เล่มที่2 บทที่ 58 ระดับเรียกวิญญาณ
หลังจากเข้ามาในหอประลองคนทั้งสองก็กลายเป็นจุดสนใจทันที
ศิษย์ไม่น้อยที่ขลุกตัวอยู่ในหอประลองต่างก็ต้องแปลกใจพวกเขายังจำวีรกรรมที่จั่วเฉินก่อไว้ครั้งที่แล้วได้ดี ทั้งที่มีเพียงพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าแต่กลับเอาชนะคู่ต่อสู้ได้หลายคนติดๆ กัน กระทั่งหนานกงเฉินที่เป็นอันดับสามของตารางอันดับเขียวก็ยังถูกซัดจนกระอักเลือดนี่เพิ่งจะผ่านไปเดือนเดียวเท่านั้น จั่วเฉินผู้นี้ก็กระโดดจากระดับหลอมรวมขั้นห้าเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าซึ่งเป็นขั้นสูงสุดไปได้แล้ว แถมยังครองอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวไว้ได้อีก
ภายในหอประลองยังคงครึกครื้นเช่นเดิมศิษย์บางกลุ่มกำลังต่อสู้อยู่บนแท่นประลองอย่างเอาเป็นเอาตายทุกคนต่างก็ระเบิดกลิ่นอายพลังในตัวออกมา ส่วนที่ใต้แท่นประลอง ยังคงมีคนพนันกันด้วยค่าผลงานเช่นเดิมทว่าตอนที่จั่วเฉินกวาดตามอง บรรดาศิษย์ที่เป็นเจ้ามือต่างก็หน้าเปลี่ยนสี แล้วพากันหลบซ่อนตัวออกไป
จั่วเฉินอมยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ครั้งก่อนที่เขาร่วมพนันด้วยก็แค่เล่นสนุกเท่านั้นเขาก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่หนทางในการหาค่าผลงานที่ยั่งยืน
จั่วเฉินเบนสายตาไปยังแท่นประลองหนึ่งที่ซึ่งสองคนก่อนหน้าเพิ่งประลองกันจบไป พอเห็นว่าแท่นประลองว่าง จั่วเฉินก็ทะยานขึ้นไปอย่างไม่ลังเลก่อนจะหันมากระดิกนิ้วเรียกเย่เชียนตี้พร้อมรอยยิ้ม
“ขึ้นมา! ประลองกับข้าสักยกสิ!”
“ได้!” เย่เชียนตี้พยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้นพริบตาถัดมาก็กระโดดตามขึ้นไป
เทียบกับเย่เชียนตี้ที่ได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่จั่วเฉินนั้นธรรมดากว่ามาก ทว่าหลังจากที่เริ่มคุ้นเคยกับจั่วเฉิน และได้เห็นอีกฝ่ายเอาชนะเย่เชียนจ้านเย่เชียนตี้ก็เข้าใจว่าข้อแตกต่างระหว่างพวกเขาไม่มีอีกต่อไป ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าจั่วเฉินจะนำหน้าเขาไปเสียอีก
ทว่าในการประลองสามตารางอันดับก่อนหน้านี้เย่เชียนตี้เองก็ผ่านการต่อสู้มาหลายยก จึงทำให้พลังของเขาพัฒนาขึ้นมากเช่นกันจากเดิมที่เป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่ง ก็พัฒนาจนเป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นสองแล้วเช่นนั้นจึงควรที่จะทดสอบพลังดูบ้าง
หลังจากขึ้นมาบนแท่นประลอง ไม่ต้องมีการพูดพร่ำทำเพลงเย่เชียนตี้ลงมือจู่โจมใส่จั่วเฉินในทันที ทันใดนั้น ขุมพลังอันกล้าแกร่งก็ระเบิดออกมาจากตัวของเขา
เมื่อจั่วเฉินกับเย่เชียนตี้เริ่มสู้กันที่ใต้แท่นประลองก็มีคนมากมายรวมตัวกัน เพราะคนทั้งสองนี้ต่างก็มีชื่อเสียง คนหนึ่งคือผู้ที่ได้ฉายาว่าอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่ส่วนอีกคนก็เป็นสุดยอดม้ามืด จากเดิมที่เป็นแค่ผู้ติดตาม สามารถถีบตัวเองจนขึ้นเป็นศิษย์ตัวจริงได้อย่างรวดเร็วแถมยังครองอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวไปอย่างดุดันอีกด้วย
บางคนเริ่มตั้งตัวเป็นเจ้ามือเปิดให้ลงพนันและนั่นก็ทำเอาคนมากมายแห่กันเข้ามา ทว่าเพราะยากจะคาดเดาได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงเกิดความลังเลและพากันวิเคราะห์ถึงผลการประลอง
“จั่วเฉินผู้นี้สามารถเอาชนะได้กระทั่งเย่เชียนจ้านเช่นนั้นเย่เชียนตี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้อยู่แล้ว ข้าแทงข้างจั่วเฉินชนะ” มีคนเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
“น่าขำตอนประลองสามตารางอันดับ เดิมเย่เชียนจ้านก็ประลองกับคนมาไม่น้อยแล้ว พลังของเขาจึงอยู่ในสภาวะไม่สมบูรณ์ที่จั่วเฉินเอาชนะไปจึงถือว่ามีโชคช่วยอยู่ส่วนหนึ่ง ทว่าเย่เชียนตี้นั้นเป็นอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่ดูจากกลิ่นอายพลังตอนนี้แล้ว คาดว่าหลังจบการประลองสามตารางอันดับ เขาคงจะพัฒนาพลังอีกแน่ข้าว่าจั่วเฉินไม่น่าจะเอาชนะได้หรอก!”
