"เสด็จพ่อ ลูกลำบากเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ โยวโจวเป็ดินแดนสามสมรภูมิ ทางเหนือมีแคว้นต้าเหลียงคอยก่อกวนทุกปี ทางใต้แคว้นเฉินฉีก็จ้องจะตะครุบเหยื่ออย่างไม่วางตา เมื่อเดือนก่อนลูกนำทหารออกไปลาดตระเวนรอบหนึ่ง"
"ใครจะรู้ว่าพวกโจรป่าในูเาเทียนหยวนจะโผล่ออกมา ไล่ล่าลูกยาวถึงสามร้อยลี้ ม้าเหนื่อยจนตายไปตัวหนึ่ง ล่อก็ล้มฟุบไปสองตัว นำทหารฝีมือดีสามร้อยนายออกไป แต่กลับมาได้แค่ลูกคนเดียวกับเ้าม้าตัวหนึ่งที่ฟันหลุด ลูกยังไม่รู้เลยว่ามันกลับมาได้อย่างไร"
แคว้นต้าเฉียน โยวโจว จวนเยียนอ๋อง
ชายหนุ่มคนหนึ่งนอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์อยู่ในลานบ้าน ข้างกายมีสาวใช้รูปร่างอ้อนแอ้นใบหน้าจิ้มลิ้มสองนาง คนหนึ่งคอยนวดไหล่ อีกคนคอยทุบขาให้ ด้านข้างยังมีสาวใช้ชุดแดงคอยปอกเปลือกองุ่นให้ด้วยมือของนางเอง
ภายใต้แสงแดด เนื้อองุ่นที่ใสกระจ่างกับมือน้อย ๆ ขาวเนียนของสาวใช้ชุดแดงส่งเสริมกันและกัน ทำให้งดงามจนไม่อาจละสายตา
"ท่านอ๋อง ต่อไปจะให้เขียนอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?"
ในลานบ้าน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่แต่งกายเลียนแบบกุนซือ มีหนวดเคราปลาดุก ดูจากหน้าตาก็รู้ว่าเป็คนเ้าเล่ห์แสนกล ในเวลานี้กำลังมองไปที่ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ
"ข้าขอคิดดูก่อน"
ชายหนุ่มถ่มเมล็ดองุ่นออกมา เกาแก้มแล้วถามว่า "หูซาน เดือนก่อนพวกเราไปปล้นม้าจากทางม่อเป่ยมาได้เท่าไหร่กันนะ?"
"ม้าเหงื่อโลหิตชั้นเลิศสามร้อยตัว ม้าชั้นดีหกร้อยยี่สิบตัว ม้าแข็งแรงหนึ่งพันตัว ม้าใช้งาน..."
ยังไม่ทันที่กุนซือชื่อหูซานจะพูดจบ ชายหนุ่มก็ด่าขึ้นว่า "ม้าใช้งานจะนับไปทำไมกัน ของพรรค์นั้นใช้ได้แค่บรรทุกของเท่านั้นแหละ"
"เอาละ ๆ ข้ารู้แล้วว่าต้องพูดอย่างไร"
ชายหนุ่มตบหัวตัวเองแล้วแสร้งร้องไห้โวยวายว่า "เสด็จพ่อ ลูกลำบากเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ลูกอุตส่าห์ยอมจ่ายเงินก้อนโตซื้อม้าเหงื่อโลหิตสามสิบตัวมาจากม่อเป่ย เดิมทีคิดจะเก็บไว้ผสมพันธุ์เพื่อเสริมสร้างบารมีกองทัพแคว้นต้าเฉียน"
"แต่ใครจะคิดว่าเดือนก่อนพวกคนเถื่อนม่อเป่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ปล้นไปจากลูกจนหมด ลูกโกรธเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ แต่ลูกไม่มีคนทั้งยังไม่มีเงิน เมื่อสู้ไม่ได้จึงต้องยอมทนรับความอัปยศ"
"ดังนั้นเสด็จพ่อ หากท่านเห็นฎีกาของลูก ท่านต้องช่วยระบายโทสะให้ลูกด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ ช่วยจัดหาม้าดี ๆ จากกรมพระคลังมาให้ลูกหน่อย นอกจากนี้ อานม้า โกลนม้า แส้ม้า ท่านก็ช่วยจัดให้ลูกสัก..."
พูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มชะงักคำพูดแล้วถีบกุนซือหน้าตาเ้าเล่ห์ที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมถามว่า "ตอนนี้เรามีม้าอยู่เท่าไหร่กันนะ"
"ประมาณหนึ่งแสนตัวพ่ะย่ะค่ะ" กุนซือลูบคางพลางครุ่นคิด
ไม่ใช่ว่าเขาี้เี แต่เป็เพราะหลายปีมานี้ท่านอ๋องของเขาปล้นม้ามาได้มากเกินไปจริง ๆ
ชายหนุ่มเข้าใจทันทีแล้วจึงร้องไห้โวยวายต่อว่า "จัดอานม้ากับโกลนม้าให้ลูกแปดพันชุดเลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกต้องฆ่าล้างแค้นกลับไปให้ได้ ความแค้นนี้ลูกกลืนไม่ลง ลูกต้องตีกลับไปให้ได้!"
เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ผู้เป็กุนซือก็รีบตวัดพู่กันลงบนกระดาษ จดบันทึกคำพูดของชายหนุ่มไว้อย่างครบถ้วนทุกคำ
ครู่หนึ่ง กุนซือเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วเอ่ยว่า "ท่านอ๋อง จดครบถ้วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม ประมาณนี้แหละ" ชายหนุ่มพยักหน้า จากนั้นถามกุนซือพร้อมเลิกคิ้วว่า "เรายังขาดอะไรอีกหรือไม่?"
"ท่านอ๋อง ความจริงเราไม่ขาดอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ" กุนซือมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าลำบากใจ
"ขาด ต้องบอกว่าขาด ถ้าไม่ขาดแล้วตาแก่นั่นสั่งย้ายข้ากลับจะทำอย่างไร?" ชายหนุ่มถลึงตาแล้วถีบกุนซือไปทีหนึ่ง
เขาไม่อยากเป็ฮ่องเต้ที่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดหรอก ั้แ่โบราณมามีฮ่องเต้กี่คนที่อายุยืน สู้เป็ท่านอ๋องผู้สำราญจะดีกว่า
ชายหนุ่มที่เอ่ยอยู่นี้ชื่อว่าจ้าวติ้ง เป็องค์ชายเก้าของฮ่องเต้จ้าวฉงหย่วนแห่งแคว้นต้าเฉียน
แคว้นต้าเฉียนยึดถือคติว่าโอรส์เฝ้าประตูเมือง กษัตริย์สละชีพเพื่อแผ่นดิน องค์ชายทุกพระองค์เมื่อบรรลุนิติภาวะต้องเดินทางไปยังดินแดนศักดินาของตน
และจ้าวติ้งก็โชคร้ายที่ถูกส่งมายังโยวโจว ดินแดนที่วุ่นวายด้วยาและเป็สมรภูมิสามด้าน ทว่าสิ่งที่ทุกคนไม่รู้คือแท้จริงแล้วจ้าวติ้งเป็ผู้ทะลุมิติมา
หลายปีมานี้ภายใต้การปกครองของเขา โยวโจวทั้งเมืองได้เปลี่ยนโฉมใหม่หมดสิ้น หอคอยเมืองถูกซ่อมแซม จวนเยียนอ๋องถูกสร้างใหม่ บ่อนพนัน หอนางโลม โรงเตี๊ยม มีครบครันทุกอย่าง ส่วนแม่ทัพรักษาชายแดนของแคว้นที่ติดกันก็ถูกเขาตีจนยอมสยบ
หลังจากวุ่นวายมาหลายปี ประชากรไม่เพียงแต่ไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว สาเหตุหลักคือตอนนี้โยวโจวมั่งคั่งเกินไป
