"นั่นมันเสียงอะไรกัน…"
พวกเราที่จัดทัพอยู่ริมป่าต่างกำลังคิดสงสัยเช่นนั้น
พื้นที่ตรงหน้าห่างออกไปราวสามร้อยเมตรคือพื้นที่โล่งกว้างที่เต็มไปด้วยสวนไร่นา
ไกลออกไปจากไร่นานี้เพียงไม่กี่เมตรคือกำแพงของรังอสูรกาย
พระจันทร์สีแดงอมชมพูทั้งสามดวงได้ลอยเรียงตรงกันแล้ว
แสงยามราตรีกำลังเผยให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวบนยอดกำแพงเนินที่อยู่ไกลลิบสุดลูกตานั้น
"พวกเผ่ากระต่ายกับเผ่าหนูเริ่มลงมือโจมตีแล้วสินะ"
ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามแผนการ
เสียงที่แหลมสูงเสียดแก้วหูนั้น คงเป็สัญญาณเตือนบางอย่างของพวกอสูรกายที่พ่อเคยระบุเอาไว้ในรายงาน
"ฮะ ฮะ ฮะ! ชนเผ่าหมาป่าเคลื่อนทัพ! อย่าปล่อยให้เหยื่อของงเราหลุดรอดกลับไปได้แม้แต่ตัวเดียวเด็ดขาด! "
"ชนเผ่ากอลิล่าเคลื่อนทัพ มาแสดงให้พวกมันเห็นถึงวีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกกัน! "
"ชนเผ่าหมีจงคำรามก้อง จงย้อมแผ่นดินนี้ด้วยเืของอสูรกาย! ทุกคนเคลื่อนทัพ! "
กองทัพแนวหน้าจำนวนสามล้านคนจากทั้งสามชนเผ่าต่างเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว
ดาบ ค้อน และขวานาสีขาวต่างชูขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับส่งเสียงคำรามาดังกึกก้อง
ชนเผ่าหมาป่าผู้ว่องไววิ่งออกตัวเป็คลื่นโจมตีระลอกแรก
อาวุธของพวกเขาคือดาบกับผ้าคลุมสีขาวที่ทอมาจากเส้นใยของแร่เฮเดส แล้วสวมเกราะหนังตัวเบาอยู่ใต้ผ้าคลุมเ่าั้เอาไว้
เป็ชนเผ่าที่เน้นความรวดเร็วในการเข้าสังหารศัตรูด้วยคมดาบและเคี้ยวของพวกเขา
กองทัพที่วิ่งตามเป็คลื่นระลอกสองคือกลุ่มของชนเผ่ากอลิล่าที่มากด้วยพละกำลัง
ชุดเกราะสีขาวหุ้มทั้งตัวได้ถูกออกแบบให้น่าเกรงขามดุดันราวปีศาจร้าย
เกราะหมวกถูกตีขึ้นรูปให้มีเขาแหลมยาว หัวไหลที่เต็มไปด้วยหนาม แม้แต่เกราะแขนกับขาก็ยังทำผิวหยาบกร้านพร้อมที่จะใช้เฉือนเนื้อของศัตรู
ค้อนาขนาดใหญ่ที่หนักเกือบตันถูกยกฟาดบ่า
เสียงแผ่นโลหะที่กระทบกันอย่างรุนแรงนั้น กำลังวิ่งไล่จี้ชนเผ่าหมาป่าตามติดเพียงไม่กี่สิบเมตร
ราวกับว่าชุดเกราะและอาวุธที่หนักอึ้งนั้นไม่มีอยู่จริง
ข้างหลังกองกำลังที่สวมเกราะสีขาวราวปีศาจคือชนเผ่าหมีผู้องอาจ
กองทัพนี้สวมใส่ชุดเกราะหนังหุ้มกาย แล้วเน้นป้องกันตัวเองด้วยโล่ทรงกลมขนาดใหญ่ในมือซ้าย และมีขวานายาวสำหรับโจมตีในมือขวา
กำแพงสีขาวได้ทอดตัวยาวไปตลอดแนวชายฝั่งตะวันออก
พวกเขาเคลื่อนทัพอย่างไม่เร่งรีบ แล้วเริ่มตีวงล้อมให้แคบลงสู่รังของพวกอสูรกาย
ข้างหลังแนวกำแพงโล่ที่ไร้จุดบอด คือกองกำลังผสมอีกกว่าเจ็ดล้านชีวิตที่พร้อมทั้งธนูและบาลิสต้า
ด้วยกองทัพนี้ อสูรกายคงถูกปราบจนหมดภายในหนึ่งชั่วโมงอย่างแน่นอน
"ท่านแบไรต์ พวกเราควรเคลื่อนทัพร่วมการบุกโจมตีในแนวหน้าด้วยเช่นกันนะครับ"
“...”
