ตลาดนักผจญภัยแห่งนี้เป็ของตระกูลเย่ทั้งยังเป็หนึ่งในธุรกิจการค้าหลักของตระกูล บรรดาร้านรวงต่างๆ ในตลาดตระกูลเย่จะแบ่งส่วนเล็กๆ ไว้เพื่อกระจายทรัพยากรที่ผลิตและส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้พ่อค้าเช่าเพื่อขายสินค้า
ตลาดถูกตระกูลเย่บริหารจัดการมาหลายชั่วอายุคนส่งผลให้ตระกูลเย่มีอิทธิพลเป็อย่างมากในเมืองปาฮวงด้วยการค้าที่เจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก ส่งผลให้ค่าเช่าร้านค้าในตลาดมีราคาแพงขึ้นตามลำดับแค่ค่าเช่าเพียงอย่างเดียวในแต่ละปีก็สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ตระกูลเย่แล้ว
สิ่งของในตลาดมีให้เลือกมากมายหลายชนิดนอกเหนือจากโอสถ อาวุธ อุปกรณ์ป้องกัน ฯลฯ สำหรับนักผจญภัยแล้วยังมีของหายากที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์และที่มาจำนวนมากซึ่งถูกนักผจญภัยค้นพบระหว่างเดินทาง
ของเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปและไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันมีไว้เพื่อใช้ทำอันใด คนบางคนชอบสะสมของแปลกหายากเป็อย่างยิ่งทั้งยังเสี่ยงโชคเผื่อโชคดีเจอสมบัติล้ำค่าทำให้ร่ำรวยชั่วข้ามคืน
หากกล่าวถึงผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมมักจะมาควบคู่กับกิจการค้าเสมอหลังมีความเข้าใจในความ้าของผู้อื่นแล้วเหล่าพ่อค้ามักจะเผยแพร่ตำนานเกี่ยวกับสมบัติหรือมรดกตกทอดหลายชั่วอายุคนส่งผลให้มีข่าวลือและเื่เล่ามากมายอยู่ในตลาดแห่งนี้
อย่างเช่นลูกค้าบางคนใช้เงินเพียงไม่กี่เหรียญทองซื้อไข่มุกแต่ในภายหลังกลับพบว่ามันคือโอสถวิเศษ เมื่อกลืนลงไปคนผู้นั้นก็บรรลุกลายเป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์บางคนจับพลัดจับผลูซื้อกระดูกมาต้มซุปหลังดื่มมันเข้าไปก็ปรากฏว่าความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าทั้งยังสามารถทะลุผ่านคอขวดอันตีบตันไปได้อีกด้วย
แม้จะมีตำนานมากมายนับไม่ถ้วนทว่ามีเพียงไม่กี่ตำนานที่เป็เื่จริงส่วนใหญ่เหล่าพ่อค้าจะเป็คนสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นมาเองทั้งยังมีการรวมหัวสร้างสถานการณ์ ‘ปาฏิหาริย์’ บางอย่างขึ้น ถึงจะรู้ว่ามีความเสี่ยงแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความคิดความปรารถนาชอบเดิมพันของผู้คนได้ ด้วยเหตุนี้ ‘สมบัติ’ ที่ไม่รู้จักที่มาจึงกลายเป็สินค้ายอดนิยม
ขณะเย่หยางกับมู่อวี่ฉิงเดินผ่านแผงขายของเขาก็ใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบสินค้าระหว่างทางอย่างลืมตัวจนจิตหยั่งรู้ของเย่หยางพบเข้ากับชิ้นส่วนกระดูกขนาดเท่าฝ่ามือ
