผู้หญิงบ้างก็ถูกจับไว้เป็นตัวประกัน บ้างก็ถูกทรมานและข่มขืน เมื่อเวลาผ่านไป...ท่านผู้ปลดปล่อยเดินทางผ่านหมู่บ้านมาพบเห็นเข้า จึงเข้าต่อสู้และสังหารพวกโจรทั้งหนึ่งพันคนด้วยตัวคนเดียว และที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่เขาต่อสู้ เขาใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น”
“ว่าไงนะ! สังหารพันคนด้วยมือข้างเดียว!” เจ้าชายที่สามร้องตะโกนออกมาอย่าตกใจ
“เจ้าชายท่านอย่าเพิ่งตกใจไป ท่านก็รู้...พวกนักกวีน่ะชอบเล่าเรื่องราวเกินจริง ข้าที่เห็นอย่างนั้นจึงเข้าไปถามเรื่องราวที่แท้จริงจากพวกชาวบ้านแถวนั้น”
“นั่นสิ ๆ แล้วพวกชาวบ้านเล่าว่ายังไง” เจ้าชายถามเสร็จก็เอียงหูตั้งใจฟังเต็มที่
“พวกชาวบ้านเล่าว่า มีการช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านจริง แต่จำนวนนั้นไม่ถูกต้อง” นักดนตรีพูด
“นั่นปะไร ข้าว่าแล้ว” ชายชราที่สวมมงกุฎตบเข่าฉาดพลางพูดขึ้น เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ทุกคนในห้องโถงกำลังสนใจกับสิ่งนักดนตรีกำลังเล่า
โคลนที่ได้ยินเรื่องเล่าของนักดนตรี ก็พอจะเดาได้แล้วว่าชายคนนี้กำลังพูดถึงเรื่องที่เขาได้ช่วยเหลือเฮนรี่และคนในหมู่บ้านเอาไว้ ซึ่งจำนวนที่แท้จริงมีเพียงแค่สิบสี่คนเท่านั้น
“แล้วจำนวนที่ถูกต้องนั้นเท่าไหร่” เจ้าชายที่สามถาม
“พวกชาวบ้านบอกว่า จำนวนที่แท้จริงคือห้าพันคน!!” นักดนตรีพูด
“ว่าไงนะ ห้าพันคนนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ” ชายชราสวมมงกุฎนั่งไม่ติดพื้นทันที
“ท่านราชาก็คิดเช่นนั้นใช่หรือไม่ ข้าเองก็คิดว่าจำนวนห้าพันคนนี้ออกจะเกินไปหน่อย ข้าเลยไม่สนใจชาวบ้านพวกนี้ ไปถามเรื่องราวที่แท้จริงกับหัวหน้าหมู่บ้านคนหนึ่งดู”
“แล้วหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นพูดว่าอย่างไร” ชายชราเร่งรัดเอาคำตอบ
“หัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นพูดว่า ห้าพันคนนั้นไม่ถูกต้อง จำนวนจริง ๆ มีเพียงแค่สิบเท่านั้น”
“ว่าไงนะ เพียงแค่สิบเองหรือ” ชายชราไม่เชื่อว่าเรื่องราวแสนธรรมดาของการกำจัดโจรเพียงแค่สิบคนจะมาแทนที่เรื่องเล่าของราชินีของเขาได้ จึงหันไปถามโคลนแทน
“ถูกต้องมีเพียงสิบเท่านั้นท่านราชา” โคลนตอบยิ้ม ๆ จะสิบคนหรือสิบสี่คนก็ไม่ได้ต่างกัน หากเขาแย้งคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้น และบอกว่าความจริงมีสิบสี่คน มากกว่าที่เขาพูดเพียงแค่สี่คน ก็จะดูเป็นการโอ้อวดในเรื่องที่ไร้สาระเกินไป
“เพียงแค่สิบคน? ข้าไม่เห็นว่าเรื่องเล่าการสังหารคนเพียงแค่สิบคน จะสามารถแทนที่วีรกรรมของมารดาข้าได้เลย” เจ้าชายอดสงสัยไม่ได้จึงได้แต่ถามขึ้น
“ผิดแล้วเจ้าชาย ไม่ใช่สิบคน แต่เป็นสิบตัว! ที่จริงแล้วสิ่งที่บุกหมู่บ้านแห่งนั้นไม่ใช่โจรหนึ่งพันคน หรือว่าโจรห้าพันคน แต่เป็นเผ่ามังกรที่หายากตั้งสิบตัว!! เขาสังหารมังกรทั้งสิบตัวด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียว”
