“บรรยากาศเ็าคืบคลานเข้าสู่บ้านเรือนหอ... ความเงียบงันที่แสนทรมานเมื่อความระแวงเริ่มผลิบาน”
*****
เสียงเครื่องยนต์รถกระบะของผมดับลงท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนวันเสาร์ แสงไฟหน้ารถที่ดับวูบลงทำให้ความมืดมิดคืบคลานเข้าปกคลุมสนามหญ้าหน้าบ้านทีละน้อย ผมนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์อยู่ครู่ใหญ่ สองมือยังคงกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เหงื่อที่เปียกชุ่มแผ่นหลังั้แ่ตอนอยู่ในห้องลองเสื้อผ้าของสตูดิโอเจนจิราเริ่มแห้งเหือดไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่เกาะกุมิัและความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่น่ารังเกียจ
ผมเอื้อมมือไปลูบซอกคอตัวเองเบาๆ รอยช้ำคิสมาร์กสีม่วงแดงที่ธิชาจงใจฝากเอาไว้ยังคงอุ่นร้อนและเด่นหราอยู่ตรงนั้น แม้ผมจะพยายามจัดปกเสื้อเชิ้ตให้ตั้งสูงและติดกระดุมเม็ดบนสุดเพื่อปกปิดไว้ แต่ความตื่นตระหนกและหวาดระแวงก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด ยิ่งกว่านั้นแผ่นหลังของผมยังมีรอยเล็บข่วนยาวปูดแดงจากแรงราคะบ้าคลั่งของเจนจิราที่สลักไว้บนเนื้อหนังสดๆ ทุกครั้งที่ผมขยับตัว เสื้อเชิ้ตเนื้อบางจะเสียดสีกับรอยแผลเ่าั้ ส่งกระแสความเจ็บแปลบสลับเสียวซ่านเตือนใจให้รู้ถึงความผิดศีลธรรมที่เพิ่งก่อขึ้น
ผมพรูลมหายใจยาวเพื่อขับไล่ความฟุ้งซ่าน ก่อนจะหยิบพิมพ์เขียวงานและกระเป๋าเอกสารก้าวขาลงจากรถ ผมพยายามเดินด้วยท่าทางปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้คนในบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติ
เมื่อผมเปิดประตูรั้วเหล็กและก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้มจืดเต้าหู้หมูสับและไข่เจียวร้อนๆ โชยมาเตะจมูก มันคือกลิ่นของ "บ้าน" คือกลิ่นอาหารฝีมือภรรยาที่เคยทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมอมา แต่ในค่ำคืนนี้ กลิ่นนั้นกลับทำหน้าที่เหมือนปลายเข็มแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจของผมจนปวดหนึบ ความดีงามและเรียบง่ายของอิงอรยิ่งทำให้ตราบาปชั่วช้าที่ผมเพิ่งกระทำมาดูโสมมและน่ารังเกียจเป็ร้อยเท่าพันทวี
"พี่พัฒน์กลับมาแล้วเหรอคะ... วันนี้เหนื่อยไหมคะงานที่ไซต์?" อิงอรเดินก้าวมาจากในครัวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อน รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอยังคงดูอ่อนโยนเหมือนทุกวัน ทว่าในแววตากลมโตคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยรอยหม่นหมองและการเฝ้ารอคอยคำอธิบายบางอย่าง
"อ๋อ... เหนื่อยนิดหน่อยจ้ะอร พอดีช่างทำสีกวนใจเื่วอลเปเปอร์ แล้วก็ระบบไฟสปอตไลท์มันมีปัญหาติดขัดนิดหน่อย พี่เลยต้องอยู่คุมช่างไฟฟ้าจนดึกน่ะจ้ะ" ผมแสร้งตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจงใจหลบเลี่ยงการสบตาตรงๆ พลางเดินเลี่ยงเอากระเป๋าเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานมุมห้อง
อิงอรเดินตามเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงสองก้าว กลิ่นน้ำหอมยั่วยวนคาวสวาทของเจนจิราที่ปะปนกับกลิ่นเหงื่อดิบและกลิ่นแป้งหอมของธิชาคงจะยังตกค้างอยู่บนเสื้อผ้าของผมอย่างเข้มข้น อิงอรชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย จมูกรั้นๆ ของเธอขยับเบาๆ ราวกับได้กลิ่นแปลกปลอมที่เธอไม่คุ้นเคย
