ตอนที่ 3: หัวใจที่แข็งกว่ากลองศึก
เสียงกลองฝึกดังลั่นกลางลานค่ายทหารหลันชิง
เด็กหนุ่มนับสิบคนยืนเรียงแถวอย่างไม่เป็ระเบียบ ภายใต้สายตาของครูฝึกาุโร่างกำยำในชุดเกราะบางสีหม่น
“ข้าไม่สนว่าเ้าเคยเป็ใครก่อนหน้านี้!”
เสียงคำรามของชายผู้นั้นดังขึ้นเหนือเสียงกลอง
“วันนี้พวกเ้าคือเศษเนื้อดินที่ข้าจะปั้นให้กลายเป็เหล็กกล้า!”
เฟิงิยืนอยู่แถวหลังสุด ชุดฝึกที่ได้รับมาใหม่ยังหลวมโพรก
ใบหน้ายังมีรอยแผลจางจากการเดินทาง แต่อาการอ่อนแรงไม่ปรากฏในแววตาอีกแล้ว
ชายที่อยู่ข้าง ๆ เขาเป็เด็กหนุ่มร่างท้วม ผิวเข้ม ตาโต
ชื่อว่า “จ่างเฟย” เป็ลูกชาวเหมืองจากเมืองตงเหอ
ทันทีที่ครูฝึกเดินพ้นไป เขากระซิบเบา ๆ
“เ้าชื่อเฟิงิใช่มั้ย? ข้าได้ยินว่ากลับมาจากค่ายศัตรู…”
เฟิงิพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“ข้านับถือว่ากล้าดีนะ แต่ถ้าคิดว่าผ่านอะไรมาแล้วจะได้อภิสิทธิ์ในค่ายนี้ เ้าคิดผิดแน่”
เสียงอีกคนหนึ่งแทรกขึ้นจากแถวหน้า
ชายผู้นั้นผอมสูง ใบหน้าเรียว ดวงตาแหลมเฉียบ
ชื่อว่า “หลิวเหยียน”
มีข่าวลือว่าเป็หลานของทหารระดับล่างในเมืองหลวง
“เ้าเคยจับดาบจริง ๆ มั้ยล่ะเฟิงิ?”
เขาเย้ยหยันเสียงดังจนคนทั้งแถวหันมามอง
เฟิงิยังไม่ตอบ เขาเพียงยกสายตาขึ้นช้า ๆ
สายตานั้นไม่ได้โกรธ ไม่สะทกสะท้าน
แต่นิ่ง…นิ่งจนน่ากลัว
“ยังไม่เคย”
เขาตอบสั้น ๆ
“แต่ข้าเคยเห็นคนที่ถือดาบ…ถูกฆ่าต่อหน้าตา”
หลิวเหยียนชะงักไปวูบหนึ่ง
—
การฝึกเริ่มต้นด้วยท่าร่างพื้นฐาน—ฝึกยืน ฝึกเดิน ฝึกวิ่ง
จากนั้นจึงเป็การแบกไม้ท่อนยาว เดินรอบค่ายในแดดร้อนระอุ
เฟิงิไม่ใช่คนร่างใหญ่ เขาไม่ใช่นักสู้โดยกำเนิด
แต่สิ่งที่เขามีคือ “ความอดทน” ที่ไม่แตกต่างจากเหล็กกล้า
ในวันที่สามของการฝึก
มีการคัดเลือกว่าใครเหมาะจะอยู่ใน “หน่วยล่อเป้า”
หน่วยที่มีหน้าที่ฝึกการโจมตีแบบลุยแหลกเพื่อเปิดช่องให้แนวหลังรุกตาม
ครูฝึกมองสำรวจเหล่าทหารฝึกใหม่
เมื่อถึงเฟิงิ เขาถามเพียงว่า
“เ้าสูงไม่ถึงเกณฑ์ แต่ได้ข่าวว่าแบกคนข้ามป่ามาได้สามสิบวัน…จริงหรือ?”
เฟิงิพยักหน้า
“ดี…งั้นไปอยู่หน่วยล่อเป้า!”
เสียงหัวเราะจากคนรอบข้างดังขึ้นพร้อมกัน
—
หน่วยล่อเป้าไม่ได้เป็ที่้านัก
เพราะนั่นคือที่แรกที่อาจตายในการศึก
แต่เฟิงิไม่ปริปากแม้แต่น้อย
เขาใช้ทุกวันฝึกมากกว่าคนอื่น แบกหินซ้ำหลังจากฝึก แอบฝึกฟันดาบแม้ไม่มีครู
จ่างเฟยกลายเป็เพื่อนคนแรกที่จริงใจกับเขา
ทั้งคู่มักฝึกดาบด้วยกันหลังแสงไฟในค่ายดับ
หลิวเหยียนนั้นยังคงแอบจับตาดูเฟิงิเสมอ
เขาไม่ชอบคนที่มาจากเบื้องล่างและกล้าขึ้นเสียงใส่เขา
แต่ในใจก็เริ่มรู้สึก…เคารพในความนิ่งเงียบที่ไม่เคยยอมแพ้ของอีกฝ่าย
—
หนึ่งเดือนผ่านไป
ค่ายหลันชิงได้รับข่าวว่าแนวชายแดนด้านตะวันตกเกิดเหตุโจมตีจากกองโจรชายแดน
แม่ทัพซ่งเจี้ยนมีคำสั่งให้ส่ง “หน่วยฝึก” ไปสมทบเป็แนวเสริม
วันนั้น…เป็วันที่เฟิงิได้สวมชุดเกราะของจริงครั้งแรก
แม้มันจะหลวมและหนักจนเดินแทบไม่ไหว
แต่เขารู้…เขาไม่ได้กลับมาเพื่ออยู่ในค่าย
เขากลับมาเพื่อ “รบ”
และแม้จะยังเป็เพียงหนึ่งในร้อยพัน
แต่ภายใต้หมวกเหล็กนั่น ดวงตาของเด็กหนุ่มชาวนาไม่ได้สั่นไหวอีกต่อไป
—
เขาคือเฟิงิ
ผู้แบกเงาของหมู่บ้านชิงสุ่ยไว้ในใจ
และก้าวแรกของนักรบ…ได้เริ่มต้นแล้ว