ในตอนนั้นเองที่มีทหารหนุ่มเผ่าสิงโตวิ่งเข้ามาหาผม
ผมไม่อาจเปล่งเสียงดังตอบกลับออกไปได้
คนที่รู้ว่าผมปลอมตัวเป็พ่อนั้น มีแค่หัวหน้าเผ่ากับสิบผู้กล้าเท่านั้น
แผงขนสีทองปลอมกับที่ต่อขาซึ่งซ่อนอยู่ใต้ชุดเกราะสีขาวผิวเรียบตัวนี้ ได้ช่วยปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผมเอาไว้
ผมเงยหน้ามองออกไปที่ชนเผ่าสิงโตที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายาตรงหน้า
เผ่าของพวกเราคือเผ่าที่ภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งของคมเขี้ยวกับพละกำลังของตัวเอง ดังนั้นจึงออกแบบชุดเกราะออกมาอย่างเรียบง่าย เบา และน้อยชิ้นตามแต่เท่าที่จำเป็
อาวุธนั้นหาได้จำเป็ไม่ เขี้ยวและกรงเล็บคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของชนเผ่าเรา
ดังนั้นพวกเราจึงเน้นการใช้เขี้ยวกับกรงเล็บในการโจมตีประสานพร้อมดาบคู่กาย
" (สถานการณ์แบบนี้… ให้บุกไปคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง?) "
ถ้าหากไม่ร้ายแรงถึงขั้นเจอศัตรูล้อมหน้าล้อมหลัง ผมคิดว่าตัวเองยังคงพอรับมือไหวอยู่
ถึงหัวหน้าเผ่าจะย้ำหนักย้ำหนาว่าอย่าออกไปลุย แต่จิตใจของผมมันกำลังกรีดร้องให้ออกไปโจมตี
ผมอยากจัดการกับศัตรูของพ่อด้วยน้ำมือของตัวเอง!
" (...บุก) "
ดังนั้นผมจึงขัดคำสั่งหัวหน้าเผ่าแล้วก้มหน้าให้สัญญาณ
ได้เวลาบุกโจมตีแล้ว
"ศัตรูรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์ติดหูสัตว์กำลังบุกโจมตี! เป็รูปแบบสัตว์ร้ายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขอให้ทุกคนระวังตัวด้วย! "
เสียงเตือนภัยเช่นนั้นได้ดังก้องผ่านเครือข่ายคลื่นสมองของเผ่ามนุษย์มด
เหล่าทหารที่มีเพียงปราการละหนึ่งหมื่นคนต่างวิ่งวุ่นขึ้นมาประจำการในตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
"ทำไมพวกมันถึงรู้ตัวได้ละ!? "
"เงียบแล้วพยายามต่อสู้เอาชีวิตรอดให้ได้ก่อนเถอะอเมทิสต์! "
"ระวังข้างหลังควอร์ตไซต์! "
"ชิ"
ผู้กล้าเผ่ากระต่ายะโตัวขึ้นสูงตามคำเตือนของผู้กล้าหนู
เรือนร่างที่ผอมเพรียวพร้อมพร้อมหูกระต่ายสีเขียวนุ่มนิ่ม กำลังทอดตัวเป็เงาเหนือหัวของกลุ่มมดทหารสามคนที่บุกเข้ามา
มดทหารทั้งสามคนรีบยกดาบรังสีในมือขึ้นสูง แล้วยิงรังสีแสงความร้อนออกไป
ลำแสงสีฟ้าจำนวนสามเส้นพุ่งแผดเผาอากาศจนแห้งเหือด
