บทที่ 8 ขอถามหน่อยว่าเ้ากล้าหรือไม่
จี้หานโม่ยืนนิ่งงัน
เขาตระหนักดีว่าเหตุใดเหลียงห้าวเหยียน จึงกล้าบุกมาวางก้ามโอหังถึงหน้าประตูบ้านเช่นนี้
นั่นก็เพราะตระกูลเหลียงถือเป็ขุนนางคู่บัลลังก์ ที่ร่วมสร้างแคว้นมาั้แ่ต้น ติดตามองค์ฮ่องเต้กรีธาทัพไปทั่วทิศ สร้างความชอบที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
อีกทั้งเหลียงกั๋วกงคนปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ชายแดน
ต้องยอมพลัดพรากจากครอบครัวแรมปี ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าลูกภรรยา
ตระกูลเหลียงจึงเปรียบเสมือนเทพผู้พิทักษ์ชายแดนที่แคว้นเสวียนจะขาดไปเสียมิได้
แม้แต่องค์ฮ่องเต้ในรัชกาลปัจจุบัน ก็ยังต้องไว้หน้าตระกูลเหลียงถึงสามส่วน
ส่วนเว่ยเซียวโจวน่ะหรือ?
ชื่อเสียงบารมีของตระกูลเว่ย ยิ่งโดดเด่นล้ำหน้าตระกูลเหลียงไปอีกขั้นเสียด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็ตระกูลเว่ยหรือตระกูลเหลียง สองกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่ต่างเสียสละตนเฝ้าชายแดน ทิ้งให้บุตรชายผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ทั้งสองรั้งอยู่เมืองหลวง ซื่อจื่อทั้งสองจึงกลายเป็บุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองหลวง เป็รองเพียงแค่องค์ฮ่องเต้เท่านั้น
และยังเป็เป้าหมายสำคัญที่เหล่าองค์ชายต่างพยายามดึงตัวไปเป็พวก
“เหลียงซื่อจื่อ อย่ากระทำการให้มันสิ้นไร้ไมตรีกันนักเลย”
ใบหน้าของจี้หานโม่แดงก่ำด้วยความอัดอั้น
เขารู้สึกว่าความอัปยศอดสูที่ได้รับในวันนี้ มากมายยิ่งกว่าที่เคยเจอมาตลอดชีวิตสิบกว่าปีรวมกันเสียอีก
รสชาติของความขมขื่นและอับอายเช่นนี้ มันทรมานยิ่งกว่าถูกมีดกรีดเฉือนเนื้อเสียอีก
“ท่านพ่อ ลูกไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเหลียงซื่อจื่อขอรับ” จี้หานโม่กัดฟันกรอด แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “ท่านพ่อ สกุลจี้เป็ตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ร้อยปี กระดูกสันหลังของบัณฑิตจะทิ้งขว้างมิได้ เกียรติยศของสกุลจี้ บรรดาศักดิ์ของสกุลจี้...ลูกจะเป็คนกอบกู้มันมาด้วยตัวเอง”
[ความฝันในหนานหัว: พี่ชายของข้าพูดได้ดีมาก มอบรางวัล 199 เหรียญดวงดาว]
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ของจี้หานโม่ ผู้ที่ตื่นตระหนกที่สุดกลับเป็ซูเถียนหลิน
นางเริ่มวางแผนการทั้งหมดนี้มาั้แ่วันแรกที่แต่งเข้าจวนจี้กั๋วกง
นางยอมลำบากตรากตรำเฟ้นหาอนุภรรยาหน้าตาดีมาปรนเปรอบิดาของเขา ยอมกล้ำกลืนฝืนทนมองดูสามีตนเองมีลูกกับหญิงอื่น ก็เพื่อจะใช้ลูกอนุเ่าั้มาปูทางสู่อำนาจให้กับลูกชายแท้ ๆ ของนาง
แต่ผลสุดท้าย...ลูกชายโง่เง่าของนาง กลับจะมาทำลายแผนการดี ๆ ของนางทิ้ง เพียงเพื่อไอ้สิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีของบัณฑิตเนี่ยนะ?
