ความเงียบเข้าปกคลุมร้านกาแฟอีกครั้งหลังพายุอารมณ์สงบลง มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของคนสองคนที่ยังคงดังสะท้อนอยู่ในความมืด เอมินอนนิ่งอยู่บนโต๊ะกาแฟไม้ตัวนั้น รู้สึกถึงความเหนียวเหนอะของเหงื่อที่เริ่มเย็นลงบนผิว และความแข็งกระด้างของเนื้อไม้ที่กดทับแผ่นหลังเปลือยเปล่า กลิ่นอายของค่ำคืนอันเร่าร้อน - กลิ่นกาย กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นรัก - ยังคงอบอวลคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกาแฟจางๆ
กฤตยังคงซบหน้าอยู่กับซอกคอเธอ ไม่ขยับเขยื้อนราวกับ้าซึมซับไออุ่นและความทรงจำของวินาทีที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่แล้ว แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาก็เผยให้เห็นภาพความจริงอันน่าตระหนก... เศษแก้วแตกกระจายอยู่บนพื้นข้างโต๊ะ แจกันดอกไม้ประดิษฐ์ล้มคว่ำ กลีบดอกไม้พลาสติกหลุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง
"ตาเถร! แก้วแตก..." เอมิพึมพำเสียงแ่ รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นวาบขึ้นมาจับหัวใจ ภาพตรงหน้าคือหลักฐานมัดตัว คือความผิดพลาด คือหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกวินาที
คำพูดนั้นปลุกกฤตให้ตื่นจากภวังค์เช่นกัน เขายันตัวขึ้น มองตามสายตาของเอมิไปยังเศษซากบนพื้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที "แย่ล่ะสิ..."
ความเร่าร้อนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและตระหนักถึงอันตรายที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก เสียงแตกของแก้วเมื่อครู่นี้ดังพอสมควร หากศิวัฒน์เป็คนตื่นง่าย หรือบังเอิญตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ... ทุกอย่างจบสิ้นแน่!
"ต้องรีบไปแล้ว!" กฤตพูดพลางผละออกจากร่างเอมิอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ
เอมิเองก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะ ขาสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอคว้าชุดนอนที่กองอยู่บนพื้นมาสวมทับร่างเปลือยเปล่าอย่างรวดเร็ว ความอัปยศอดสูและความกลัวถาโถมเข้าใส่จนแทบจะยืนไม่ไหว
"แล้ว...แล้วนี่จะทำยังไงคะ" เอมิชี้ไปที่เศษแก้วบนพื้นด้วยมือที่สั่นเทา
"ผมต้องไปก่อนเอมิ มันเสี่ยงเกินไปแล้ว" กฤตตอบอย่างรีบร้อน ขณะสำรวจตัวเองให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ "คุณ...คุณค่อยๆ เก็บกวาดนะ เอาให้เกลี้ยงที่สุด อย่าให้เหลือร่องรอย" เขาพูดเหมือนออกคำสั่งมากกว่าจะเป็ห่วง
เอมิอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เขากำลังจะทิ้งเธอไว้กับความผิดพลาดที่พวกเขาก่อขึ้นร่วมกันงั้นหรือ? แต่เธอก็รู้ดีว่าเขาพูดถูก การที่เขายังอยู่ที่นี่มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้น
"ผมไปนะ" กฤตเดินเข้ามาใกล้ จับแขนเธอแน่น บีบเบาๆ "ระวังตัวด้วยนะ แล้วผมจะรีบติดต่อกลับไป" เขาพูดเร็วๆ สบตาเธอแวบหนึ่งด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะรีบหมุนตัวไปยังประตูข้างร้าน ปลดล็อค แล้วหายวับไปในความมืด ทิ้งให้เอมิยืนตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางความมืดและความเงียบงันเพียงลำพัง
เมื่อเสียงฝีเท้าของเขาเงียบหายไป เอมิก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่หยุด เธอปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งอย่างแรง เธอต้องเข้มแข็ง เธอต้องจัดการเื่นี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เธอค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปเปิดไฟดวงเล็กๆ หลังเคาน์เตอร์ให้พอมีแสงสว่าง แล้วเริ่มลงมือเก็บกวาดเศษซากแห่งความเร่าร้อนนั้นอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอค่อยๆ บรรจงเก็บเศษแก้วที่แตกกระจายด้วยมือเปล่าที่สั่นเทา จนรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อคมแก้วบาดเข้าที่ปลายนิ้ว เืสีแดงสดซึมออกมา แต่เธอก็ไม่สนใจ เธอใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเหนียวเหนอะบนโต๊ะกาแฟและบนพื้นอย่างระมัดระวัง จัดแจกันดอกไม้ที่ล้มให้เข้าที่ เก็บกลีบดอกไม้ที่กระจัดกระจาย เธอทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ จิตใจว่างเปล่า แต่หัวใจกลับบีบรัดแน่นด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด
กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดเริ่มเข้ามาแทนที่กลิ่นอายของพวกเขา เธอตรวจสอบพื้นที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่ เมื่อมั่นใจแล้ว เธอจึงปิดไฟ กลับสู่ความมืดอีกครั้ง ล็อกประตูข้างร้านอย่างแ่า แล้วย่องเท้าเปล่ากลับเข้าบ้าน
เธอแอบเปิดประตูห้องนอนเข้าไปช้าๆ ศิวัฒน์ยังคงนอนหลับสนิท หันหลังให้เธอ เอมิถอนหายใจอย่างโล่งอก ค่อยๆ สอดตัวลงบนเตียงข้างๆ เขาอย่างแ่เบาที่สุด เธอหลับตาลง แต่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ยังคงฉายชัดอยู่ในมโนสำนึก เสียงโต๊ะที่สั่นคลอน เสียงแก้วแตก ััอันรุนแรง และความสุขสมที่แลกมาด้วยความเสี่ยงอันใหญ่หลวง...
คืนนั้น เอมินอนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างสามี ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา และเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว เธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ตกลงไปในหลุมดำที่มืดมิดและลึกเกินกว่าจะปีนกลับขึ้นมาได้อีกแล้ว