นอกจากจะหรูหราโอ่อ่าแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจก็ดีเยี่ยมยิ่ง ประกอบกับวาทศิลป์อันลื่นไหลของจ้าวติ้ง ประกอบกับวิธีการที่ใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง ทำให้เขาสามารถเปิดช่องทางการค้ากับประเทศรอบข้างได้ ไม่เพียงแต่ไม่รบกัน แต่ยังหันมานั่งทำธุรกิจร่วมกันอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองโยวโจวที่เคยหนีเข้าไปในป่าลึกเพราะา จึงพากันกลับมาอย่างเป็ธรรมชาติ
"งั้นกระหม่อมขอคิดดูก่อนพ่ะย่ะค่ะ" กุนซือผู้นั้นเอ่ยพร้อมทำหน้าเศร้า
มันเป็ทั้งโชคดีและเป็ความทรมาน เพราะตอนนี้เมืองโยวโจวมั่งคั่งเกินไป มั่งคั่งจนเขาแทบจะลืมไปแล้วว่าวันเวลาที่ลำบากนั้นเป็อย่างไร
แต่ยังดีที่เขารู้จังหวะว่าท่านอ๋องของตนจะต้องส่งฎีกาตามธรรมเนียมในเดือนนี้ จึงแกล้งเดินทางไปััชีวิตที่ม่อเป่ย เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ จากนั้นเขาก็ตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว
เสียงพู่กันขีดเขียนลงบนฎีกาอย่างต่อเนื่องจนได้ตัวอักษรสามพันคำ นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงจากก้นบึ้งหัวใจของชาวบ้านในม่อเป่ยอย่างแน่นอน!
แน่นอนว่าในตอนท้าย กุนซือผู้นั้นยังคงทำตามความเคยชินของจ้าวติ้ง โดยเพิ่มประโยคหนึ่งไว้ท้ายฎีกาว่า "เสด็จพ่อโปรดวางพระทัย ตราบใดที่มีลูกอยู่ ลูกจะไม่ยอมให้พวกคนเถื่อนรุกล้ำแคว้นต้าเฉียนเด็ดขาด ลูกอยู่ที่โยวโจว โยวโจวก็ยังอยู่ ลูกอยู่ที่ชายแดนเหนือ แคว้นต้าเฉียนก็ไร้กังวลพ่ะย่ะค่ะ!"
ในคืนนั้นเอง ม้าใช้งานสีดำชั้นต่ำตัวหนึ่งเหยียบย่ำลงบนถนนหินนอกเมืองโยวโจว ค่อย ๆ เดินทางมุ่งหน้าไปยังแคว้นต้าเฉียนที่อยู่ห่างไกลนับพันลี้
...
ครึ่งเดือนต่อมา
ห่างจากโยวโจวหลายร้อยลี้ ท่ามกลางูเาไร้ชื่อลูกหนึ่ง
ขบวนเดินทางที่มีผู้คุ้มกันหลายร้อยคน กำลังเดินอย่างระมัดระวังบนเส้นทางูเาที่ขรุขระ
ใจกลางขบวนคือรถม้าสีดำที่ลากโดยม้าตัวสูงใหญ่สี่ตัว ภายในรถม้ามีชายวัยกลางคนใบหน้าองอาจซึ่งมีความคล้ายคลึงกับจ้าวติ้งถึงเจ็ดส่วนนั่งอยู่ และข้างกายชายผู้นี้คือผู้เฒ่าหน้าขาวไร้หนวด
ตามแรงสั่นะเืของรถม้า ร่างของทั้งสองก็โอนเอนไปตามกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าหน้าขาวไร้หนวดมองไปยังชายวัยกลางคนที่ใบหน้าคล้ายจ้าวติ้งถึงแปดส่วน แล้วกล่าวเสียงเบาว่า "ฝ่าา เส้นทางูเาในโยวโจวขรุขระและเป็ดินแดนที่หนาวเหน็บ แม้พระองค์จะทรงเป็ห่วงองค์ชายเก้า แต่เหตุใดต้องเสด็จมาด้วยพระองค์เองเล่า พระองค์สามารถส่งคนมาแจ้งคำสั่งให้องค์ชายเก้าเข้าเมืองหลวงได้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ"