นับั้แ่เย่หยางก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภาขอบเขตจิตหยั่งรู้ของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น ทั้งยังมีความเฉียบคมยิ่งขึ้นขณะที่ใช้จิตหยั่งรู้กวาดผ่านไปทั่วกระดูกทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีความผันผวนทางจิติญญาอยู่ภายใน
เย่หยางหยุดเดินจากนั้นก็แสร้งทำตัวสบายๆ ชี้นิ้วไปยังชิ้นส่วนกระดูกที่้าพลางกล่าวกับเ้าของร้านว่า “เถ้าแก่เศษกระดูกชิ้นนี้ราคาเท่าใด พอดีเมื่อเดือนที่แล้วเ้าว่างฉายทำกระดูกคอหายไปเลยอยากซื้อกระดูกชิ้นอื่นมาทดแทน”
เถ้าแก่ร้านเป็ชายวัยกลางคนอายุราวๆสามสิบปี เมื่อเห็นชายหนุ่มหญิงสาวรูปงามคู่หนึ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าแผงขายของตนโดยเฉพาะสตรีรูปโฉมงดงามราวกับเซียน์ แววตาของเขาจึงสว่างวาบขึ้นมาทันที
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็พ่อค้าจึงมีสมาธิเหนือคนทั่วไป เขารีบกล่าวอย่างสุภาพว่า "โอ้!ท่านทั้งสองสนใจกระดูกชิ้นนี้? นับว่าสายตาของพวกท่านช่างแหลมคมยิ่งนักกระดูกชิ้นนี้ได้มาจากกลุ่มนักสำรวจสี่คนที่เข้าไปสำรวจในถ้ำโบราณ พวกเขาล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมืออยู่ในระดับนักรบขั้นเจ็ดนภากว่าจะได้มันมาต้องเผชิญกับความยากลำบากสารพัดรูปแบบทั้งยังต้องต่อสู้เอาชนะสัตว์อสูรขั้นสองที่เฝ้าประตูกระดูกชิ้นนี้จึงมีค่าอย่างยิ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็สมบัติล้ำค่าเลยก็ว่าได้”
พ่อค้าเห็นว่าเย่หยางกับมู่อวี่ฉิงสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรามีระดับท่วงท่าไม่ธรรมดา จึงลับมีดเตรียมพร้อมฟันราคาแกะอ้วนพีทันที
เย่หยางยืนฟังที่มาที่ไปของสินค้าอยู่พักหนึ่งเขายังคงมีท่าทีเรียบเฉยหาได้รู้สึกสะทกสะท้านกับข้อมูลที่ได้รับ แม้พ่อค้าหัวใสผู้นี้จะมีสติปัญญาเฉียบแหลมแต่ก็ไร้ซึ่งพร์ในด้านโป้ปด
สัตว์อสูรระดับเดียวกันกับนักรบจะมีพลังโจมตีสูงกว่ามากอีกทั้งการล่าสัตว์อสูรระดับเดียวกับตนเองยังต้องใช้คนมากกว่าสองสามคนการล่าพวกมันเพียงแค่สองคนดั่งผู้าุโสี่นับเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่ง นี่คือเหตุผลที่ผู้าุโคนสี่เล่าถึงเื่นั้นอย่างภาคภูมิใจ
พ่อค้าเล่าว่านักรบระดับเจ็ดนภาสี่คนสามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับสองได้ก็ไม่ต่างจากมีคนมาเล่าให้ฟังว่ากระต่ายผู้กล้าหาญสี่ตัวสามารถเอาชนะสุนัขป่าผู้แสนหิวโหยได้คิดว่าเขาเป็พวกลูกเจี๊ยบที่หลอกได้ง่ายๆ หรือไร
