"ผู้ที่นามว่า ณิชา อุดมพิสุทธิ์ เชิญขึ้นรถม้าเถิด ผู้อื่นโปรดอย่าได้ยุ่งเกี่ยว" เสียงทหารผู้ถือสารประกาศเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง มันชายตามองไปยังเด็กสาวที่หลบอยู่หลังร่างของสามีภรรยาคู่นั้น
ณิชาค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า ท่าทีหวาดหวั่น ดวงตาคู่สวยเหลือบมองผู้มีพระคุณทั้งสองเป็ระยะด้วยความอาลัย
"ไปเถิดลูกรัก บางทีอาจมิใช่เื่ร้ายอันใด" คำปลอบประโลมของมารดาบุญธรรมประหนึ่งแสงเทียนริบหรี่ในพายุฝน
ณิชาพยายามข่มตรรกะและเหตุผลที่กำลังร่ำร้องประท้วงอยู่ในหัว ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของตระกูลวรกุลนั้นนางย่อมรู้ดี พวกมันเลื่องลือในความเป็เ้าสำราญ มองสตรีเป็เพียงผักปลาไร้ค่า
แต่แล้วนางก็สะบัดศีรษะแรงๆ ขับไล่ความคิดอันน่าหวาดหวั่นเ่าั้ ก้าวเดินคอตกขึ้นไปยังรถม้าอย่างจำยอม แววตาสดใสที่เคยมีบัดนี้ดับมอดลงสิ้น
ความสิ้นหวังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบางนั้น มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อจิตใจอันด้านชาของเหล่าทหารแม้แต่น้อย พวกเขาคุ้นชินกับภาพเช่นนี้เสียแล้ว การฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้านไปปรนเปรอเ้านายถือเป็เื่ปกติในชีวิตประจำวันของพวกเขา เหล่านายน้อยแห่งตระกูลวรกุลล้วนขึ้นชื่อลือชาเื่ความมักมากในกามคุณ ทำให้ทหารเช่นพวกเขาต้องรับหน้าที่สนองตัณหาอยู่ไม่ว่างเว้น โดยเฉพาะกับหญิงสาวจากชนชั้นกลางลงไป ที่ไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง
"อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายไปนักเลยแม่หนู" ทหารผู้ถือสารคนเดิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ฟังดูอ่อนโยน มันลอบมองรูปโฉมของณิชา แม้จะมีผ้าผืนบางปิดบังใบหน้าอยู่ แต่ก็พอจะเดาได้ว่านางคงมีความงามที่ไม่ธรรมดา "บางที...เ้าอาจจะโชคดี ได้เป็ถึงอนุภรรยาของนายน้อยก็ได้นะ" การได้เป็อนุภรรยานั้นหมายถึงชีวิตที่สุขสบาย มีกินมีใช้ไม่อดอยาก เหนือกว่าพวกทหารเลวเช่นตนอยู่หลายขุมนัก
ลูกผู้นี้มีแต่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านพ่อท่านแม่เสมอมา" น้ำเสียงของณิชาเรียบเฉย หากแต่แฝงความเ็ปรวดร้าว "แต่ท่านทั้งสองก็มิเคยตำหนิลูกเลยสักครา “บุญคุณนี้ยากจะทดแทน ลูกขอลาแล้วเ้าค่ะ" พ่อแม่บุญธรรมััได้ถึงความสิ้นหวังอันเย็นเยียบที่ฉายชัดออกมาจากทุกถ้อยคำของนาง
"ลูกพ่อ!" เสียงบิดาบุญธรรมสั่นเครือด้วยความร้าวรานใจที่มิอาจปกป้องบุตรสาวอันเป็ที่รักได้ "พ่อจะหาทางช่วยเ้าออกมาให้จงได้! พ่อรักเ้านะลูก!"
"ฮ่าๆๆ! ไม่อยากจะซ้ำเติมหรอกนะไอ้เฒ่า! แต่เ้าคิดว่าตนเองมีปัญญาจะทำอะไรได้รึ? รู้จักประมาณตนเสียบ้าง!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังมาจากทหารเลวนายหนึ่ง กิริยาหยาบคายไร้ซึ่งความเคารพ
คำพูดนั้นราวกับน้ำมันเดือดที่ราดลงบนกองเพลิง! เดิมทีผู้เป็พ่อก็รู้สึกผิดและอัดอั้นตันใจอยู่แล้ว ที่มิอาจปกป้องลูกสาวสุดที่รักได้ ซ้ำยังถูกทหารชั้นต่ำเหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างไร้ความปรานี
ความหวังริบหรี่ที่มีอยู่พลันมอดดับลง เขาคำรามลั่น ก้าวตรงเข้าไปหมายจะคว้าตัวบุตรสาวกลับคืนมา!