"พี่พัฒน์ไปทำงานไซต์ก่อสร้าง... ทำไมถึงมีกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงหอมฉุนแบบนี้ล่ะคะ? กลิ่นมันดูหรูหราเหมือนน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาแพงเลยค่ะ" น้ำเสียงของอิงอรเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความจับผิดที่คมกริบ
หัวใจของผมสะดุดวูบคล้ายตกจากที่สูง ผมรีบยกมือขึ้นกุมซอกคอตัวเองโดยสัญชาตญาณเพื่อปิดบังรอยช้ำและโกหกคำโตออกไปทันที "อ๋อ... คือยัยเจนจิราน่ะสิ วันนี้เธอแวะเข้ามาตรวจงานตกแต่งห้องลองเสื้อผ้าคนเดียว แล้วเธอก็ประพรมน้ำหอมมาเสียฉุนกึก ตอนเดินอธิบายแบบแปลนพิมพ์เขียวเธอก็เบียดเข้ามาใกล้ๆ พี่เพื่อชี้จุดติดตั้งระบบไฟ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงนั่นเลยติดตัวพี่มาล่ะมั้งจ้ะ พี่เองก็เวียนหัวจะแย่เหมือนกัน"
อิงอรเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอดูดำมืดลงและสั่นระริกชั่ววูบ ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติแล้วพยักหน้ารับคำเบาๆ "งั้นเหรอคะ... พี่พัฒน์ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะค่ะ อรจะได้ตักข้าวตั้งโต๊ะให้ทานร้อนๆ"
"จ้ะ... เดี๋ยวพี่รีบลงมานะ" ผมรีบรับคำแล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้านอย่างรวดเร็วราวกับกำลังวิ่งหนีความผิด
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำที่มิดชิด ผมปิดประตูล็อกสลักเหล็กเสียงดัง "แกรก..." ทันควัน ผมถอดเสื้อเชิ้ตทำงานโยนลงตะกร้าผ้าอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินไปที่หน้ากระจกเงา แสงไฟสีขาวนีออนในห้องน้ำเผยให้เห็นแผ่นหลังของผมที่มีรอยเล็บแดงปูดข่วนยาวสี่ห้ารอยอย่างชัดเจน ส่วนตรงซอกคอขวาก็ปรากฏรอยจูบช้ำสีม่วงคล้ำเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมเพราะความร้อนของร่างกาย ผมได้แต่กุมขมับด้วยความสิ้นหวัง
ผมรีบเปิดฝักบัวปล่อยให้น้ำเย็นจัดไหลรดชำระล้างร่างกาย ผมใช้สบู่ก้อนฟอกถูซอกคอและแผ่นหลังอย่างรุนแรง หวังจะขัดสีฉวีวรรณเอากลิ่นคาวสวาทและร่องรอยชั่วช้าเหล่านี้ให้จางหายไป ความเ็ปแสบจากน้ำสบู่ที่แล่นเข้าสู่รอยแผลเปิดที่แผ่นหลังทำให้ผมต้องขบฟันแน่นจนกรามแทบแตก แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับความเ็ปรวดร้าวในใจที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ผมใช้เวลาในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อแน่ใจว่าไม่มีกลิ่นแปลกปลอมหลงเหลืออยู่บนผิวกาย ผมเลือกสวมใส่เสื้อยืดคอเต่าแขนยาวผ้าเนื้อหนาสีเทาเข้มเพื่อปกปิดรอยคิสมาร์กที่ซอกคออย่างมิดชิด แม้ว่าอากาศยามค่ำคืนจะอ้าวอบอ้าวเพียงใดก็ตาม
เมื่อผมเดินกลับลงมาที่โต๊ะอาหารชั้นล่าง อิงอรนั่งรออยู่เงียบๆ อาหารเย็นถูกตักวางเคียงคู่กันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารคืนนี้ช่างเงียบเชียบและตึงเครียดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงพัดลมตั้งโต๊ะที่ส่ายหน้าไปมา "ฟู่... ฟู่..." และเสียงช้อนส้อมกระทบจานเบาๆ เท่านั้น
"อร... วันนี้ไข่เจียวอร่อยดีนะจ้ะ" ผมพยายามทำลายความเงียบชวนอึดอัดด้วยการเอ่ยชมรสชาติอาหาร