เย่หยางเบ้ปากพลางกล่าวว่า "เถ้าแก่ อย่าได้ขุดบ่อล่อปลา[1]กับข้า นักรบสี่คนจะต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสองได้อย่างไรมีแต่จะกลายเป็อาหารของสัตว์อสูรน่ะสิไม่ว่า อย่างที่ข้าได้บอกไปเ้าว่างฉายทำกระดูกคอหายข้าจึงอยากได้ของใหม่ไปให้มัน เอาล่ะ…ทีนี้ท่านบอกความจริงกับข้าได้แล้วว่าของชิ้นนี้จะขายข้าในราคาเท่าไร”
“ว่างฉาย? ท่านจะมอบกระดูกล้ำค่าเช่นนี้ให้ลูกๆ หลานๆ เล่นจริงน่ะหรือ” พ่อค้ามองเย่หยางด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ฮ่าๆ…ท่านอย่าได้เข้าใจผิดเ้าว่างฉายที่ข้าหมายถึงเป็เพียงสุนัข จึงชื่นชอบชิ้นส่วนกระดูกเช่นนี้มาก”ท่าทางยิ้มย่องระคนกระดากอายของเย่หยางรวมถึงคำพูดที่ใช้ตอบกลับพ่อค้าทำให้มู่อวี่ฉิงยิ้ม
“ท่าน...” อารมณ์ของพ่อค้าแทบจะเปลี่ยนไปในทันทีสีหน้าของเขาแสดงถึงความไม่พอใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าพ่อค้าชักเริ่มขุ่นเคืองเย่หยางก็รีบกล่าว "เถ้าแก่ข้าอยากจะซื้อชิ้นส่วนกระดูกนี้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลจริงๆหาได้มีเจตนาล้อเลียนแต่อย่างใด เรามาพูดคุยเื่ราคาสินค้าชิ้นนี้กันดีกว่าว่ามันมีค่าสมราคาหรือไม่ อย่างไรเสียท่านต้องรู้ดีกว่าข้า…ถูกต้องไหม"
เย่หยางกล่าวพลางยิ้มให้พ่อค้าซึ่งหมายความว่าเขาเองก็ไม่ได้คิดจะกดราคาจนเกินเหตุแต่อย่างใดทั้งหมดก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายลำบากใจ
เมื่อพ่อค้าได้ยินคำกล่าวของเย่หยางก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายพอเหลือทางถอยให้ตนเองอยู่บ้างเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนปฏิบัติต่อลูกค้าเสมือนดังแกะอ้วนพีั้แ่ต้นใบหน้าของเขาก็รู้สึกร้อนผ่าว ก่อนถามยิ้มๆ ว่า "เช่นนั้นแล้วท่านจะให้ข้าเท่าไร"
เย่หยางไม่ตอบเป็คำพูดแต่กลับยื่นนิ้วขึ้นมาห้านิ้วเ้าของร้านขมวดคิ้วพลางแย้ง “แค่ห้าสิบเหรียญทองไม่น้อยไปหน่อยหรือ”
เย่หยางส่ายศีรษะแล้วกล่าว "มิใช่ห้าสิบเหรียญทอง แต่เป็ห้าเหรียญทอง มากกว่านี้ข้าก็จะไม่ซื้อ"
“อะไรนะ ห้าเหรียญทองมันไม่น้อยไปหน่อยหรือกว่าจะซื้อมันมาได้ข้าต้องเสียเงินไปถึงสิบสองเหรียญทอง ท่านกดราคาข้ามากเกินไป”พ่อค้าส่ายศีรษะ
“จุ๊ๆอาจจะจริงที่ท่านจ่ายมากกว่าสิบเหรียญทองเพื่อซื้อมันแต่ท่านใช้เงินจำนวนนี้ซื้อเศษชิ้นส่วนกระดูกมาเป็จำนวนมากล่ะสิไม่ว่า” เย่หยางมองพ่อค้าอย่างขบขัน
เมื่อเห็นว่าเย่หยางรู้ไต๋ของตน พ่อค้าก็กระแอมไอด้วยความลำบากใจ "อะแฮ่ม…แต่ห้าเหรียญทองก็ยังน้อยไปอยู่ดี อย่างไรเสียข้าก็ไม่ได้เปล่าทุกอย่างล้วนมีต้นทุน เช่นต้องจ่ายค่าเช่าร้านราคาสูงลิ่วทุกเดือนข้าไหวอยู่ที่ราคาแปดเหรียญทอง?”