"บังอาจ! คิดจะขัดคำสั่งของชนชั้นสูงรึ!?" ทหารชั่วนายนั้นตวาดกร้าว มันยกด้ามหอกในมือขึ้นข่มขู่อย่างอุกอาจ!
"หยุดนะ!!!" ณิชาเห็นดังนั้นก็กรีดร้องสุดเสียง นางรีบวิ่งเข้าไปขวางร่างระหว่างทหารกับพ่อบุญธรรม ทำให้ทหารเลวนายนั้นเปลี่ยนเป้าหมาย ใช้ลำตัวหอกอันแข็งกระด้างกระแทกเข้าที่ร่างของเธออย่างเต็มแรง!
"อ๊าา!!!" ณิชาร้องครางออกมาด้วยความเ็ป ร่างบางของนางถูกเรี่ยวแรงมหาศาลผลักกระเด็นจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น!
"หยุดมือเดี๋ยวนี้! เ้าสิริ!!!" เสียงตวาดดังก้องมาจากหัวหน้าทหารผู้ถือสาร รัศมีความน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากร่างของเขา จนทหารที่ชื่อสิริถึงกับชะงักงันไปในทันที
"กะ...ก็...นางเด็กนี่มันพรวดพราดเข้ามาขวางเองนี่ขอรับ...ข้า...ข้ามิได้ตั้งใจ..." ทหารสิริเสียงอ่อนลงทันควัน หน้าซีดเผือด
แต่แล้วสายตาของมันก็เบิกกว้างขึ้น เมื่อผ้าปิดปากผืนบางของหญิงสาวที่มันเพิ่งกระแทกจนล้มลงนั้น ปลิวหลุดลอยออกไป เผยให้เห็นวงหน้างามหมดจด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่ซ่อนอยู่ภายใต้!
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลงในบัดดล! ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังดวงหน้าของณิชาเป็จุดเดียว ความงามอันบริสุทธิ์และไร้เดียงสานั้นงดงามเกินกว่าคำบรรยายใดๆ ราวกับเทพธิดาจำแลงลงมาจุติ สะกดทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่งราวกับต้องมนตร์!
"ท่านพ่อเ้าคะ! ท่านเป็อะไรหรือไม่ เ็ปตรงไหนหรือเปล่าเ้าคะ!?" ณิชามิได้ใส่ใจความเ็ปของตนเองแม้แต่น้อย นางรีบลุกขึ้นไปประคองร่างบิดาบุญธรรมอย่างรวดเร็ว ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย ก่อนจะรีบร้อนเก็บผ้าปิดปากผืนนั้นขึ้นมาสวมคลุมใบหน้าดังเดิมด้วยความเคยชินอันน่าสงสาร
"พ่อมิเป็ไรหรอกลูก...เ้าต่างหากเล่าที่เจ็บ...พ่อขอโทษ...พ่อมันอ่อนแอ ปกป้องเ้าไม่ได้เลย" บิดาบุญธรรมกล่าวเสียงเครือคลอน้ำตา ละอายใจในความไร้กำลังของตนเองยิ่งนัก
"ท่านพ่อมิได้เป็อะไรก็ดีแล้วเ้าค่ะ" คำปลอบประโลมอันอ่อนโยนที่ควรจะเอ่ยออกจากปากผู้เป็พ่อ กลับกลายเป็ถ้อยคำจากบุตรสาวที่เพิ่งถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ
"อะแฮ่ม!" หัวหน้าทหารผู้ถือสารกระแอมไอเสียงดัง เรียกสติของทุกคนกลับคืนมา
"ต้องขออภัยอย่างสูงที่ลูกน้องของข้าประพฤติตนไม่เหมาะสมเยี่ยงนี้ ข้าจะนำตัวมันไปลงทัณฑ์สถานหนักในภายหลัง บัดนี้ก็ล่วงเลยเวลามามากโขแล้ว สมควรเร่งรีบเดินทางไปพบนายน้อยโดยเร็วเถิด"
สิ้นคำพูด หัวหน้าทหารก็กระชากตัวเ้าสิริผู้นั้นออกไปจากบริเวณนั้นทันที แต่สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าของณิชาไม่วางตา ราวกับค้นพบสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
บรรยากาศและท่าทีของเหล่าทหารโดยรอบพลันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จากความแข็งกร้าวดุดันเมื่อครู่ กลับกลายเป็ความตะลึงงันและแววตาที่แฝงความยำเกรง
หัวหน้าทหารกระซิบสั่งการบางอย่างกับลูกน้องคนสนิทอย่างรวดเร็ว คำพูดคำจาที่เคยห้วนกระด้างของพวกเขา บัดนี้กลับดูอ่อนน้อมลงอย่างเห็นได้ชัด
'โอ...์! ข้ารู้สึกได้...เหตุการณ์ในครั้งนี้...อาจจะพลิกผันชีวิตของข้าไปตลอดกาล!' หัวหน้าทหารครุ่นคิดในใจอย่างตื่นเต้นระคนยินดี
'สิบปีที่ผ่านมา...ข้ายังมิเคยประสบพบพานสตรีใด ที่จะงดงามหยาดเยิ้มปานเทพธิดาได้ถึงเพียงนี้มาก่อนเลย!'
ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงชนชั้นสูงมานานหลายปี และหน้าที่ที่ต้องคัดสรรสตรีไปถวายตัวรับใช้นายน้อยอยู่เป็นิจ ทำให้เขามีสายตาที่เฉียบคมยิ่งกว่าผู้ใดในการประเมินความงามของอิสตรี
หากสตรีผู้นี้...ณิชา...เป็ที่โปรดปรานของนายน้อยท่านใดท่านหนึ่งในตระกูลวรกุล...หรือหากโชคเข้าข้างยิ่งกว่านั้น...อาจจะไปต้องตาต้องใจถึงจ้าวตระกูล! อนาคตของเขาย่อมรุ่งโรจน์โชติ่ชัชวาลอย่างมิอาจประมาณได้!
'ต้องรีบรายงานเื่นี้ให้จ้าวตระกูลทรงทราบโดยด่วนที่สุด!' หัวหน้าทหารขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาฉายประกายมุ่งมั่น
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องจัดการเื่นี้ด้วยตนเองอย่างรอบคอบที่สุด จะปล่อยให้ลูกน้องคนอื่นที่อาจจะปากพล่อยหรือมีความทะเยอทะยานซ่อนเร้นมาทำลายโอกาสทองครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของตนเป็อันขาด! โดยเฉพาะเ้าสิริผู้โง่เขลาเบาปัญญานั่น!
"เห้ย! เ้า 'สอง'!" หัวหน้าทหารตวาดเรียกชื่อลูกน้องคนสนิท
"รีบไปตามหน่วยพยัคฆ์ขาวของเรามาให้หมด! ไปรวมพลกันที่หน้าประตูทางเข้าตระกูล! เร่งมือเข้า!"
สิ้นคำสั่งอันเด็ดขาด เขาก็สั่งให้ขบวนรถม้าออกเดินทางทันที โดยมิได้สังเกตเห็นเงาร่างลึกลับร่างหนึ่งที่แอบซุ่มมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
เมื่อขบวนรถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ตระหง่านของอาณาเขตตระกูลวรกุล ณิชาแอบเปิดม่านหน้าต่างรถม้าออกไปมองด้วยใจระทึก
นางเห็นอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา กำแพงหินสูงเสียดฟ้าโอบล้อมคฤหาสน์หลังงามและปราสาทน้อยใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายในอย่างโอ่อ่า แม้จะมองเห็นเพียงแต่ไกล ก็ยังััได้ถึงความยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง และน่าเกรงขามอย่างที่สุด
รถม้าค่อยๆ ชะลอความเร็วแล้วหยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าหลัก ซึ่งประดับป้ายชื่อตระกูลวรกุลอันใหญ่โตมโหฬารบ่งบอกถึงสถานะ
หัวหน้าทหารกำลังยื่นตราสัญลักษณ์บางอย่างให้กับทหารยามหน้าประตู พร้อมกับกระซิบกระซาบพูดคุยกันด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
สีหน้าของหัวหน้าทหารยิ่งทวีความเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีก แต่แล้วในทันใดนั้นเอง! กองทหารม้าอีกหน่วยหนึ่งก็ควบทะยานมาถึงอย่างรวดเร็วดุจสายลม!