เส้นทั้งสามที่อันตรายนั้น ได้เข้าปะทะกับเสื้อเกราะเส้นใยสีขาวอย่างรุนแรง
ผู้กล้าเผ่ากระต่ายนิ่วหน้าทีหนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงจอดที่พื้นพร้อมกับตัดหัวของมดทหารทั้งสามออกมาด้วยมีดของเธอ
"เป็อะไรหรือเปล่าควอร์ตไซต์! "
"... พวกมันรู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่ไหน"
แม่สาวกระต่ายแสดงจุดที่ถูกยิงให้บุรุษหน้าหนูขนสีม่วงสลับสีแดงดู
มีรอยไม้สีดำปรากฏขึ้นบนเสื้อเกราะอ่อนซึ่งทอจากเส้นใยเฮเดสของเธอ
หากว่าไม่ใช่เป็เพราะชุดเกราะนี้ เธอคงตายไปแล้ว
"นั่นสินะ…”
ผู้กล้าชนเผ่าหนูที่มีร่างสูงหนึ่งเมตรตอบเธอพร้อมกับลั่นหน้าไม้ยิงออกไปใส่มดทหารเลวตัวหนึ่งที่ซุ่มอยู่ในเงามืด
แม่สาวกระต่ายสีเขียวทวิลเทลเริ่มรู้สึกเป็กังวล
กองทัพหลักเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว แต่หน่วยลอบสังหารของเธอกลับพลาดท่าอย่างไม่ให้อภัย
หน้าที่ของเธอกับคุณหนูตรงหน้านั้น คือการป่วนจากภายในเพื่อเปิดเส้นทางการบุกให้กับคนข้างนอก แต่กลับกลายเป็ว่าถูกพบตัวก่อนที่จะได้ทันทำอะไรเสียอีก
เธอไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของหน่วยอื่นจะเป็เช่นไร แต่คงไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน
เพราะอย่างคนในหน่วยของเธอที่เป็ผู้กล้ายังเหลือเพียงสิบคนจากยี่สิบ แล้วหน่วยอื่นจะมีชีวิตรอดท่ามกลางดงศัตรูเช่นนี้ได้หรือ?
เธอยกมีดสั้นของเธอขึ้นมาดู
มีดเฮเดสสีขาวได้ถูกย้อมไปด้วยสีเขียวของเืศัตรู
เธอสังหารศัตรูไปแล้วถึงห้าสิบราย และสามชีวิตเมื่อกี้คงเป็กลุ่มสุดท้าย
เพราะว่ามีดของเธอเริ่มเปรอะเืจนยากที่จะใช้งานต่อไปได้อีก
"ถอนทัพหนีออกไปก่อนเถอะ"
เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงแล้ว เธอจึงเสนอให้รีบถอนตัวออกเพื่อรอทัพหลักน่าจะดีกว่า
ซึ่งเธอตัดสินใจได้ถูกต้อง
ด้วยโครงสร้างในการรับรู้พื้นที่ของเผ่ามนุษย์มดที่ใช้คลื่นแม่เหล็ก เลยทำให้พวกเขารู้ได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในฐานของพวกเขา
ถ้าจะลอบเข้ามา คงต้องใช้คนจำนวนน้อยกว่านี้เพื่อปะปนอยู่กับคนหมู่มากจนพวกเขาแยกแยกแยะไม่ได้
เหมือนกับที่แบไรต์แห่งชนเผ่าสิงโตเคยทำสำเร็จมาแล้วโดยไม่รู้ตัวเช่นนั้น
“หัวหน้า---”
แต่ทว่าเธอตัดสินใจช้าไป
“มีอะไรจาซินท์? ...ทุกคน! ”