“เยี่ยม! เช่นนั้นก็ตกลง”ขณะกล่าวเย่หยางก็โยนเงินให้กับพ่อค้าหลังจากนั้นก็หยิบชิ้นส่วนกระดูกมาเก็บไว้ในแขนเสื้อพยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้สัญชาตญาณบอกว่าชิ้นส่วนกระดูกนี้ต้องเป็สมบัติล้ำค่าอย่างแน่แท้
พอจบการซื้อขายก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะจากไปพร้อมกับมู่อวี่ฉิงทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "แม่นางคนสวย ไปกินอาหารกับข้าสักมื้อได้หรือไม่"
เย่หยางหันไปทางต้นเสียงที่กำลังเอ่ยชักชวนมู่อวี่ฉิงก็พบกับชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ ผิวเหลือง รูปโฉมหล่อเหลา
เย่หยางขมวดคิ้วเมื่อเห็นจ้าวจื่อหาวบุตรชายคนที่สามของตระกูลจ้าว ซึ่งเป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงพอๆ กับตระกูลเย่ชายผู้นี้มีอุปนิสัยเสเพลมากตัณหาตอนอายุยี่สิบพลังยุทธ์ของเขาอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภา เหล่านงคราญที่มีรูปโฉมงดงามเลื่องลือในเมืองปาฮวงหลายร้อยคนล้วนถูกขยี้พรหมจรรย์ด้วยน้ำมือของชายผู้นี้เย่หยางไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาเจอกับจ้าวจื่อหาว
มู่อวี่ฉิงรู้สึกไม่พอใจยิ่งนักเมื่อเห็นคนจ้องมองนางด้วยสายตาแทะโลมนางได้รับความรักอย่างสุดซึ้งจากอาจารย์ทั้งอาจารย์ของนางยังมีสถานะสูงส่งในวังบุปผาขนาดศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ชื่นชมนางมากเพียงใดยังให้ความเกรงใจมิกล้าดูิ่ใช้สายตาแทะโลมไร้มารยาทเยี่ยงนี้กับนาง
ถึงแม้มู่อวี่ฉิงจะเกลียดชังชายตรงหน้าอย่างมากทว่าที่นี่ก็เป็ตลาดของตระกูลเย่ นางไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากแสร้งทำเป็ไม่เห็นคนตรงหน้า พอเห็นเย่หยางหยุดฝีเท้า นางจึงเดินไปหาเขาพลางชวนว่า "พี่เย่หยางในเมื่อซื้อของเสร็จแล้วก็กลับกันเถอะ พวกเราออกกันมานานแล้ว"
ขณะเย่หยางกำลังจะตอบมู่อวี่ฉิงจ้าวจื่อหาวก็แทรกขึ้นว่า "หืม นี่มันนายน้อยไร้ประโยชน์ของตระกูลเย่ไม่ใช่หรือ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเกือบจะจมน้ำสิ้นชีพไปแล้วไม่คิดว่าจะได้เห็นเขามาเดินซื้อข้าวของในตลาด" วันนี้จ้าวจื่อหาวพาคนในตระกูลสองคนมาซื้อของด้วยพอได้เห็นรูปโฉมงามหยดย้อยของมู่อวี่ฉิง เขาก็ถึงกับตกตะลึงเพราะไม่เคยพบเห็นสตรีใดงดงามขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เขาแสร้งทำตัวสุภาพรีบเข้ามาทักทายแต่ไม่คิดว่าตนเองจะถูกเมินเฉย จึงทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองเป็อย่างมากยิ่งเมื่อเห็นเย่หยางเลยระบายโทสะด้วยการพูดจากระแนะกระแหนใส่
เย่หยางแอบทอดถอนใจไฉนในโลกนี้ถึงมีแต่คนที่งี่เง่าโง่เขลามากมายเสียเหลือเกินเขาไปทำให้ฝ่ายตรงข้ามขุ่นข้องหมองใจตอนไหนเขาดึงมู่อวี่ฉิงที่กำลังจะโจมตีโดยไม่เหลียวมองจ้าวจื่อหาวแม้แต่น้อย "ไปกันเถอะ เราเดินเที่ยวเล่นกันนานแล้ว กลับบ้านไปกินข้าวกันดีกว่า"เขาดึงมู่อวี่ฉิงแล้วหันหลังเตรียมเดินจากไป