“พรวดดด” โคลนที่ได้ยินดังนั้นจึงสำลักน้ำลายทันที เขารู้สึกมึนงงว่าเคยไปสังหารมังกรสิบตัวตั้งแต่ตอนไหน แค่มังกรสักตัวเดียวเขาก็ยังไม่เคยพบเจอมาก่อนด้วยซ้ำ
“ว่าไงนะ สังหารมังกรทั้งสิบตัวด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียวงั้นหรือ สมแล้วที่เรื่องเล่าของท่านแม่ถูกแทนที่ด้วยวีรกรรมของท่าน โอ้...ท่านผู้ปลดปล่อย เพียงแค่การมองแวบเดียวของข้า ข้าก็รู้แล้วว่าท่านช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ” เจ้าชายที่สามพูดเสร็จก็หันหน้าไปทางบิดาของตน “ท่านพ่อ ท่านสมควรมอบทองจำนวนหนึ่งหมื่นโกลด์ ต่อจำนวนมังกรที่เขาสังหารไป เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความกล้าหาญของเขาด้วย”
‘นี่มันเรื่องเล่าเหลวไหลบ้าบออะไรกัน ฉันไม่เคยสังหารมังกรสักหน่อย ไม่ได้การล่ะ! เรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่ ฉันต้องบอกความจริงกับทุกคนจะได้ไม่เกิดการเผยแพร่ส่งต่อความเข้าใจผิดเหล่านี้อีกต่อไป’
สำหรับโคลนแล้ว เงินนั้นสำคัญต่อการเอาตัวรอดในโลกนี้มากก็จริง แต่เขาจะไม่ยอมรับเงินที่ได้มาด้วยความไม่สุจริตเด็ดขาด เงินเพียงแค่แสนเดียวหากเขาออกล่ามอนสเตอร์หรือทำภารกิจต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าวันหนึ่งต้องได้มันมาครอบครองอยู่แล้ว
เขาไม่ใช่คนที่จะยอมขายวิญญาณให้แก่ซาตานเพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงแค่นี้ หลักการนั้นสำคัญกว่าวัตถุนอกกายอย่างเงินหลายเท่านัก หากมนุษย์ละทิ้งซึ่งหลักการก็ไม่ต่างอะไรกับเดรัจฉานที่เดินสี่ขา นี่คือสิ่งที่เขายึดถือ!
“โอ้ลูกพ่อเจ้าพูดเรื่องอะไร ถึงแม้ข้าจะไม่เคยเห็นมังกรมาก่อน แต่ข้าก็รู้ว่าเผ่าพันธุ์มังกรนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งมาก แต่ท่านผู้ปลดปล่อยกลับสังหารพวกมันได้ถึงสิบตัว การจะตบรางวัลให้เพียงแค่ตัวละหนึ่งหมื่นนั้นถือเป็นการไม่ให้เกียรติต่อท่านผู้ปลดปล่อยอย่างยิ่ง” ราชาแห่งเรนเดียร์พูดเสร็จก็หันหน้าไปหาโคลนพลางกล่าวต่อ “เอาอย่างนี้เป็นไง ข้าจะมอบให้ท่านตัวละห้าหมื่นโกลด์ รวมกันทั้งหมดเป็นห้าแสนโกลด์!!!”
โคลนที่ได้ยินตัวเลขนั้นก็ตกใจตัวแข็งค้าง แต่พริบตาต่อมาก็เคาะหัวตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะมองไปที่ราชาพลางส่ายหัวไปมา
“จิ๊ ๆ ท่านราชา... ข้านั้นทราบซึ้งใจต่อความหวังดีของท่านมาก ข้ามาคิด ๆ ดูแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตลอดระยะเวลาที่ข้าอาศัยอยู่ในเมืองเรนเดียร์แห่งนี้ ถึงได้ยินแต่คำชื่นชมสรรเสริญเยินย่อของประชาชนที่มีให้แก่ท่าน เป็นเพราะท่านมีความเมตตาและความเที่ยงตรงเช่นนี้นี่เอง แต่ข้าขอกล่าวตามตรง...ข้ามิได้สังหารมังกรสิบตัว” โคลนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขังเมื่อพูดถึงช่วงที่เขาไม่ได้สังหารมังกรทั้งสิบ
“เอ๋...เป็นเช่นนั้นเองหรือ” ราชาแห่งเรนเดียร์มีแววตาสับสน
เป็นเวลานี้เองที่โคลนอ้าปากพูดต่อด้วยความภาคภูมิใจ “แต่ข้าสังหารมันไปถึงยี่สิบตัวด้วยกัน!!”