เื่แบบนี้ นางยอมไม่ได้เด็ดขาด
“เหลียงซื่อจื่อ ท่านอย่าไปฟังเ้าโม่เอ๋อร์พูดจาเพ้อเจ้อเลย การแต่งงานแต่โบราณกาลมา ย่อมต้องยึดถือคำสั่งบิดามารดา วาจาแม่สื่อ” ซูเถียนหลินรีบเอ่ยแทรกขึ้น ด้วยเกรงว่าคำพูดของจี้หานโม่ จะไปล่วงเกินสองตระกูลกั๋วกงที่นางอุตส่าห์ทุ่มเทเอาอกเอาใจมาตลอด
[น้องสาวรีบมาซบอกพี่: สตรีมเมอร์กำลังจะโดนแม่เลี้ยงขายกินแล้วนะจ๊ะ @หลงรักใบหน้าของเ้า]
สายตาของนางกวาดผ่านร่างของจี้หานลั่ว ที่สวมหมวกคลุมหน้ายืนสงบนิ่งอยู่ ก่อนจะไปหยุดลงที่ร่างของ เหลียงห้าวเหยียน “เื่การออกเรือนของหานลั่ว ย่อมต้องเป็ข้าผู้เป็ฮูหยินเอกเป็ผู้ตัดสินใจ”
[ตามหาเขาในฝูงชน: เกลียดพฤติกรรมที่ใช้ลูกสาวมาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้ตระกูลแบบนี้ที่สุด สตรีมเมอร์ห้ามยอมแพ้นะ มอบรางวัล 222 เหรียญดวงดาว]
“สมแล้วที่เป็ฮูหยินกั๋วกงผู้มองการณ์ไกล” เหลียงห้าวเหยียนยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจเป็ที่สุด
[หลงรักใบหน้าของเ้า: คู่จิ้นที่ข้าเชียร์จะไปไม่รอดแล้วหรือนี่ แง ๆ ๆ]
ซูเถียนหลินแสร้งปั้นสีหน้าลำบากใจ “ทว่า...ท่านกับเว่ยซื่อจื่อต่างก็้ารับหานลั่วเป็อนุภรรยาพร้อมกันทั้งคู่ หากข้าตกปากรับคำคนใดคนหนึ่ง ก็จำต้องล่วงเกินอีกคนหนึ่ง ซึ่งพวกท่านทั้งสอง...ข้าล้วนมิอาจล่วงเกินได้ทั้งสิ้น”
[ชอบดูเื่วุ่นวาย: สตรีมเมอร์อย่าเพิ่งท้อสิ ไปเป็อนุของซื่อจื่อจวนกั๋วกง อย่างน้อยคุณภาพชีวิตก็ดีกว่าไปอยู่กับชาวป่าชาวเขาตั้งเยอะ]
เหลียงห้าวเหยียนหันไปสบตากับเว่ยเซียวโจวคราหนึ่ง “เื่นั้นท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับพี่เว่ยตกลงกันก่อนมาแล้ว ว่าเราสองคนจะแข่งขันกันอย่างยุติธรรม หากใครแพ้ก็จะไม่มีคำครหาใด ๆ ทั้งสิ้น”
กล่าวจบเขาก็ยักคิ้วให้เซี่ยงเฉิงหลีอย่างท้าทาย “ขอเพียงผู้ชนะไม่ใช่เ้าชาวป่าชาวเขาคนนี้ ก็เป็อันใช้ได้”
[ไม่ดำก็แดง: ก็ไม่รู้หรอกนะว่าคู่หมั้นของสตรีมเมอร์ไปก่อวีรกรรมอะไรไว้ ถึงทำให้ซื่อจื่อจวนกั๋วกงทั้งสองโกรธแค้นได้ขนาดนี้ น่าสงสารจริงเชียว มอบรางวัล 55 เหรียญดวงดาว]
สีหน้าของซูเถียนหลินฉายแววยินดีวูบหนึ่ง
สถานการณ์ในวันนี้ นางอ่านเกมออกทะลุปรุโปร่งแล้ว
คนสองคนนี้หาได้้ารับจี้หานลั่วเป็อนุจริง ๆ ไม่ แท้จริงแล้วเพียง้าฉีกหน้า และสร้างความอัปยศให้ตระกูลเซี่ยงต่างหาก
ในเมื่อจวนเว่ยกั๋วกงมีบุตรสาวสกุลจี้แต่งเข้าไปแล้วหนึ่งคน
ย่อมไม่จำเป็ต้องส่งลูกสาวเข้าไปเพิ่มอีกคนให้ซ้ำซ้อน
ส่วนเซี่ยงเฉิงหลี...ก็แค่ส่งจี้หานเวยไปแต่งงานขัดตาทัพแทนจี้หานลั่ว อีกฝ่ายคงไม่กล้าหาข้อตำหนิอันใด
ริมฝีปากของนางยกโค้งขึ้น หันไปส่งยิ้มให้เหลียงห้าวเหยียน “ในเมื่อเป็เช่นนี้...”