จ้าวฉงหย่วนเลิกม่านขึ้น มองดูทิวเขาที่รกร้างนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจ
"กงกง เ้าไม่เข้าใจ เจิ้นกำลังลองััความลำบากที่องค์ชายเก้าต้องเผชิญในโยวโจวตลอดหลายปีนี้ จะพูดให้ถูกคือหลายปีมานี้เจิ้นทำให้เขาต้องลำบาก สะบัดมือทิ้งเขาไว้ในดินแดนหนาวเหน็บแห่งนี้ถึงแปดปี" พูดถึงตรงนี้ จ้าวฉงหย่วนก็ถอนหายใจอีกครั้ง
ตอนนั้นเขายุ่งกับราชการแผ่นดิน เมื่อถึงเวลาที่องค์ชายต้องได้รับมอบดินแดนศักดินา เขาไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี ผลคือส่งจ้าวติ้งไปที่โยวโจว
แต่เพราะกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ คำพูดที่ลั่นออกไปนั้นแก้ไขได้ยาก จึงคิดว่ารอให้จ้าวติ้งเป็ฝ่ายเอ่ยปากขอเอง แต่ใครจะคิดว่าต้องรอถึงแปดปี
แม้จ้าวติ้งจะส่งฎีกามาทุกเดือนเพื่อบอกเล่าความลำบากที่ชายแดน แต่ไม่เคยทำให้เขาผู้เป็พ่อลำบากใจและไม่เคยเอ่ยปากขอให้ย้ายออกจากโยวโจวเลยแม้แต่คำเดียว
ยิ่งคิดจ้าวฉงหย่วนก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อลูกชายคนนี้ ที่ทำให้ลูกต้องลำบากต้องทนทุกข์ในที่อย่างโยวโจวถึงเพียงนี้
พูดจบเขาก็หยิบปึกฎีกาออกมาจากด้านหลัง เหล่านี้คือฎีกาที่จ้าวติ้งเขียนส่งมาตลอดหลายปี
ขณะมองฎีกาเ่าั้ จ้าวฉงหย่วนก็หยิบฎีกาอีกปึกหนึ่งโยนให้ขันทีเฒ่า
"เ้าดูนี่สิ ลูกชายคนอื่น ๆ ของเจิ้น ในฎีกาต่างบอกว่าอยากให้เจิ้นย้ายพวกเขากลับมาเสวยสุขที่จิงตูทั้งนั้น นี่ใช่ลูกของเจิ้นหรือ? นี่ใช่องค์ชายแห่งแคว้นต้าเฉียนหรือ? นี่มันพวกสวะดี ๆ นี่เอง!"
เมื่อพูดถึงลูกคนอื่น ๆ จ้าวฉงหย่วนก็โกรธจนระงับไม่อยู่ ยิ่งพูดยิ่งโมโห จนลมหายใจเริ่มถี่รัว พูดจบเขาก็หยิบฎีกาเล่มหนึ่งที่มีรอยประทับสีแดงซึ่งเพิ่งถูกเปิดออกไม่นาน ส่งให้ขันทีคนสนิทที่อยู่เคียงข้างมาั้แ่สมัยยังเป็รัชทายาท
"เ้าดูนี่สิ นี่คือฎีกาที่ติ้งเอ๋อร์เพิ่งส่งมาให้เจิ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางเหนือมีแคว้นต้าเหลียงก่อกวนทุกปี ทางใต้แคว้นเฉินฉีจ้องจะตะครุบเหยื่อก็ว่าแย่แล้ว แม้แต่โจรป่าูเาเทียนหยวนยังกล้ารังแกลูกของเจิ้น"
"ยังมีพวกชนเผ่าเร่ร่อนม่อเป่ยที่เป็แค่เผ่าคนเถื่อนเล็ก ๆ กลับกล้าตระบัดสัตย์ ปล้นม้าของติ้งเอ๋อร์ไป ความอัปยศเช่นนี้ติ้งเอ๋อร์กลับอดทนไว้ได้"
"ทั้งในฎีกายังไม่ได้ขอให้เจิ้นย้ายเขากลับจิงตู เพียงแต่ขอสิ่งของบางอย่างจากเจิ้น เพื่อตั้งใจจะตีกลับไปเอาคืนด้วยตัวเอง องค์ชายเก้ารู้ความถึงเพียงนี้ เจิ้นจะไม่เสด็จมาด้วยตัวเองได้อย่างไร? เจิ้นจะไม่รู้สึกผิดได้อย่างไร?"