‘เวรล่ะ ฉันก็พูดมันออกไปจนได้’ เขาไม่ได้ขายวิญญาณให้ซาตาน แต่เป็นคนยื่นเงินให้แก่เขาเอง
“ว่าไงนะ…ยี่สิบตัว!” เจ้าชายที่สามพูด
“นั่นปะไร ข้าว่าแล้วต้องไม่ใช่แค่สิบตัวเหมือนที่หัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นพูด” นักดนตรีตบเข่าตัวเองดังป๊าบ
“โอ้ ที่แท้ท่านกลับสังหารพวกมันไปถึงยี่สิบตัว” ราชาพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมปนตกตะลึง
“ถ้าอย่างนั้น เด็ก ๆ ไปนำเงินจำนวนหนึ่งล้านโกลด์มาที่นี่ ข้าจะมอบมันให้แก่ท่านผู้ปลดปล่อยด้วยมือตัวเอง” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยบารมี
“ยินดีกับผู้เล่น ฉายาโคลนผู้ปลดปล่อยของท่านเลื่อนระดับเป็นแรงค์ C” เสียงสังเคราะห์ดังขึ้น
‘หึหึ หนึ่งล้านโกลด์เหรอ นี่ฉันกำลังจะรวยแล้วสินะ’ โคลนกระโดดโลดเต้นอยู่ภายในใจ แต่สีหน้าภายนอกเขายังคงแสดงออกเรียบเฉยราวกับไม่ได้แยแสต่อเงินพวกนี้
“สมแล้วกับที่ท่านสามารถสังหารมังกรได้ถึงยี่สิบตัว เงินเล็กน้อยพวกนี้คงไม่ทำให้ท่านรู้สึกสิ่งใดได้เลย มา! ท่านผู้ปลดปล่อย เชิญมานั่งข้างข้าเพื่อทานอาหารและชมดนตรีระหว่างรอให้เด็ก ๆ ไปขนเงินมา” ราชาแห่งเรนเดียร์กล่าวเชื้อเชิญ
“ถ้าท่านราชาพูดถึงอย่างนั้น ข้าก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้”
โคลนพูดเสร็จก็ส่งมีดสั้นไปให้เจ้าชายที่สาม จากนั้นจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะว่าง ๆ ทางด้านขวาของราชา ใกล้ ๆ กับโต๊ะของเจ้าหญิงที่สี่ ก่อนที่ราชาจะสั่งให้กลุ่มนักดนตรีเริ่มการแสดงต่อ
“ส่งมอบมีดสั้นให้เจ้าชายเสร็จสิ้น โปรดรับรางวัลภารกิจได้ที่อาคารนักผจญภัยหน้าใหม่”
โคลนต้องการไปจากที่นี่ให้ไวที่สุด เขานับวินาทีเพื่อเฝ้ารอให้หญิงรับใช้นำเงินมาให้ไวที่สุดและจะได้ออกไปจากที่แห่งนี้เสียที ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าตนเองกำลังถลำลึกเข้าไปทุก ๆ
ครู่ต่อมาหญิงรับใช้เดินนำทหารสองคน ที่กำลังแบกหีบขนาดใหญ่ตามเข้ามาในห้องโถง โคลนเห็นดังนั้นจึงรีบลุกออกจากโต๊ะอาหาร และรับมอบหีบใส่ทองคำจากราชาทันที
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ในเมื่อภารกิจที่ข้าได้รับมอบมาก็เสร็จสิ้นแล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวลาก่อน ท่านราชา องค์ชาย องค์หญิง” โคลนพูดเสร็จก็ก้มหัวให้พอเป็นพิธีจากนั้นจึงหมุนตัวกลับเพื่อเดินออกจากประตู
“ช้าก่อน” เจ้าหญิงแห่งเรนเดียร์ลุกขึ้นก่อนจะกล่าวออกมา “ท่านพ่อ อนุญาตให้ข้าเดินไปส่งท่านผู้สังหารมังกรทั้งยี่สิบตัวด้วยเถิด” เธอเน้นย้ำคำว่าสังหารมังกรทั้งยี่สิบเป็นพิเศษ และเดินเข้ามาประชิดโคลนอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ...นั่นไม่จำเป็นหรอกเจ้าหญิง ข้าสามารถเดินกลับเองได้” โคลนรู้สึกทะแม่ง ๆ จึงรีบปฏิเสธทันที
“หากเจ้าปฏิเสธข้าอีกเพียงครั้งเดียว ข้าจะบอกท่านพ่อว่าเจ้ากุเรื่องสังหารมังกรขึ้นมา และสั่งประหารเจ้า” เธอพูดกระซิบให้พอได้ยินแค่สองคนจากนั้นจึงขยิบตาให้ชายหนุ่ม
“โอ้ข้าลืมไปเสียสนิทเลย ก่อนหน้านี้ทหารด้านนอกบอกว่าใกล้จะได้เวลาปิดประตูเขตชั้นนอกแล้ว หากมีเจ้าหญิงอาสาเดินไปส่ง ข้าก็วางใจไปได้เปราะหนึ่ง” โคลนรีบพูดออกไปอย่างร้อนใจ
“จริงสิ ข้าก็เกือบลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย เอาล่ะจัสมิน ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงไปส่งท่านผู้ปลดปล่อยเถอะ”