แม่สาวหูกระต่ายกรีดเสียงร้องออกมาดังลั่น
นั่นเป็เพราะว่าลูกน้องผู้งดงามของเธอทั้งสิบคนกำลังถูกดูดลงไปในดินต่อหน้าต่อตา
ใบหน้าของพวกเธอกำลังบิดเบี้ยวไปด้วยความเ็ป แขนชูขึ้นฟ้าสูงอย่างอ่อนแรง ราวกับกำลังจะหมดสิ้นลมหายใจไป
ด้วยความตื่นตระหนก เธอจึงพยายามยื่นมือออกไปเพื่อช่วยเหลือลูกน้องของเธอ
แต่ทว่า---
“ระวังข้างล่าง! ”
“กรี๊ด!? ”
ณ จุดที่แม่สาวกระต่ายวิ่งไปนั้นกลับมีมดระดับองครักษ์ดักรออยู่
มดระดับองครักษ์ คือเผ่ามนุษย์มดที่มีร่างกายสูงใหญ่ถึงสามเมตร เป็ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าของเขาโดยแต่กำเนิด
กระต่ายน้อยได้พลาดท่าเหยียบลงสู่กับดักหลุมพรางของมันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เขี้ยวที่ยาวและคมกริบถึงหนึ่งเมตรได้ฝังลงไปในขาส่วนที่ไม่มีเกราะหุ้ม ก่อนจะลากร่างของเธอจมลึกลงไปในผิวดินราวกับคนที่กำลังจมน้ำ
ผู้กล้าชนเผ่าหนู อเมทิสต์ อยากที่จะเข้าไปช่วยสหายร่วมรบตรงหน้า แต่เขากลับไม่กล้าพอที่จะวิ่งออกไป
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าพื้นที่ข้างหน้านี้ยังมีหลุมกับดักรออยู่อีกหรือไม่
“กรี๊ดดดดดดด! ”
ควอร์ตไซต์ชูมือขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับกรีดเสียงร้องเ็ปดังโหยหวน
ถึงจะมีความว่องไวและฝีเท้าที่เงียบกริบจนได้รับการยกย่องให้เป็ผู้กล้าของชนเผ่ากระต่าย แต่ถ้าหากถูกฝังอยู่ในดินครึ่งตัว เธอก็ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กผู้หญิงที่อ่อนแอธรรมดาคนหนึ่ง
พื้นที่ใต้ผิวดินได้กลายเป็แดนมรณะของเธอ
เขี้ยวที่แหลมคมเริ่มเคี้ยวร่างที่อ่อนนุ่มเข้าไป
เธอกำลังถูกกินทั้งเป็อยู่ที่ใต้ผิวดินนั้น
ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวไปด้วยความทรมาน เืสีฟ้าไหลทะลักขึ้นมาจากหลุมบ่อราวกับเป็ตาน้ำพุ
“... ผมขอโทษ”
ผู้กล้าชนเผ่าหนูไม่อาจทนดูภาพนี้ต่อไปได้
เขาหันหลัง แล้วรีบวิ่งหนีไปจากที่นี่
หนีจากไปโดยไม่หันกลับไปมองอีก
“แฮก… แฮก…”
ผู้กล้าชนเผ่าหนูกำลังรู้สึกว่าขาของตัวเองช่างหนักอึ้ง
ทอดทิ้งลูกน้อง ทอดทิ้งสหายร่วมรบเอาไว้ข้างหลัง
แต่พออยู่ตัวคนเดียวแล้วกลับไม่มีการไล่ติดตามของศัตรูให้เห็นเลยสักคนเดียว
โชคดี? คงไม่อาจพูดได้เต็มปากเท่าไหรนัก
เพราะว่าชีวิตของเขายังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เขายังอยู่ในฐานทัพของศัตรู