ขณะที่คนข้างล่างถกเถียงกัน สองคนบนแท่นประลองก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพียงจั่วเฉินชี้นิ้วออกไปก็เกิดเป็นพลังชี้ทะลุทะลวง มันพุ่งไปทางเย่เชียนตี้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า
ทว่าเมื่อเห็นพลังชี้ของจั่วเฉินเย่เชียนตี้กลับคลี่ยิ้ม เขาโคจรพลังปราณในตัวเต็มพิกัด ยกมือขวาขึ้นก่อนจะเริ่มวาดมือเป็นท่วงท่าลึกลับจากนั้นพลังชี้ของจั่วเฉินก็สลายหายไปในพริบตา
“หืม?” ดวงตาของจั่วเฉินพลันเข้มขึ้น
ดูท่าหลังจากจบการประลองตารางอันดับ เย่เชียนตี้เองก็พัฒนาขึ้นไม่น้อยหากเป็นเมื่อก่อน แม้เคล็ดวิชาบงการอัสนีจะไม่สามารถเอาชนะได้ อย่างน้อยก็ต้องบั่นทอนพลังของเขาได้แน่และน่าจะสร้างบาดแผลได้สักเล็กน้อยด้วย
ทว่าไม่เป็นไร การต่อสู้มันก็ต้องดุเดือดเช่นนี้จึงจะถูกอีกอย่าง วันนี้พวกเขาแค่ต้องการประลองเพื่อทดสอบพลังกันเท่านั้น แพ้ชนะถือเป็นเรื่องรอง
ระดับเรียกวิญญาณขั้นสองถือว่ามีพลังไม่ธรรมดาอย่างน้อยด้านพลังปราณก็เหนือกว่าจั่วเฉินอยู่มากจุดนี้เป็นการสั่งสมพลังจากระดับพลังดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่พรสวรรค์ในตัวกำหนดได้ ผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่มีพลังแข็งแกร่งย่อมต้องมีพลังปราณที่เข้มข้นในตัว
ระหว่างที่ต่อสู้กันจั่วเฉินก็เข้าใจจุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าหากต้องการเอาชนะเย่เชียนตี้สิ่งที่ต้องระวังคือเวลา เขาจำเป็นต้องจบการต่อสู้ให้ได้ไวที่สุด หาไม่แล้ว ความแตกต่างของพลังจะค่อยๆปรากฏออกมา หากการต่อสู้ยืดเยื้อ เย่เชียนตี้คงเป็นฝ่ายชนะ
หลังจากโคจรเคล็ดวิชากลืนกิน พลังปราณในร่างของจั่วเฉินก็โคจรอย่างรวดเร็วและเพราะคุณสมบัติของหินหยก พริบตาเดียวก็มีความเร็วสูงในระดับที่น่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายพลังอันกล้าแกร่งขุมหนึ่งระเบิดออกมาแม้ตอนนี้ระดับพลังของจั่วเฉินจะต่ำกว่าเย่เชียนตี้ทว่าหากวัดกันที่การระเบิดพลังปราณ จั่วเฉินก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันนัก
“คบดาบเงารัตติกาล!” จั่วเฉินตะโกนออกมา ก่อนจะขยับนิ้วทั้งห้าจนเกิดเป็นลวดลายอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่ขยับมือ คมดาบบางเฉียบสามเล่มพลันปรากฏขึ้นดูคล้ายกับดาบโปร่งใสเล่มใหญ่ที่มีลำแสงไหลเวียนอยู่รอบๆ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็ไม่อาจดูแคลนพลังอันน่ากลัวที่ซ่อนอยู่นี้ได้
เมื่อได้เห็นคมดาบเงารัตติกาล เย่เชียนตี้ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อยทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ร่างจักรพรรดิราชันถูกกระตุ้นจนทำให้พละกำลังถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด
ชั่วขณะนั้น ระหว่างมือทั้งสองของเย่เชียนตี้พลันปรากฏลวดลายพิเศษภายใต้การเสริมหนุนจากลวดลายเหล่านี้ แขนข้างหนึ่งของเขาก็เปล่งแสงสีขาวออกมา ดูคล้ายกับมันถูกสร้างขึ้นจากหยกให้ความรู้สึกลึกลับอย่างประหลาด
จั่วเฉินโจมตีต่อในทันที คมดาบทั้งสามพุ่งตรงมาทางเย่เชียนตี้อย่างรุนแรงเย่เชียนตี้เห็นดังนั้นจึงประนมมือเข้าด้วยกัน ทันใดนั้น ลวดลายต่างๆ พลันเปล่งแสงระยิบระยับถักทอกันจนเกิดเป็นปราการลำแสงรูปไม้กางเขน เข้าขวางอยู่ด้านหน้าเขาในระยะสามฉื่อ
ตู้ม!
เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น หลังจากพลังทั้งสองปะทะกันเย่เชียนตี้ก็ต้องล่าถอยออกไปสามก้าว ปราการลำแสงไม้กางเขนเมื่อครู่ถูกสะบั้นจนเกิดเป็นรอยลึกสามรอย
“ช่างเป็นพลังป้องกันที่ล้ำเลิศแท้!”จั่วเฉินชื่นชม
ร่างจักรพรรดิราชันของเย่เชียนตี้โดดเด่นทั้งด้านการโจมตีและป้องกันถือเป็นร่างที่เหมาะแก่การต่อสู้ที่สุด ปราการลำแสงไม้กางเขนเมื่อครู่ก็เป็นทักษะพิเศษที่มีมาพร้อมกับร่างนี้
จั่วเฉินคิดไม่ถึงว่าพลังป้องกันของมันจะสูงจนสามารถต้านทานได้กระทั่งคมดาบรัตติกาลของเขาแน่นอนว่านี่เป็นแค่การประลองเท่านั้น จั่วเฉินจึงไม่ได้สำแดงพลังออกมาเต็มที่ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่คมดาบเงารัตติกาลที่ส่งออกไปง่ายๆ เช่นนี้แน่
จั่วเฉินวิเคราะห์จุดอ่อนของเย่เชียนตี้ก่อนจะลงมือโจมตีเข้าตรงจุดอย่างหนักหน่วงที่สุด
แม้เย่เชียนตี้จะต้านทานการโจมตีของจั่วเฉินได้ทว่าเขาก็มีสภาพไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ลมหายใจของเขาถี่กระชั้น กลิ่นอายพลังเริ่มไม่มั่นคงแม้แต่พลังปราณก็คล้ายจะแปรปรวนไปด้วย
“ลองรับข้าอีกหมัด!” จั่วเฉินคำรามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
แม้จะเพิ่งประมือกับเย่เชียนตี้ได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆทว่าจั่วเฉินก็สามารถรับมือเขาได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี่คือการปลดปล่อยพลังและซัดทักษะการโจมตีออกมาอย่างสุดกำลังอีกทั้งตอนนี้จั่วเฉินก็อยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อม และยังมีลางว่าจะพัฒนาระดับพลังอีกด้วย
การฝึกฝนก็เป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราววาสนาบางครั้งก็จะตระหนักรู้ในเสี้ยววินาที
จั่วเฉินซัดออกไปหนึ่งหมัดพร้อมกับพลังปราณหมัดนี้ถือเป็นการระเบิดพลังเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ใดๆ แฝงอยู่ทว่ามันกลับดุดันเป็นอย่างมาก
“หมัดคชการพิฆาต!” เย่เชียนตี้คำรามก่อนจะชกหมัดออกไปต้านรับด้วยแววตาตื่นเต้น
เพราะมีร่างจักรพรรดิราชันเย่เชียนตี้จึงไม่เกรงกลัวที่จะปะทะกับจั่วเฉินตรงๆ แถมในสายตาของเย่เชียนตี้ เขาที่มีร่างพิเศษมาแต่กำเนิดควรจะได้เปรียบด้วยซ้ำทว่าในตอนที่หมัดของทั้งสองปะทะกัน เย่เชียนตี้ก็ต้องหน้าเปลี่ยนสี
แม้หมัดนี้ของจั่วเฉินจะไม่ใช่กระบวนท่าของเคล็ดวิชาปราณโบราณทว่าพลังการโจมตีกลับรุนแรงเป็นอย่างมาก แถมภายในลำแสงหมัดยังแฝงไปด้วยพลังกดข่ม เมื่อพลังปราณของเย่เชียนตี้ปะทะเข้ากับพลังของจั่วเฉินพลังของเขาก็ถูกบั่นทอนลงไปแล้วส่วนหนึ่ง
เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าคำรามดังขึ้นที่กลางแท่นประลองพริบตาถัดมา เย่เชียนตี้ก็ถูกหมัดนี้อัดจนล่าถอยออกไปสิบก้าว