“ท่านแม่เปี่ยมด้วยความเมตตาโอบอ้อมอารีมาโดยตลอด”
จี้หานลั่วเอ่ยขัดจังหวะซูเถียนหลินขึ้นมาทันควัน “ขอให้ลูกได้กล่าวความในใจสักสองสามประโยค แล้วค่อยตอบกลับเหลียงซื่อจื่อก็ยังไม่สายเ้าค่ะ”
สีหน้าของซูเถียนหลินฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่ง แต่เพียงชั่วพริบตาก็รีบปรับสีหน้ากลับมาเป็แม่เรือนผู้เปี่ยมเมตตาตามเดิม พลางส่งยิ้มให้จี้หานลั่ว
[นินี่ผู้น่ารัก: ข้าแค่แวบไปเข้าห้องน้ำมาแป๊บเดียว ใครบังอาจมาแย่งตำแหน่งพี่ใหญ่สายเปย์ของข้าไป? ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็อย่างไร ข้ายังคงยืนหยัดเคียงข้างคุณชายเซี่ยงของข้าเสมอ มอบรางวัล 3,999 เหรียญดวงดาว]
จี้หานลั่วมองทะลุผ่านผ้าโปร่งของหมวกคลุมหน้า จ้องเขม็งไปที่เซี่ยงเฉิงหลีพลางกล่าว “คุณชายเซี่ยง เื่ในวันนี้เป็ข้าที่นำความเดือดร้อนมาให้ท่าน ข้าอยากจะขอถามท่านสักประโยค...หากข้ายืนกรานที่จะแต่งให้กับท่าน ท่านยังจะกล้าแต่งกับข้าหรือไม่เ้าคะ?”
[หลงรักใบหน้าของเ้า: แง ๆ ๆ ซึ้งกินใจมาก เห็นหรือยัง? สตรีมเมอร์นางสู้ยิบตาเลยนะ ใครจะหัวเราะทีหลังดังกว่ายังไม่แน่หรอก @น้องสาวรีบมาซบอกพี่ มอบรางวัล 66 เหรียญดวงดาว]
เซี่ยงเฉิงหลีชะงักไปเล็กน้อย
เขาเข้าใจเจตนาของจี้หานลั่วได้ในทันที
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยตอบรับ ก็ได้ยินเสียงตวาดแหวมาจากซูเถียนหลิน ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน “บังอาจ! จารีตประเพณีและความละอายที่พร่ำสอนไปในยามปกติ เ้าลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้วหรือ?”
[น้องสาวรีบมาซบอกพี่: @หลงรักใบหน้าของเ้า ผู้น้อยจะไปสู้ผู้มีอำนาจได้อย่างไร มอบรางวัล 88 เหรียญดวงดาว]
จี้หานลั่ว: “...”
ผู้ใดกันแน่ที่เป็คนฉีกทึ้งความละอายและจารีตประเพณี แล้วโยนลงไปเหยียบย่ำบนพื้น?
มุมปากของนางยกขึ้นเป็รอยยิ้มหยัน
นางจ้องมองเซี่ยงเฉิงหลี ขม็งแล้วเอ่ยถามย้ำ “ข้าแค่ถามท่าน ว่าท่านกล้าหรือไม่?”