"ค่ะ... ถ้าพี่พัฒน์ชอบก็ทานเยอะๆ นะคะ" อรตอบเสียงเรียบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมเลยสักนิด เธอตักข้าวเข้าปากทีละน้อยอย่างเชื่องช้า แววตาจดจ้องอยู่แต่กับจานข้าวของตัวเองเหมือนคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ความเ็าที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ระหว่างเราสองคนมันช่างเหน็บหนาวและน่ากลัว ผมรู้ดีว่าอิงอรไม่ใช่ผู้หญิงโง่ เธอเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวผมมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเวลาการกลับบ้านที่ค่ำมืดผิดปกติ รอยยิ้มแสนดีที่ดูเจื่อนลง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ "ความสัมพันธ์บนเตียง" ของเราสองคนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ั้แ่ผมตกเป็ชู้และทาสราคะของเจนจิราและธิชา ร่างกายของผมก็ถูกสูบฉีดน้ำรักและพลังงานดิบจนเหือดแห้งเกือบหมดสิ้น ทุกครั้งที่ผมก้าวขึ้นเตียงนอนเคียงข้างอิงอร ผมกลับรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปโอบกอดััเนื้อตัวของเธอ และหากอิงอรขยับกายเข้ามาซุกซบหาไออุ่น ผมก็มักจะนอนตัวเกร็งทื่อบิดเบี่ยงถอยหนีหันหลังให้เธอโดยอ้างว่าเหน็ดเหนื่อยจากงานหนักล้าสายตา
ค่ำคืนนี้ก็ไม่ต่างกัน หลังจากทานข้าวเสร็จและช่วยกันเก็บถ้วยจานเรียบร้อยแล้ว ผมก็รีบปลีกตัวขึ้นห้องนอน อ้างว่ามีเอกสารแบบแปลนระบบสุขาภิบาลที่ต้องตรวจเช็กด่วน ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานมุมห้องนอน แสร้งทำเป็เพ่งมองพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่ ทั้งที่ในหัวสมองว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน อิงอรเดินก้าวเข้ามาในห้องนอนในชุดนอนกระโปรงสีครีมเรียบง่ายยาวเลยเข่า เธอไม่ได้สวมใส่น้ำหอมยั่วยวนเหมือนชู้รักทั้งสองของผม มีเพียงกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ที่สะอาดบริสุทธิ์ติดตัวเธอมา อรขยับขึ้นไปนั่งบนเตียงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตักแล้วจ้องมองแผ่นหลังของผมที่นั่งหันหลังให้เธออยู่ที่โต๊ะทำงาน
"พี่พัฒน์คะ... งานยังไม่เสร็จอีกเหรอคะ ดึกมากแล้วนะจ้ะ พักผ่อนบ้างเถอะค่ะ" อรเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนปนความเป็ห่วง
"อีกนิดเดียวจ้ะอร... อรนอนก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอพี่หรอกจ้ะ" ผมตอบกลับโดยไม่หันหน้าไปมอง
อิงอรเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงขยับตัวของเธอฝีเท้าแ่เบาก้าวตรงมาหาผมทางด้านหลัง ััมือเรียวอุ่นของเธอทาบลงบนไหล่หนาของผมเบาๆ ผมสะดุ้งตัวโยนด้วยความตื่นตระหนกเกร็งกล้ามเนื้อไหล่ตึงเปรี๊ยะทันทีเพราะกลัวมือของเธอจะเลื่อนลงไปลูบโดนรอยแผลเล็บข่วนใต้เสื้อผ้า หรือเลื่อนไปจับซอกคอที่มีรอยช้ำคาวสวาท
"พี่พัฒน์... เป็อะไรไปคะ? ทำไมต้องสะดุ้งเกร็งตัวขนาดนั้นด้วยล่ะคะ?" อรเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและตัดพ้อที่ปิดไม่มิด มือเรียวของเธอค้างเติ่งอยู่บนไหล่ของผม
ผมรีบฝืนยิ้มกลบเกลื่อนบิดตัวเบี่ยงหลบมือเธออย่างเนียนๆ "อ๋อ... เปล่าจ้ะพอดีพี่กำลังใช้สมาธิเพ่งแบบแปลนไฟอยู่เลยใน่ะจ้ะ แล้วก็ไหล่พี่มันตึงๆ ปวดเมื่อยอยู่ด้วยจ้ะขยับตัวทีก็เจ็บแปลบขึ้นมาเลยล่ะ"
