ณ หอประชุมสำนักเทพอัสนีย์ บนยอดเขาเทพอัสนีย์
ยังไม่ทันที่เทพอัคคีจะกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เสียงฟ้าร้องกึกก้องสะท้อนทั่วหอประชุม แสงวาบสว่างจ้าพุ่งออกมากลางห้องจนทุกคนต้องยกแขนขึ้นป้องหน้า และเมื่อแสงนั้นค่อยๆ จางลง… ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
นางงดงามเกินพรรณนา ผิวขาวผ่องราวหิมะ เสื้อคลุมฟ้าขาวประดับด้วยเพชรเกล็ดน้ำแข็งที่สะท้อนแสงวิบวับ ศิษย์และเหล่าเทพทั้งหลายต่างหน้าถอดสี ก่อนจะคุกเข่าลงพร้อมเพรียง
“คารวะท่านผู้าุโสูงสุด!”
ใช่แล้วนางคือ เทพฟ้าดิน พระชายาซ้ายแห่งเทพอัสนีย์ บุคคลในตำนานที่หายสาบสูญไปเมื่อสามพันปีก่อน ภาพวาดในหอเกียรติยศช่างเทียบไม่ได้เลยกับความมีชีวิตชีวาของนางในยามนี้
ดวงตาคมกริบราวเกล็ดน้ำค้างบนยอดหญ้าในยามเช้ากวาดมองทั่วห้อง ถึงแม้อายุนางจะเป็พันปีแล้ว… แต่น้ำเสียงของนางกลับสดใสดุจดังสตรีแรกรุ่น
“อีกสามวัน… ผลึกดาราเหมันต์จะแตกออก ภายในนั้นจะปรากฏเทพสตรีผู้หนึ่ง นางเป็เผ่าเทพที่มีพลังเหนือกว่ามหาเทพทั้งปวง”
สิ้นคำ รอยยิ้มลึกลับพลันปรากฏบนใบหน้าของนาง ก่อนร่างจะสลายหายไปในแสงสว่างที่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดดันจนทุกคนแทบหายใจไม่ออก
เทพอัคคียืนกลางหอประชุม สายตาคมดั่งเปลวเพลิงทอดมองไปยังศิษย์และเหล่าเทพ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น “เทพฟ้าดิน หาใช่เพียงพระชายาซ้ายแห่งเทพอัสนีย์ แต่ยังเป็ศิษย์สายตรงเพียงผู้เดียวของเทพอัสนีย์ และเป็ศิษย์เอกของเทพเหมันต์ นางมีความรู้ลึกซึ้งทั้งในพลังอัสนีและพลังเหมันต์ จึงนับได้ว่าเหนือกว่ามหาเทพใดๆ ในยุคนี้ทุกคน”
เสียงหายใจของเหล่าศิษย์ดังระคนกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เทพอัคคีหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อไป ด้วยน้ำเสียงที่ลึกลับจนผู้ฟังแทบขนลุก “ในเหตุการณ์ที่เทพอัสนีย์ผนึกิญญารวมเข้ากับพิภพอัสนี นางก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย… หลายคนเชื่อกันว่านางได้ดับสูญไปแล้ว แต่ข้ายังมีความเชื่ออยู่เสมอมาว่า… นางน่าจะยังมีชีวิตอยู่ และกำลังซ่อนตัวฝึกวิชา ตามคัมภีร์ลับที่เทพอัสนีย์ได้ทิ้งไว้”
เทพพสุธาผู้น่าเกรงขามตวาดก้อง “นี่คือทางแห่งหายนะ! เทพฟ้าดินหลบเลี่ยง ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเช่นนี้ แล้วยังจะมอบหน้าที่ให้นางปกป้องสำนักและพิภพนี้ได้อยู่หรือ!?”
เทพสมุทรกล่าวด้วยโทสะ “ข้าว่านางเป็คนเห็นแก่ตัว หลบไปฝึกวิชาแต่เพียงผู้เดียว! ด้วยเหตุนี้… ในภายภาคหน้าจะเชื่อได้เช่นไรกันว่า นางจะปกป้องพวกเรา!”
ทันใดนั้น เทพพฤกษาผู้เยือกเย็นกลับโต้แย้ง “แต่หากไร้เทพฟ้าดิน ผู้ใดจะรักษาผืนพิภพจากความเสื่อมถอยได้? พวกท่านคิดแต่จะแย่งชิงความเป็อันดับหนึ่งกันเอง พอมีผู้แข็งแกร่งกว่าปรากฏขึ้น ก็มิอาจรับได้เช่นนั้นหรือ!?”
เสียงโต้เถียงแผ่ขยาย ก่อให้เกิดการแบ่งแยกความเห็นออกเป็สองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่หวาดกลัว และฝ่ายที่ยังศรัทธาในเทพฟ้าดิน และเห็นว่านางคือเสาหลักของพิภพนี้
ขณะความแตกแยกใกล้จะปะทุเป็ากลางหอประชุม แสงสีขาวเรืองรองพลันแผ่กระจายเจิดจรัส จากนั้นร่างของเทพฟ้าดินก็ปรากฏขึ้น ทุกคนััได้ถึงความสั่นะเืเล็กน้อยของผืนปฐี เหล่าผู้คนในเผ่าเทพต่างหยุดพฤติกรรมของตนเองกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
“ดวงจิตของพวกเ้าเต็มไปด้วยความหลง และความหวาดกลัว นั่นมิใช่คำตอบของผู้บำเพ็ญ หากบรรลุเทพ เซียน แล้วพวกเ้ายังคิดที่จะต่อสู้ แย่งชิงกัน พิภพนี้ก็คงถึงการดับสูญอีกครา... จงสงบจิตของตนเถิด ส่วนเื่พลังในผลึกนั้น ข้าจะเป็ผู้ปรับสมดุลด้วยตนเอง ทุกคนจงวางใจ” กล่าวจบร่างของนางก็พลันเลือนหายไป
เทพทั้งหลายเมื่อได้ฟังดังนั้นก็คลายความกังวล แม้เทพสมุทรผู้หยิ่งทะนงยังยอมรับว่า “นางคือผู้เดียวที่คู่ควร”
“ท่านเ้าสำนัก… อีกสามวันเมื่อผลึกดาราเหมันต์แตก เราจำต้องไปยังยอดเขาอัสนีเหมันต์หรือไม่” เทพพฤกษาเอ่ยถามขึ้น
เทพอัคคีเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งสงบแต่หนักแน่น “ไม่ พวกเราทำได้เพียงรอที่นี่ พลังของเราไม่อาจฝืนขึ้นไปถึงยอดเขาได้”
เสียงเขาดังก้องสะท้อนหอประชุม ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เขาอัสนีเหมันต์เต็มไปด้วยพลังเกินหยั่ง เมื่อ 3,000 ปีก่อน แม้เหล่าพระชายาทั้งห้าของเทพอัสนีย์ยังไม่อาจฝ่าขึ้นไปได้ พวกนางถูกพลังนั้นตีกลับ กลืนหายไปจนร่างกลายเป็ฝุ่นธุลี”
เสียงฮือฮาดังขึ้น ศิษย์ทั้งหลายหน้าซีดเผือด ต่างตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนเร้น
“ดังนั้น เราทำได้เพียงรอให้ท่านเทพฟ้าดินจัดการ”
คำพูดของเ้าสำนักทำให้บรรยากาศกลับสู่ความเงียบงัน ทุกสายตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ
เมื่อครบกำหนดสามวัน ศิษย์สำนักเทพอัสนีย์ก็ประชุมกันอีกครั้ง ทันใดนั้น พลันเกิดสายฟ้าแลบลงจากท้องฟ้าเบื้องบนคดเคี้ยวเข้าสู่ด้านในหอประชุม ทันทีที่สายฟ้าผ่าลงด้านหน้าเวทีก็ปรากฏแสงเจิดจ้า ร่างของเทพฟ้าดินก็พลันปรากฏขึ้นในตำแหน่งนั้นอย่างสง่างาม ราวราชินีแห่งสรวง์ บารมีของนางแผ่ขจร ทำให้เหล่าเทพและศิษย์ต่างก้มศีรษะโดยมิอาจฝืน
“เ้าสำนัก” นางเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงอ่อนโยนแต่เด็ดเดี่ยว “ข้าจะไปยังยอดเขาอัสนีเหมันต์เดี๋ยวนี้… ท่านจะร่วมเดินทางกับข้าหรือไม่”
เทพอัคคีเงียบไปชั่วครู่ ความลังเลฉายชัดในดวงตา “ข้า…เกรงว่าพลังลึกลับของเขาลูกนั้นจะกลืนกินข้า เช่นเดียวกับตำนานของเหล่าพระชายาทั้งห้า” เขากล่าวด้วยเสียงต่ำ เต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ ต่อหน้าเทพฟ้าดิน
เทพฟ้าดินหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นกังวานอบอุ่นอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน นางมองเทพอัคคีด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนเอื้อนเอ่ยเฉลยความจริงที่ถูกปิดบังมานานนับพันปี
“เ้าคงเคยได้ยินตำนานที่ว่าพระชายาและพระสนมทั้งห้าถูกูเากลืนกินสินะ แท้จริงแล้ว ข้าแต่งเื่นั้นขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดกล้าล่วงล้ำขึ้นไปรบกวนผลึกดาราเหมันต์บนยอดเขา”รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากนาง “ความจริงคือ พระชายาทั้งห้า พวกนางเลือกสละจิติญญาผนวกเข้ากับูเา เพื่อรักษาสมดุลแห่งพลังของผืนพิภพนี้”
นางเล่าด้วยเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับสะท้านใจผู้ฟัง “เมื่อเทพอัสนีย์ผนวกจิติญญาเข้ากับพิภพอัสนีแล้วเกิดความไม่เสถียร เขาอัสนีเหมันต์ลูกนั้นดึงดูดพลังฟ้าดินจากที่ต่างๆ ทำให้เขาโภคาบรรพต ไม่สามารถลอยตัวกลางอากาศได้จึงถล่มลงมาอยู่กับพื้นดิน เทพเหมันต์จึงผนวกจิติญญาของนางเข้าไปอีก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ พระราชวังอัสนีดาราก็ถล่มเสียหายไม่เหลือซาก ห้องลับต่างๆภายใต้เขาโภคาบรรพตก็ถล่มทั้งหมด เหลือเพียงตำหนักทั้งหกที่ข้าย้ายออกมาไว้ที่สำนักเทพอัสนีย์ได้ทัน พิภพเทพก็หดตัวเล็กลงเรื่อยๆ ป้อมปราการต่างๆที่เคยสร้างไว้ก็ถล่มลงมาจนหมดสิ้น
พระชายาขวาและพระสนมทั้งสี่จึงตัดสินใจผนวกจิติญญาของพวกนางเข้ากับเขาลูกนั้นจนพลังเสถียร เขาอัสนีเหมันต์จึงกลายมาเป็แหล่งพลังงานฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาโภคาบรรพตก็ยืดขยายทั้งกว้างใหญ่และสูงขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าจนในที่สุดก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็เขาเทพอัสนีย์ในวันนี้ ส่วนตัวข้า ถูกมอบหมายให้มีชีวิตอยู่เื้ั คอยปกปักรักษาคัมภีร์ของเทพอัสนีย์สืบไป”