อยากจะวิ่งกลับไปทางเนินกำแพงเพื่อหนีออกไป แต่บนนั้นกำลังเต็มไปด้วยกองทัพของเผ่ามนุษย์มด
เขาไม่ใช่นักสู้เหมือนกับแบไรต์หรือผู้กล้าคนอื่น
เขาคือสายข่าวที่เก่งกาจด้านการลอบดักฟังและสะเดาะกุญแจเท่านั้น
ความหวังเดียวที่จะรอดชีวิตกลับออกไป คงมีแต่ต้องพึ่งให้ทัพหลักบุกตีเข้ามายึดที่นี่ให้ได้เสียก่อน
“...เอายังไงดี? หรือว่าจะซ่อนตัวรอทีมช่วยเหลือจากทัพหลัก---”
*บรึ๊ม! *
แต่ทว่าเสียงปืนใหญ่ที่ดังกระหึ่มนั้นกลับดับความหวังของเขาจนสูญสิ้นไม่มีเหลือ
พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าอาวุธของศัตรูไม่ได้มีแค่จากที่เห็น
แบไรต์ไม่เคยรู้อย่างแท้จริงว่าระดับเทคโนโลยีของศัตรูนั้นมีมากกว่าที่ตัวเองเห็นกับตา
เขาไม่เคยเห็นเรือรบที่เทียบท่ายิงปืนใหญ่ออกมาเลยสักครั้ง
ไม่เคยได้เห็นการรบสมัยใหม่นอกไปจากอาวุธรังสีพื้นฐานที่พวกนักเรียนใช้กัน
ไม่เคยรู้ว่าอาวุธาของจริงนั้น ไม่ใช่อาวุธของเล่นอย่างพวกดาบรังสีที่พวกนักเรียนใช้กัน
พวกเขาไม่เคยรู้เื่เหล่านี้มาก่อนเลย
จนกระทั้งได้มาเจอกับตัวเองในวันนี้
ณ พื้นที่ด้านนอกอาณานิคมของเมืองทั้งห้า
“ฮะ ฮะ ฮะ! อาวุธกระจอกแบบนั้นคิดหรือว่าจะยิงเจาะเกราะพวกเราเข้าได้! ”
“เคลื่อนทัพเข้าประชิด! อีกเพียงหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น! ”
“ชนเผ่าหมีเคลื่อนทัพเป็แถวหน้ากระดาน! อย่าได้แตกแถวเด็ดขาด ชีวิตของเ้าคือชีวิตของเพื่อน! โล่ของเ้าคือโล่ของเพื่อน! จงแสดงกำแพงเหล็กขาวที่ไม่มีวันพังทลายของพวกเราให้พวกอสูรกายมันเห็นซะ! ”
กองทัพทั้งสามที่บุกนำไปก่อนนั้นกำลังย่ามใจ
กองทหารเผ่ามนุษย์มดทั้งห้าหมื่นนายบนกำแพงเนินสูงสิบเมตร ไม่อาจใช้อาวุธในมือต่อต้านกองทัพสีขาวตรงหน้าได้เลย
แร่เฮเดสของพวกชนเผ่ามนุษย์สัตว์มีความทนทานต่อความร้อน แถมยังมีคุณสมบัติผิวที่ทนต่อการเจาะทะลุของคลื่นรังสีได้ดีเยี่ยม
ดังนั้นอาวุธรังสีของพวกเขาจึงใช้ไม่ได้ผล
และเมื่อไม่ได้ผล ศัตรูของพวกเขาจึงไม่ดันทุรังใช้อาวุธของเล่นอีกต่อไป
“ศัตรูหยุดยิงแล้ว… หน่วยหมาป่าเคลื่อนพลเต็มกำลัง! ”
ชนเผ่าหมาป่า ผู้กล้า [มาลาไคต์] วิ่งบุกนำเต็มกำลังทันทีที่เห็นว่าการตอบโต้ของศัตรูได้หยุดลง
ขนลายครามสีเขียวเข้มของเขากำลังตัดผ่านทุ่งนาตรงหน้าไปสู่เนินกำแพงอย่างรวดเร็ว