“บัดซบ! เ้าหูหนวกหรือไงถึงไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าพูด”จ้าวจื่อหาวโกรธจัดเมื่อถูกทั้งสองเพิกเฉย
เย่หยางยังคงเพิกเฉยไม่แยแส ทำเพียงแค่ดึงมู่อวี่ฉิงเดินผ่านจ้าวจื่อหาวกับพรรคพวกไปเสมือนไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นมู่อวี่ฉิงเข้าใจความหมายของเย่หยางเขา้าทำให้คนที่คิดว่าตนเองนั้นถูกต้องได้รับความอับอายเป็วิธีการที่มีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็ต้องออกแรงโจมตีหรือโต้เถียง นางจึงเพิกเฉยต่อพวกอันธพาลอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน
พอคิดได้ดังนั้นโทสะที่มีมาแต่ดั้งเดิมก็สลายหายไปจนหมดสิ้นนางคว้าแขนของเย่หยางแล้วจากไปพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อจ้าวจื่อหาวเห็นว่าทั้งสองยังคงไม่แยแสก็โกรธจนปอดแทบะเินี่เป็ครั้งแรกที่ตนถูกปฏิบัติเฉกเช่นอากาศธาตุ ในชีวิตนี้เขาไม่เคยโมโหขนาดนี้มาก่อนรู้สึกอับอายยิ่งกว่าถูกตบหน้าเสียอีก
จ้าวจื่อหาวก้าวไปขวางหน้าทั้งสองคน ว่าออกมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว "ไอ้สารเลว! อยากตายนักใช่หรือไม่ ถึงได้แสร้งทำเป็ว่าข้าไร้ตัวตน"
เย่หยางมองจ้าวจื่อหาวที่กำลังดูถูกเหยียดหยามเขาด้วยความโกรธแค้นจากนั้นก็ทำทีประหลาดใจก่อนกล่าวขึ้นว่า "หืม เ้าสามแห่งตระกูลจ้าวนี่เอง?ไฉนถึงะโโลดเต้นดั่งวานรเช่นนี้ทำให้ข้าไม่ทันสังเกตว่าแท้จริงแล้วท่านเป็มนุษย์ ขออภัยๆ”
ขณะพูดเขาก็แสร้งประสานมือขออภัยท่าทางของเขาดูน่าขบขันเป็อย่างยิ่ง ทำให้มู่อวี่ฉิงถึงกับต้องหัวเราะคิกคัก
“จะ เ้า...” อยู่ๆ จ้าวจื่อหาวก็รู้สึกเหมือนความคิดในหัวหยุดนิ่งไปชั่วขณะไม่รู้ว่าตนเองควรจะตอบโต้อย่างไร ปกติแล้วทุกคนจะเรียกเขาว่าคุณชายจ้าว คุณชายสามนายน้อยสาม ฯลฯ ทว่ายามนี้เย่หยางกับเรียกเขาว่าเ้าสามเฉกเช่นเดียวกับเรียกบ่าวรับใช้ที่ฆ่าไก่ฆ่าสุนัขทำเอาเขาโกรธจนแทบหายใจไม่ออก
พอเห็นจ้าวจื่อหาวหน้าแดงก่ำกล่าวอะไรไม่ออกเย่หยางจึงเอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทน "เ้าเ้าอันใด หากไม่มีสิ่งใดก็อย่ามาขวางพวกข้าจะกลับบ้านไปกินข้าวเย็น" เขาอยากจะบอกว่าหากอยากจะผายลมก็รีบผายลมเร็วๆเข้า ทว่าพอคิดถึงสาวงามประดุจเซียน์ที่อยู่ข้างๆก็รู้สึกว่าเป็คำกล่าวที่ไม่สง่างาม เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูดแต่ถึงจะเปลี่ยนทุกคนก็ยังเข้าใจความหมายดั้งเดิมของมันเป็อย่างดี
“บัดซบ! รนหาที่ตาย!”จ้าวจื่อหาวโกรธจัดจนไม่สนใจว่าที่นี่คืออาณาเขตของตระกูลเย่เพียงแค่เห็นหน้าเย่หยางก็โกรธจนแทบกระอักโลหิตจึงเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้าอีกฝ่ายทันที
ทว่าหมัดของเขากลับหยุดชะงักห่างจากใบหน้าของเย่หยางเพียงหนึ่งชุ่นการหยุดนี้ไม่ใช่เพราะเขาเลือกที่จะหยุดแต่ถูกมืออันแข็งแกร่งทรงพลังจับข้อมือเอาไว้ ฝ่ามือของเย่หยางเสมือนกับแผ่นเหล็กทำให้เขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