"งั้นอรช่วยนวดให้เอาไหมคะ? อรจะไปหยิบน้ำมันมวยมาทาถูนวดไหล่กับแผ่นหลังให้พี่พัฒน์คลายปวดดีกว่าค่ะ พี่พัฒน์ถอดเสื้อออกสิคะอรจะทายาให้" อรเอ่ยด้วยความหวังดีพยายามจะยื่นมือมาช่วยแกะกระดุมเสื้อยืดของผม
คำเสนอแนะของเธอเปรียบเสมือนเสียงระฆังมรณะดังกังวานในหัวสมองของผม หากผมถอดเสื้อออกตอนนี้ ความลับชั่วช้าทั้งหมดที่ผมปกปิดไว้ก็จะถูกกระชากหน้ากากออกมาทันที รอยแผลข่วนหนารูปเล็บมือผู้หญิงที่กลางหลังและรอยจูบช้ำที่ซอกคอจะฟ้องร้องพฤติกรรมคบชู้ของผมจนดิ้นไม่หลุด
"ไม่ต้องหรอกจ้ะอร! ไม่ต้องเลย!" ผมตวาดปฏิเสธเสียงดังและปัดมือของเธอออกอย่างแรงปานกลัวโดนน้ำร้อนลวกทำให้อิงอรเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความใและเ็ปร้าวลึกซึ้ง
ผมตระหนักตัวได้ว่าทำเกินไป รีบลดน้ำเสียงลงพูดตะกุกตะกักแสร้งทำเป็หงุดหงิดกลบเกลื่อนความกลัว "เอ่อ... พี่ขอโทษจ้ะอร พี่แค่ไม่อยากให้อรเหนื่อยลำบาก แล้วพี่ก็ไม่ชอบกลิ่นเหม็นฉุนของน้ำมันมวยด้วยจ้ะ พี่ทนไหว แค่นอนพักเฉยๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองจ้ะ อรรีบไปนอนเถอะนะพี่ขอร้องล่ะ"
อิงอรจ้องมองหน้าผม แววตาของเธอเปลี่ยนจากความใกลายสภาพเป็ความเงียบงันที่แสนเหน็บหนาวและเ็าลึกซึ้ง รอยน้ำตาอุ่นๆ เริ่มเอ่อคลอรอบขอบตาสลวยของเธอช้าๆ เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาวราวกับกำลังกักเก็บความรู้สึกพังทลายในอกไม่ให้ะเิออกมา
"ค่ะ... งั้นอรนอนก่อนนะคะ" อรเอ่ยเสียงแ่สั่นเครือจนแทบเป็เสียงกระซิบ ก่อนที่เธอจะหมุนตัวหันหลังเดินกลับไปที่เตียงนอน ล้มตัวลงนอนหงายหันหลังให้ผมและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดศีรษะ
ผมยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องนอน ความรู้สึกผิดและสมเพชตัวเองพุ่งพล่านเข้าโจมตีจนหน้าอกบดเบียดหายใจไม่ทั่วท้อง ผมเดินไปปิดไฟสปอตไลท์โต๊ะทำงาน เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง ผมก้าวข้ามไปนอนเตียงนอนฝั่งของตัวเอง ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนเคียงข้างภรรยา แต่ทว่าระยะห่างระหว่างเราสองคนบนเตียงนอนขนาดคิงไซส์นี้กลับดูกว้างใหญ่ราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้งที่ไม่มีวันก้าวข้ามผ่านไปได้
ผมทำได้เพียงนอนหงายจ้องมองฝ้าเพดานมืดสลัว สูดกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ของภรรยาปะปนกับกลิ่นไออุ่นของเธอ ความเงียบงันเริ่มกัดกินครอบครัวเราทีละน้อยจนผมรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก ผมรู้ดีว่ากำแพงความไว้วางใจที่อรเคยมีให้ผมมันได้พังทลายลงราบคาบแล้ว และในตอนนี้... มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะชี้ชะตาว่าะเิเวลาลูกนี้จะะเิทำลายชีวิตคู่ของเราสองคนให้พังพินาศย่อยยับลงในวันใด
ผมหลับตาลงอย่างทรมาน จินตนาการถึงใบหน้าสะสวยแสนร้ายยั่วยวนคัพเอฟของเจนจิราสลับกับใบหน้าคมสวยถือไพ่เหนือกว่าของธิชา ราคะคาวสวาทและแรงกดดันทางจิติญญายังคงร้อยรัดพันธนาการตัวผมไว้แ่า จองจำวิศวกรหนุ่มแสนดีคนเดิมให้ตายตกไปในหุบเหวนรกแห่งความลุ่มหลงชั่วช้าตลอดกาล
*****
“รอยยิ้มแปลกๆ ของอิงอรที่มองสามี...
เธอรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
หรือกำลังรอจังหวะะเิศึกครั้งใหญ่?”