“คุณหนูจี้กล่าวหนักเกินไปแล้วขอรับ” เขากุมมือคารวะจี้หานลั่วอย่างนอบน้อม “เื่วุ่นวายในวันนี้ ล้วนพุ่งเป้ามาที่ตัวข้าแซ่เซี่ยง ที่ข้านิ่งเงียบไปก่อนหน้านี้ ก็เพราะเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือน ต่อชื่อเสียงและอนาคตของคุณหนูจี้”
“แต่ในเมื่อคุณหนูจี้เอ่ยปากถึงเพียงนี้ ตัวข้าแซ่เซี่ยงก็ขอประกาศจุดยืน ณ ที่ตรงนี้เช่นกัน”
ดวงตาสีนิลลึกล้ำของเซี่ยงเฉิงหลี กวาดมองใบหน้าของทุกคนในห้องด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานหนักแน่นว่า “ขอเพียงคุณหนูจี้ไม่รังเกียจที่ตระกูลเซี่ยงตกต่ำ และยินดีที่จะแต่งให้กับข้า”
“วันนี้หากผู้ใดกล้ามาทำลายงานมงคลนี้ ต่อให้ข้าต้องไปตีกลองร้องทุกข์ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ข้าก็จะทำเพื่อทวงความเป็ธรรมให้จงได้”
[นินี่ผู้น่ารัก: คุณชายเซี่ยงของข้าหล่อมาก แข็งแกร่งมาก...ฟินระดับสิบ สตรีมเมอร์ห้ามทิ้งคุณชายเซี่ยงของข้านะ ใครห้ามแย่งตำแหน่งพี่ใหญ่สายเปย์ มอบรางวัล 520 เหรียญดวงดาว]
ภายในใจของจี้หานลั่ว มีกระแสความอบอุ่นไหลผ่าน
นางรู้สึกพึงพอใจกับว่าที่สามีหมาด ๆ ผู้นี้เป็ที่สุด
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกเองก็ขอประกาศจุดยืน ณ ที่นี้เช่นกันเ้าค่ะ”
จี้หานลั่วหมุนตัวกลับไป แล้วทิ้งตัวลงคุกเข่าดัง ‘ตุ้บ’ ต่อหน้าจี้ป๋อหรูและซูเถียนหลิน
“นับั้แ่ที่ท่านพ่อหมั้นหมายลูกให้กับคุณชายเซี่ยง...ยามมีชีวิตลูกเป็คนของตระกูลเซี่ยง ยามตายลูกก็จะขอเป็ผีของตระกูลเซี่ยงเ้าค่ะ”
[ลมพัดตึง: หากมีสตรีสักคนมาพูดกับข้าแบบนี้บ้าง ข้ายอมยกสมบัติทั้งหมดที่มีประเคนให้นางเลยเอ้า วันนี้ข้ากระเป๋าฉีกเพราะดูไลฟ์แท้ ๆ มอบรางวัล 666 เหรียญดวงดาว]
[หลงรักใบหน้าของเ้า: หากเ้าไม่ทอดทิ้ง ข้าจะขออยู่เคียงคู่ตราบจนวันตาย! คู่จิ้นคู่นี้เชียร์แล้วคุ้มค่าตั๋วสุด ๆ มอบรางวัล 666 เหรียญดวงดาว]
จี้ป๋อหรูผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื้นตัน ปรี่เข้าไปประคองจี้หานลั่วให้ลุกขึ้น “ดี! ดี! ดีมาก! นี่สิถึงจะสมเป็ลูกสาวสกุลจี้ ความยากจนมิอาจสั่นคลอนอุดมการณ์”
[ไม่ดำก็แดง: พ่อสตรีมเมอร์ออกตัวแรงขนาดนี้ ดูท่าเรือลำนี้จะแล่นฉิว งานแต่งไม่ล่มแล้วจ้า]
จี้หานโม่เองก็มองน้องสาวด้วยแววตาชื่นชม
มีเพียงซูเถียนหลินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานเท่านั้น ที่ในใจขมขื่นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่ก็จนปัญญาที่จะขัดขวาง
ท่าทีของจี้หานลั่วเมื่อครู่ชัดเจนเด็ดขาดนัก
นางแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่เื่ ‘เกาะแข้งเกาะขาคนรวย จนบีบคั้นลูกเลี้ยงให้ตาย’ ไม่ไหวแน่
ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยงเฉิงหลีถึงขั้นประกาศว่าจะไปฟ้องร้องต่อหน้าฮ่องเต้
หากเื่นี้ลุกลามใหญ่โต ชื่อเสียงคงได้ป่นปี้กันหมด
ไม่ใช่แค่ซูเถียนหลินที่คิดเช่นนี้
เหลียงห้าวเหยียนและเว่ยเซียวโจวต่างก็ขมวดคิ้วมุ่น
ทิศทางของเื่ราว ผิดไปจากที่พวกเขาคาดการณ์ไว้อย่างสิ้นเชิง
ต่อให้ตระกูลเว่ยและตระกูลเหลียง จะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากเพียงใด
แต่ก็คงรับมือไม่ไหว หากเซี่ยงเฉิงหลีบ้าเืไปฟ้องร้องถึงในวังจริง ๆ
อีกทั้งหากเื่นี้แพร่งพรายออกไป อย่างไรเสียฝ่ายที่ผิดเต็มประตูและไม่มีเหตุผล ก็คือพวกเขาเอง
ทั้งสองคนนึกเสียใจที่วันนี้เสนอหน้ามาที่นี่
ช่างเหมือนกับสำนวนที่ว่า ‘ไม่ได้กินเนื้อแพะ แต่กลับต้องมาเหม็นคาวไปทั้งตัว’ เสียจริง ๆ