“ศัตรูมันถอยทัพแล้ว! ทุกคนบุก! ”
ชนเผ่ากอลิล่า ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] บุรุษร่างั์ขนสีน้ำตาลควันบุหรี่คำรามก้องเมื่อเห็นว่าศัตรูได้หายจากไปบนแนวกำแพงดินตรงหน้า
“ทุกหน่วย--- ยกโล่สูงป้องกันตัวเองเดียวนี้! ”
มีเพียงแค่ชนเผ่าหมี ผู้กล้า [รูบี้] สีแดงฉานที่ไหวตัวทันแล้วรีบสั่งการตั้งรับ
ในวินาทีที่พวกเขาคิดว่าการโจมตีได้หยุดลง การโจมตีที่แท้จริงกลับได้เริ่มขึ้นมาแทน
วัตถุสีดำขนาดใหญ่ที่มีปากกระบอกยืดยาวตรงหัวมุมกำแพงได้เคลื่อนตัวหันมาทางพวกเขา
มันมีจำนวนถึงสิบกระบอกต่อหนึ่งเมือง ห้าเมืองรวมทั้งสิ้นห้าสิบกระบอก
สิ่งนั้นได้ส่งเสียงคำรามลั่น
เปลวไฟจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากตัวปากกระบอกท่อสีดำนั้น พร้อมกับที่ะุขนาด 155 มิลลิเมตรสีแดงฉานวิ่งออกไป
สิ่งนั้นพุ่งทะลวงตัดผ่านอากาศเป็เสียงบาดหูแหลมสูงจนทุกคนตื่นตระหนก ก่อนจะพุ่งลงสู่ผิวดินพร้อมกับแตกตัวะเิเป็ทุ่งสังหารกินพื้นที่กว้าง
ประดุจหนึ่งโยนก้อนหินลงสู่ผิวน้ำจนแตกกระจายเป็คลื่นวงที่ขยายตัวออกไป
ดอกไม้โลหิตสีฟ้าของเหล่ามนุษย์สัตว์ได้แตกกระจายไปทั่วแผ่นดินเกิดที่อยากปกป้อง
เหล่านักรบที่เปี่ยมไปด้วยจิติญญาได้กลายเป็เถ้าถ่าน
ไม่ว่าจะเป็ผู้กล้า ยอดนักรบ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือทหารเลว
ไม่ว่าจะเป็กองทัพที่มากมายจนล้นสุดขอบฟ้า
ไม่ว่าจะเป็จิติญญาของนักรบที่ห้าวหาญ
ของเ่าั้ช่างไร้ค่าต่อหน้าอาวุธที่ร้ายกาจของผู้รุกรานที่กำลังแสดงอำนาจ
พวกเขาได้เห็นเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาแล้ว ว่า [อำนาจ] ที่แท้จริงคืออะไร
ท่ามกลางฝุ่นควันนี้จะมีผู้รอดชีวิตแค่ไหนกันเชียว?
“อึ๊ก… เกิด… บ้าอะไรขึ้น…”
ผู้กล้าเผ่าหมาป่าที่สติหลุดลอยไปชั่วครู่กำลังลืมตาตื่นขึ้นมา
เขากำลังนอนทอดกายมองท้องฟ้าอยู่
“.... ขยับตัว...ไม่ได้…”
เขาพยายามที่จะลุกขึ้น
แต่เขาไม่สามารถทำได้
“เสียง...ของข้า…”
เขาพยายายามที่จะเปล่งเสียงเรียกคนให้มาช่วยเหลือ
แต่ก็มิอาจทำได้เช่นกัน
นั่นเป็เพราะว่าครึ่งท่อนล่างของเขาได้หายไปจากโลกใบนี้ไปแล้ว
แต่ฝันร้ายของพวกเขายังไม่จบ
พวกเขากำลังเจอกับโชคชะตาอันโหดร้าย เฉกเช่นเดียวกับที่โลกใบหนึ่งเคยกระทำกับชนเผ่าพื้นถิ่นของทวีปอเมริกา
ใช่ นี่ยังเป็แค่การเริ่มต้นของฝันร้ายเท่านั้น...