“เ้ากล้าโจมตีข้าในอาณาเขตตระกูลเย่?ใจกล้าไม่เบาเลยนี่ หรือตระกูลจ้าว้าประกาศศึกกับตระกูลเย่?”เย่หยางมองจ้าวจื่อหาวที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์พลางถามอย่างเ็า
การต่อสู้ดังกล่าวได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างทันทีหลังจากนั้นไม่นานผู้พิทักษ์เจ็ดคนจากตระกูลเย่ก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าพวกเขาแม้ว่าระดับพลังยุทธ์จะไม่สูงนัก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับนักรบห้าหรือหกนภา ทว่าพวกเขาแต่ละคนล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยผ่านเหตุการณ์นองเืมาก่อนบรรยากาศที่แผ่ออกมาจึงเย็นะเือย่างยิ่ง
ผู้นำกลุ่มประสานมือคารวะเย่หยางพร้อมกล่าว "คารวะนายน้อย"
เย่หยางยิ้มให้ "ท่านลุงสุภาพเกินไปแล้ว วันนี้ข้าพาสหายมาเดินเที่ยวเล่นซื้อของในตลาดเลยไม่คิดว่าจะได้พบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านลุงทั้งหลายต้องเดือดร้อน" หลังจากกล่าวจบเขาก็ปล่อยข้อมือจ้าวจื่อหาวที่พยายามดิ้นรนเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นทันทีที่เย่หยางปล่อยมือ ร่างของจ้าวจื่อหาวก็ร่วงหล่นพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
“นายน้อยอย่าได้สุภาพเกินไปหากพวกเรายังอยู่ที่นี่จะไม่มีผู้ใดสร้างปัญหาในอาณาเขตตระกูลเย่ของเราได้”เขาเหลือบมองจ้าวจื่อหาวด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามขณะที่จ้าวจื่อหาวพยายามลุกขึ้นจากพื้น "คุณชายจ้าวเชิญกลับไปยังที่ของท่านที่นี่ไม่ต้อนรับท่าน อย่าให้พวกเราถึงกับต้องขับไล่ หากไปถึงขั้นนั้นคงไม่ดี”
แม้จ้าวจื่อหาวจะพาคนอารักขามาด้วยสองคนทว่าตระกูลเย่ก็มีจำนวนคนมากกว่าอยู่ดี นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็อาณาเขตของอีกฝ่ายหาได้เป็อาณาเขตของตระกูลจ้าวจ้าวจื่อหาวไม่ใช่พวกโง่เขลาเบาปัญญาเขาจ้องเขม็งไปทางเย่หยางพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าน่ากลัว ระดับเสียงที่เขาใช้พอให้เพียงได้ยินแค่สองคนเท่านั้น "เ้าเด็กเหลือขอ ครั้งก่อนเ้าอาจจะโชคดีที่รอดมาได้ แต่มาดูกันว่าเ้าจะรอดได้อีกนานแค่ไหนขยะไร้ประโยชน์อย่างเ้าไม่คู่ควรกับโฉมงามเช่นนี้"
หลังจากกล่าวจบเขากับคนอารักขาก็เดินทางออกจากตลาดตระกูลเย่ด้วยความอับอายขายขี้หน้า
เมื่อเย่หยางเห็นแผ่นหลังของจ้าวจื่อหาวหายลับไปเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางโกรธเคือง ดวงตากลับสาดประกาย มุมปากยกขึ้นสูงสีหน้าเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวขณะรำพึงกับตนเอง "ข้าเข้าใจแล้วในที่สุดข้าก็เข้าใจ ฮ่าๆ ความสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว"
[1] ขุดบ่อล่อปลาเปรียบได้กับ การวางอุบาย วางกับดัก