เมื่อพูดถึงจุดที่ะเืใจ ดวงตาคมดั่งเสือของจ้าวฉงหย่วนก็เริ่มแดงระเรื่อและแววตาก็ยิ่งเด็ดเดี่ยว
"ดังนั้นเจิ้นต้องมาด้วยตัวเอง เพื่อพบองค์ชายเก้าของเจิ้น! พบลูกเสือของเจิ้น! ครั้งนี้ไม่ว่าจะอย่างไร เจิ้นต้องพากลับไปให้ได้!"
เมื่อเห็นจ้าวฉงหย่วนเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ขันทีเฒ่าก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
เป็จริงดังที่ฝ่าาตรัส โยวโจวเป็ดินแดนหนาวเหน็บ ระหว่างทางเต็มไปด้วยูเาและไอพิษ อีกทั้งตั้งอยู่ชายแดนแคว้นต้าเฉียนซึ่งติดกับแคว้นเป่ยเหลียงและแคว้นเฉินฉี ั้แ่เริ่มก่อตั้งแคว้นต้าเฉียนที่นี่ก็เป็สมรภูมิสามด้าน ประชาชนยากจนข้นแค้น อดอยากหิวโหย องค์ชายที่มาที่นี่ ใครไม่ร้องห่มร้องไห้อยากให้ย้ายกลับจิงตูบ้าง
แต่องค์ชายเก้าจ้าวติ้งเล่า?
มาอยู่ที่นี่ถึงแปดปี แม้จะมีคำตัดพ้อแต่ในฎีกากลับแสดงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องชายแดนเพื่อแคว้นต้าเฉียนอยู่ตลอดเวลา!
การมีองค์ชายที่ซื่อสัตย์ต่อชายแดน ไม่ย่อท้อและมีใจรักชาติเช่นนี้ นับเป็โชคดีของแคว้นต้าเฉียนโดยแท้!
เคร้ง!
ในขณะนั้นเอง รถม้าเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง ขบวนที่เคยเงียบสงบเริ่มเกิดความวุ่นวาย มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นไม่ขาดสาย
หวังลี่ซื่อไม่ทันตรวจสอบสถานการณ์ภายนอก รีบะโด้วยเสียงแหลมสูงว่า "แย่แล้ว มีนักฆ่า อารักขาฝ่าา!"
ทว่าจ้าวฉงหย่วนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย มองตรงไปข้างหน้า สองมือจับราวจับไว้แน่นเพื่อยึดร่างของตน ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม การลอบสังหารที่คาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น ภายนอกค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบ
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีลูกศรปลิวเข้ามา หวังลี่ซื่อก็รีบก้าวออกจากรถม้าแล้วด่าทอคนขับรถอย่างรุนแรงว่า "เ้าบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ ขับรถไม่ดูทางหรืออย่างไร? บังอาจทำให้ขบวนเสด็จใ ระวังข้าจะเด็ดหัวสุนัขของเ้า!"
คนขับรถยื่นมือที่สั่นเทาชี้ไปข้างหน้าแล้วเอ่ยว่า
"กง... กงกง... ท่านดูนั่นขอรับ!"