สวี่หว่านถิงกับสาวใช่ต่างช่วยกันผลาญเงินในจวนแม่ทัพหม่ากระจายด้วยความสะใจ
“ฮูหยิน ข้าน้อยไม่เคยคิดเลยเ้าค่ะ ว่าการได้ซื้อข้าวของที่ตนเองอยากได้มันจะมีความสุขเช่นนี้”
สาวใช้พูดพลางอุ้มห่อผ้าพันของเต็มสองแขนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ข้าบอกเ้าแล้วเ้าอยากได้อะไรเ้าหยิบได้เลยเต็มที่ ยังไงซะสิ่งของพวกนี้ข้าก็สมควรจะได้ถือเสียว่าเป็การชดเชยหลายปีที่ผ่านมาที่ชายผู้นั้นละเลยข้า”
สวี่หว่านถิงยิ้มเยาะขึ้นอย่างภาคภูมิใจดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า
“เอาล่ะซื้อของเสร็จแล้วข้าขอแวะจิบชาก่อน”
“เ้าค่ะ”
ทั้งสองต่างเดินเข้าไปนั่งในร้านน้ำชา
“ถงอี้เ้าอยากดื่มหรืออยากกินอะไรก็สั่งได้เลยเต็มที่มื้อนี้ข้าเลี้ยง”
“เ้าค่ะฮูหยิน”
เหล่าลูกค้าในร้านต่างมองมายังโต๊ะของสวี่หว่านถิงและสาวใช้ก่อนจะเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“คุณหนูผู้นี้ช่างงามสง่าเหลือเกิน”
“ใช่แล้ว ท่าทางสูงศักดิ์แต่ไม่เย่อหยิ่ง แม้แต่สาวใช้กับให้นั่งร่วมโต๊ะด้วยอย่างไม่ถือสาน่าชื่นชมจริงๆ”
สวี่หว่านถิงที่ได้ยินคำชมเ่าั้แว่วเข้าหูก็ถึงกับยิ้มบางๆพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี
“นับั้แ่วันนี้จะไม่มีแล้วหญิงสาวที่เอาแต่นั่งรอ…รอให้ชายที่ไม่รักมาเหลียวแล รอให้เขาเห็นความสำคัญของตนเองทั้งที่ตัวเองมีสิทธิ์เลือกมากมายนับจากนี้ไป ชีวิตของไป๋หลิงซิ่วจะต้องดำเนินต่อด้วยศักดิ์ศรี ข้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะยิ้มให้ใครหรือจะใช้เงินกับสิ่งใดไม่จำเป็ต้องทำตามคำสั่งของสุนัขตัวไหนทั้งนั้น”เธอพูดขึ้นเบาๆอย่างหนักแน่น
สาวใช้มองฮูหยินของตนด้วยสายตาแปลกใหม่ราวกับเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามอีกครั้ง
“ฮูหยินเ้าคะ ข้าดีใจที่ได้เห็นท่านเช่นนี้”
“จำไว้นะถ่งอี้ ผู้ชายไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิตของผู้หญิงอย่างเราหากเขาไม่เห็นค่า…เราก็ต้องเห็นค่าของตัวเองแทน”เธอยิ้มบาง ๆ ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
“อ้าว ชนฉลองให้กับอิสระของข้าที่ใกล้จะมาถึง”เธอพูดพร้อมกับยกจอกชาขึ้นชนกับสาวใช้
แต่ทันใดนั้น เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากอีกฝั่งของร้านน้ำชา
“นั่น…ใช่ฮูหยินไป๋หรือไม่?”เสียงเอ่ยถามที่แสร้งจงใจให้ได้ยิน
หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนหวานเดินอ้อยอิ่งเข้าไปที่โต๊ะของสวี่หว่านถิงกับสาวใช้ใบหน้างามอ่อนโยนแต่แฝงแววเยาะหยันในแววตาจ้องมองหญิงสาวที่กำลังนั่งจิบชาราวกับเหนือกว่า
ลั่วเหลียนเอ๋อฮูหยินรองของแม่ทัพหม่าแสยะยิ้มขึ้นอย่างท้าทาย
“ช่างบังเอิญเสียจริงเ้าค่ะข้ามาซื้อเครื่องหอมให้ท่านแม่ทัพแต่กลับได้พบฮูหยินไป๋ที่นี่”
เสียงของเธออ่อนหวานแต่ทุกคำเหมือนมีหนามซ่อนอยู่
สวี่หว่านถิงหันไปมองช้า ๆ รอยยิ้มยังประดับอยู่บนริมฝีปากไม่จาง
“บังเอิญหรือ…ข้ากลับคิดว่าเ้าตั้งใจมากกว่าเสียอีก ฮูหยินรองอันที่จริงโลกไม่น่ากลมถึงเพียงนี้เพราะข้าไม่อยากเห็นหน้าเ้าสักนิดแค่คิดถึงรอยยิ้มบนใบหน้าของเ้าข้าก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มทน”
ผู้คนรอบข้างเริ่มหยุดมอง บรรยากาศเริ่มเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสอง
ลั่วเหลียนเอ๋อยกพัดขึ้นปิดริมฝีปากก่อนจะยิ้มบางอย่างถือดี
“เหอะ ท่านรู้สึกสะอิดสะเอียนที่ได้เห็นรอยยิ้มของข้าแต่ท่านแม่ทัพกลับมีความสุขที่ข้ามีรอยยิ้มเพราะฉะนั้นข้าก็ไม่จำเป็ต้องสนใจความรู้สึกของท่าน ว่าแต่ข้านึกแปลกใจจริงๆ…ทำไมท่านถึงยังกล้าออกมาเดินตลาดได้ทั้งที่ข่าวเื่การหย่ายังไม่ทันจางหาย ไม่รู้สึกอายเลยเช่นนั้นหรือ”
สวี่หว่านถิงหัวเราะในลำคอ “ข้าไม่รู้สึกอายเลยสักนิดข้าหย่าเพราะถูกสามีทรยศเื่อะไรจะต้องอายกันแต่ข้ากลับคิดว่าคนที่ควรอายควรเป็เ้าซะมากกว่า....คนที่จ้องคอยแต่จะแย่งสามีคนอื่นเพื่อให้ตนเองมีตำแหน่งในจวนแม่ทัพไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเ้าคิดว่าข้าหรือเ้าใครกันที่ควรอาย”คำพูดและรอยยิ้มเยาะนั้นเฉียบคมดั่งมีด
ลั่วเหลียนเอ๋อเม้มปากแน่นแต่ยังต้องรักษาหน้าด้วยรอยยิ้มจอมปลอม
“หึ ใยข้าต้องอายข้าไม่ได้แย่งชิงผู้ใดท่านแม่ทัพรักข้า”
“งั้นข้าก็ขออวยพรให้ฮูหยินรองได้พบกับสิ่งที่พึงพอใจในชีวิตก็แล้วกัน”เธอเอ่ยด้วยเสียงเรียบราวกับไม่ได้นึกโกรธหรือเสียดายบุรุษอย่างแม่ทัพหม่าแม้แต่น้อยนั่นยิ่งทำให้ลั่วเหยียนเอ๋อรู้สึกราวกับถูกหักหน้าอย่างแรง