"หน่วยพยัคฆ์ขาวรายงานตัว!!!" เสียงประกาศก้องดังพร้อมเพรียง เหล่าทหารในชุดเกราะสีเงินขาวสะท้อนแสงแวววับราวกับเกล็ดั ะโลงจากหลังอาชาศึกแล้วหยุดยืนอย่างเป็ระเบียบ สร้างความตื่นตาตื่นใจระคนหวาดหวั่นให้แก่ณิชาที่แอบมองอยู่เป็อย่างยิ่ง
"เรียกหาพวกเรา มีเื่ด่วนอันใดรึ...ท่านพี่ใหญ่?" ทหารผู้นำหน่วยพยัคฆ์ขาวเอ่ยถามหัวหน้าทหารที่นำขบวนณิชามาด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถืออย่างชัดเจน
ดูจากกิริยาท่าทีแล้ว พวกเขาคงจะสนิทสนมกันมากกว่าผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วไป
"ดีแล้วที่เ้ามาถึงเร็ว...น้องรัก...เื่มันเป็เช่นนี้..." หัวหน้าทหารกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่สองพี่น้องร่วมสาบานจะเริ่มหารือกันอย่างเคร่งเครียด
ณิชาพยายามสุดกำลังที่จะเงี่ยหูฟัง แต่ก็มิอาจได้ยินบทสนทนาของพวกเขาสองคนแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีพลังบางอย่างคอยปิดกั้นเสียงเ่าั้ไว้
นางหารู้ไม่ว่าพวกเขาใช้เคล็ดวิชาสื่อสารลับเฉพาะสำหรับเื่สำคัญยิ่งยวด
ยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของคนทั้งสองก็ยิ่งดูตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ
"ทุกคน!!!" พลันเสียงตวาดอันทรงพลานุภาพของหัวหน้าทหารก็ดังกระหึ่มขึ้น
"จัดขบวนรบรูปแบบเดินทางที่สาม! บัดเดี๋ยวนี้! เคลื่อนพลมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของท่านวรัต! ไป! ไป! ไป!!!"
สิ้นเสียงบัญชา ลูกน้องของเขาก็สามารถแปรขบวนได้อย่างพร้อมเพรียงและรวดเร็วจนน่าทึ่ง แสดงถึงการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ณิชาได้เห็นการเคลื่อนทัพของกองกำลังทหารอันเกรียงไกรเช่นนี้อย่างใกล้ชิด ทำให้หัวใจดวงน้อยของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น
กองทหารเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วตรงไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งณิชาคาดเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็คฤหาสน์ของบุรุษผู้มีนามว่า "วรัต"
ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าใครคือผู้ที่เรียกตัวนางมา แต่ก็ยังคงแคลงใจสงสัยว่าตนเองไปเป็ที่รู้จักของบุรุษสูงศักดิ์ผู้นี้ได้อย่างไร ในเมื่อนางเป็เพียงเด็กสาวธรรมดาที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวและไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใด
'หรือว่า...จะเป็ใครบางคนในโรงเรียนบ้านั่น...' ความรู้สึกเกลียดชังที่ณิชามีต่อโรงเรียนกุลสตรีศรีปทุมยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็เท่าทวีคูณ สถานที่เดียวที่นางเคยไปนอกจากบ้านก็คือโรงเรียนนรกแห่งนั้น
นางยังคงจดจำทุกเหตุการณ์เลวร้ายที่ถูกกระทำและถูกขับไล่ออกมาได้อย่างแม่นยำ มันเป็ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนนางมิรู้ลืมเลือน
และนางมั่นใจว่าเื่ราวอัปยศของนางคงจะแพร่กระจายมาจากที่นั่นเป็แน่ แต่จะเป็ใครกันเล่า...ครู...หรือนักเรียน...ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตาม คนผู้นั้นได้สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้นาง! นางทั้งโกรธแค้นและเกลียดชัง!
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่นางได้รู้จักกับความรู้สึกเกลียดชังใครสักคนเข้ากระดูกดำถึงเพียงนี้!
แต่ณิชาก็มิอาจปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับความครุ่นคิดฟุ้งซ่านได้นานนัก เพราะนางจะต้องหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าให้ได้เสียก่อน ซึ่งในยามนี้นางยังมองไม่เห็นหนทางใดๆ เลยแม้แต่น้อย
"หยุดก่อน!!!" พลันเสียงะโอันดังลั่นกึกก้องก็ดังมาจากกลุ่มทหารอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับขวางเส้นทางเบื้องหน้าไว้
ดูจากลักษณะท่าทางอันแข็งกร้าวและไม่เป็มิตรแล้ว พวกมันจงใจมาเพื่อสกัดกั้นมิให้ขบวนทหารที่คุมตัวณิชาเคลื่อนพลต่อไปได้อย่างแน่นอน!