ศิษย์ที่ชมการประลองอยู่ต่างก็ส่งเสียงฮือฮาพร้อมกับเบิกตาโตกระทั่งศิษย์ที่พนันข้างจั่วเฉินก็ยังต้องรู้สึกเหลือเชื่อ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเย่เชียนตี้ที่มีร่างจักรพรรดิราชันไม่ว่าจะเป็นด้านพลังหรือรากฐานก็ล้วนน่ากลัว คนระดับนี้ต่อให้เอาชนะจั่วเฉินไม่ได้ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันเช่นนี้กระมัง
ขณะที่ซัดเย่เชียนตี้ล่าถอยออกไปจั่วเฉินก็ผ่อนลมหายใจออกมา ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายระยิบระยับ ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นและเริ่มการฝึกฝนภายใต้สายตามากมายที่จับจ้องอยู่
“พัฒนาพลังหรือ?”เย่เชียนตี้เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของจั่วเฉินเย่เชียนตี้ย่อมไม่ลงมือต่อ ตรงกันข้าม เขายังต้องคุ้มกันที่นี่เพื่อไม่ให้มีคนมารบกวนจั่วเฉินอีกด้วย
ทว่าสุดท้าย เย่เชียนตี้ก็ไม่ได้รู้สึกเหลือเชื่ออะไรนักเพราะในการประลองสามตารางอันดับ จากเดิมที่จั่วเฉินมีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ด ก็สามารถพัฒนาขึ้นเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าได้ในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน
กำลังจะพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณแล้วหรือ?
เย่เชียนตี้ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจั่วเฉินจะต้องมีรากฐานแข็งแกร่งขนาดไหน จึงสามารถพัฒนาพลังสามขั้นย่อยติดๆกันในเวลาเพียงหนึ่งเดือนเช่นนี้ ต่อให้ระดับหลอมรวมจะเป็นระดับที่ฝึกฝนได้ง่ายที่สุดก็ตามเย่เชียนตี้ก็ไม่เคยเห็นใครพัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน
หลังจากโคจรเคล็ดวิชากลืนกินจั่วเฉินก็เริ่มสูบพลังห้วงมิติจากรอบข้างอย่างบ้าคลั่ง ในร่างจึงเกิดพลังปราณขึ้นไม่หยุดพวกมันเข้ารายล้อมอยู่รอบหกตราปราณโบราณของเขา
ขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ ได้แต่ตกตะลึงอ้าปากตาค้างอยู่นั้นผ่านไปหนึ่งเค่อ จั่วเฉินก็คำรามลั่น เกิดเป็นเสียงก้องกังวาลทั่วน่านฟ้าเหนือแท่นประลองก่อนที่เขาจะดีดตัวทะยานขึ้นไป
จั่วเฉินแย้มยิ้มมองเย่เชียนตี้ที่อยู่เบื้องหน้า“ลองพลังชี้ข้าหน่อย!”
ทั้งที่เป็นการโจมตีแบบเดียวกัน ทว่าเคล็ดวิชาบงการอัสนีที่สำแดงออกมาครั้งนี้กลับมีพลังแตกต่างไปพลังทำลายล้างและพละกำลังที่แฝงอยู่ของมันกล้าแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า
ครั้งนี้เย่เชียนตี้ไม่โชคดีอีก เขาถูกพลังชี้ของจั่วเฉินอัดใส่แม้แต่แขนที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งก็ยังเกิดแผลลึกขึ้นพร้อมกับมีเลือดไหลซึมออกมา
เพียงกระบวนท่าเดียวก็เอาชนะเย่เชียนตี้ไปได้!
“ระดับเรียกวิญญาณอย่างนั้นหรือ ในที่สุดก็พัฒนาเสียที!”จั่วเฉินขยับตัวจนเกิดเสียงกระดูกเลื่อนลั่น เขารู้สึกได้ว่าทั่วทั้งตัวเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง