“หยุด อย่าเข้ามานะ อย่า" หญิงชราในร่างของสาววัยรุ่นกรีดร้องทั้งน้ำตาด้วยความหวาดผวาสุดขีด เธอตะโกนไล่ผู้บุกรุกซ้ำไปซ้ำมา แต่เสียงทุบทำลายจากภายนอกกลับยิ่งดังขึ้น ๆ
เมื่อประตูถูกทุบจนพัง ฝูงชนที่มีอาวุธครบมือก็กรูกันเข้าไปในบ้าน ฝ่ายสามีที่ถือขวานรออยู่แล้วเหวี่ยงมันซ้ายทีขวาทีเพื่อไล่ผู้บุกรุกไม่ให้เข้าใกล้ภรรยาที่กำลังเสียขวัญ แม้จะได้กำลังวังชาที่ยิ่งกว่าสมัยหนุ่มมา เขาก็ไม่สามารถต่อกรกับบรรดาชาวบ้านที่โหมรุมเข้ามาจากทุกด้านได้ ไม่นานเกินรอทั้งสองก็ถูกจับกุม
ทั้งสองคนถูกมัดแขนและขาแนบกับลำตัวแล้วลากไปกับพื้นหิน ยามผิวหนังครูดกับคมหินช่างเจ็บแสนสาหัส เลือดไหลเป็นทางตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงลานกว้างหมู่บ้าน จากนั้นการสอบสวนที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไร้มาตรฐานและไร้ความยุติธรรมเริ่มขึ้น ทั้งสองถูกตั้งคำถามมากมาย แต่ไม่ว่าจะตอบตามความจริงหรือโกหกพวกชาวบ้านก็มิอาจรู้ใด สองสามีภรรยาก็จะโดนทำร้ายทุบตีอย่างทารุณ
“ท่านนีเน แย่แล้วครับ" ดิเอโกวิ่งหน้าตื่นมา ผมทรงเรียบแปล้อยู่เสมอเวลานี้กลับกระเซอะกระเซิงบ่งบอกถึงความรีบร้อน
”เรายังไม่แย่ ท่านบีเทิลเดรกนี่สิที่กำลังแย่” นีเนตอบขณะใส่หัวของคนรับใช้ลงขวดโหลที่บรรจุน้ำใส่เขียวโปร่งใสไว้ เพื่อไม่ให้มันเน่าเสียก่อนที่ร่างกายเดิมจะซ่อมแซมจนพร้อมคืนชีพ
“ไม่ใช่ครับ คนที่กำลังแย่คือตายายที่ท่านเคยช่วยไว้”
“ตายาย?” ผู้เป็นนายขมวดคิ้ว เข้าใจว่าเป็นอวัยวะของใครถูกเคลื่อนย้าย
“เพื่อนของท่านนีเนครับ” หนุ่มรับใช้ขยายความให้
“อ๋อ บอกว่าเป็นเพื่อนเราแต่แรกก็จำได้แล้ว แล้วมันแย่ยังไงเหรอ”
“เรื่องมีอยู่ว่า...” จากนั้นชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นของคู่สามีภรรยาชราที่นีเนเคยให้ความช่วยเหลือ
.
..
“ตายจริง!” นีเนและยูนิตีอุทานอย่างพร้อมเพรียง เด็กสาวตกใจจนเกือบจะทำโถดองศีรษะของบิเทิลหลุดมือ แต่ดีที่ดิเอโกคว้าไว้ทัน ไม่เช่นนั้นบีเทิลคงจะตายจริงอย่างที่ผู้เป็นนายว่า
“หมู่บ้านของท่านตาท่านยายอยู่ที่ไหนคะ รีบพาไปเร็ว" นีเนร้อนรนเก็บของบนโต๊ะก่อนจะหุนหันวิ่งออกจากห้องทำงานไป
หนุ่มรับใช้วิ่งตามมาและรั้งตัวเธอไว้
“อย่าไปเลยครับ เดี๋ยวเรื่องราวจะเดือดร้อนใหญ่โตกว่านี้” แม้ดิเอโกจะนำเรื่องนี้มาบอกแต่เขาก็ไม่ยินดีให้นายหญิงของตนออกไปเสี่ยงกับเรื่องแค่นี้
“ท่านตาท่านยายเดือดร้อนเพราะเราใช่ไหมคะ เราต้องช่วยค่ะ ถ้าไม่บอกเราก็ไม่รู้แต่ท่านดิเอโกอุตส่าห์เล่าให้ฟังแสดงว่าท่านก็เป็นห่วงเหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ" สายตาเด็ดเดี่ยวที่ไม่ค่อยจะเห็นได้บ่อย ๆ ของผู้เป็นนายทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะอึก มิอาจโต้แย้งได้และไม่มีใครกล้าห้ามอีก
“เอาเถอะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ ถ้ามีปัญญาอะไรดิเอโกผู้นี้จะปกป้องท่านนีเนด้วยชีวิตเอง" หนุ่มรับใช้น้อมตัวและเอ่ยสัตย์ปฏิญาณจากใจก่อนจะพานายหญิงสู่ทิศที่เกิดเรื่อง
เพื่อไม่ให้เอิกเกริกนีเนจึงพาคนสนิทไปด้วยเพียงไม่กี่คน พร้อมด้วยรถม้าที่ไม่ได้ลากด้วยม้าธรรมดา แต่เป็นม้าสีเขียวที่ผิวลื่นมันจากเมือกบาง ๆ ที่ปกคลุมทั้งตัว รถม้าประหลาดพาคณะของเธอดำดิ่งใต้ทะเลสาบมัวร์ แม้จะถูกลากลงไปจนถึงก้นทะเลสาบแต่ในตัวรถกลับยังอยู่ในสภาพปกติ ช่องมองขนาดใหญ่ทั้งสองข้างของรถเปิดอยู่แต่น้ำกลับไม่สามารถเข้ามาข้างในรถได้เลยราวกับมีกระจกใสกั้น
รถที่ถูกลากโดยม้าผิวเมือกพุ่งทะยานเข้าไปในโพรงขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ก้นทะเลสาบนั่นเอง ที่นี่คือเส้นทางลับที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ หรือต่อให้รู้ก็คงไม่มีทางที่จะผ่านมันมาได้แน่
จากการเดินทางด้วยรถม้าที่ต้องใช้เวลาหลายวัน กลับใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็โผล่พรวดขึ้นมาบนผิวน้ำของแม่น้ำอีกสายที่อยู่ติดกับหมู่บ้าน
แสงสีแดงเพิ่งจะลับขอบฟ้าไปเมื่อไม่นาน ท้องนภาถูกแทนที่ด้วยม่านสีดำอันอึมครึมไม่ต่างกับความรู้สึกของเด็กสาวในตอนนี้ เธอกังวลจนมือไม้สั่น ได้แต่ภาวนาให้พวกเขายังรอดอยู่หรืออย่างน้อยก็ตายในสภาพที่ศพยังสมบูรณ์ดีพอที่เธอจะคืนชีพพวกเขาได้
กลุ่มของเธอเข้าหมู่บ้านไปได้โดยที่ไม่มีใครรับรู้เพราะเวทมนตร์พรางตาของยูนิตี พวกเธอตามแสงไฟไปจนถึงจุดเกิดเหตุที่นั่นมีร่างอันไหม้เกรียมสองร่างหันหลังประกบกัน โดยมีไม้ที่ตอกเป็นรูปกางเขนยึดทั้งคู่ด้วยโซ่ตรวนไว้ กลิ่นเนื้อไหม้ชวนอาเจียนคละคลุ้งทั่วบริเวณ
“โหดร้ายเกินไปแล้ว" ถึงจะเดาได้ว่ามันจะออกมารูปนี้แต่ดิเอโกก็ยังคงรู้สึกเกินรับได้กับภาพที่เห็น นี่คือสิ่งที่มนุษย์กระทำกับมนุษย์ด้วยกันเองงั้นรึ
“สภาพแบบนี้ คงจะคืนชีพไม่ได้แน่" ยูนิตีใช้เวทมนตร์ปลดร่างที่ยังคุกรุ่นของทั้งคู่ลงมา มันน่าเวทนากระทั่งไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าร่างไหนคือชายหรือหญิง นีเนเข้ามากอดเธอและซ่อนใบหน้าลงกับอกสาวใช้เพื่อหลบสายตาจากภาพเลวร้าย เมื่อสุดจะกลั้นเด็กสาวก็ร้องไห้โฮโดยไม่กลัวใครจะมาได้ยิน โชคดีที่ยูนิตีไหวตัวทันได้ร่ายเวทสกัดกั้นเสียงไว้ได้พอดี นีเนร้องไห้สะอึกสะอื้นในสภาพที่ไร้เสียงแบบนั้นอยู่พักนึงจนเมื่อผลของเวทเริ่มเสื่อมยูนิตีจึงพูดขึ้น
“ไม่มีอะไรที่ทำได้แล้วค่ะ เรากลับกันเถอะ" สาวใช้ชักชวนให้นายหญิงกลับปราสาทพักผ่อนเพื่อลืมเรื่องราวแย่ ๆ นี้เสีย
นีเนไม่ตอบอะไร เธอปาดน้ำตากับผ้าเช็ดหน้าที่ยูนิตียื่นให้
“ขอบคุณค่ะ” เด็กสาวกล่าวขอบคุณเสียงเบา หลังจากสงบใจได้ เธอผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ก่อนจะเข้าไปนั่งพิจารณาร่างที่เป็นตอตะโกอีกครั้ง "เราขอโทษนะคะที่ช่วยท่านทั้งสองไว้ไม่ทัน”
“ไม่ใช่ความผิดของท่านนีเนเสียหน่อย เป็นหญิงชายชราคู่นี้ต่างหากไม่ฟังคำตักเตือนของท่าน ทั้งที่เราอุตส่าห์เมตตาช่วยเหลือแล้วแท้ ๆ” ยูนิตีออกตัวแทนนาย เธอเริ่มจะรู้สึกไม่พอใจสองตายายคู่นี้ ที่ถึงแม้จะสิ้นใจไปแล้วกลับยังทำให้นายหญิงของเธอต้องเศร้าโศก
แต่ดิเอโกกลับเห็นต่าง นี่เป็นบทเรียนสำคัญให้กับนายหญิงของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
“ท่านนีเนท่านคงจะทราบแล้วใช่ไหมครับ” ดิเอโกเริ่ม
“ทราบอะไรหรือ” นีเนสงสัย
“ทราบว่าการช่วยเหลือผูกสัมพันธ์เป็นเรื่องดี” เขาหยุดเพื่อให้เด็กสาวคิดตาม “แต่การช่วยเหลือนั้นมีหลายวิธี บางครั้งเราอาจจะสอนให้เสือล่ากวางได้ แต่เราไม่สามารถสอนให้เสือใช้มีดล่าสัตว์ได้ บางครั้งเราก็ไม่สามารถพาคนไปที่ยอดเขาได้ แต่เรามอบเครื่องมือสำหรับปืนภูเขาให้ได้ ดังนั้นท่านไม่อาจใช้วิธีการแบบเรากับพวกมนุษย์ปกติเหมือนกรณีตายายนี้ แต่ท่านมีความสามารถในการช่วยเหลือในด้านอื่นได้ ซึ่งต้องค่อย ๆ ปรับค่อย ๆ แก้ไป”
นีเนฟังพลางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะยิ้มกว้างและพูดว่า
“เข้าใจและคิดอะไรออกแล้วค่ะ ถ้าหากคืนชีพไม่ได้ อย่างน้อยเราอาจจะช่วยให้ทั้งสองได้มีชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไปได้อีกนะคะ”
หนุ่มรับใช้ได้ฟังก็คิ้วกระตุกราวกับเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีเรื่องเลวร้ายบางอย่างต่อจากนี้แน่นอน
เมื่อกลับถึงปราสาทสีงาช้าง นีเนก็ขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองของเธอ เด็กสาวนำร่างของทั้งคู่ไปเผาซ้ำจนเหลือเพียงขี้เถ้าก่อนที่จะผสมเข้าด้วยกันกับตัวยาหลายชนิด
“อืม... นี่ท่านเข้าใจจริงเร้อ" ดิเอโกพูดกับตัวเอง เขายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องของนีเนพักใหญ่แล้ว ชายหนุ่มพอจะจินตนาการออกว่านายเหนือหัวของเขากำลังทำอะไรแต่ก็รู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะห้ามปราม
“ถ้าท่านทำแล้วสบายใจก็ปล่อยท่านเถอะ" เสียงหญิงสาวดังมาจากข้างหลังทำเอาเขาสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไปมองก็เห็นร่างโปร่งแสงของหญิงผู้คุ้นหน้าทะลุออกมาจากกำแพง
“โนบอดี! บอกแล้วไม่ใช่รึว่าอย่าโผล่มาแบบนี้" ชายหนุ่มพูดเสียงเขียวใส่ทำเอาเจ้าของร่างโปร่งใสหน้างอเล็กน้อย
“ดุข้าอีกแล้วนะ คนนิสัยไม่ดี" โนบอดีตัดพ้อ "กำลังจะเล่าให้ฟังแท้ ๆ ว่ามีคนพยายามบุกรุกเข้ามาอีกแล้ว เชอะ! ไปก็ได้" เมื่อพูดทิ้งท้ายเสร็จร่างที่ใสราวกับผ้าบาง ๆ ก็ลอยทะลุกำแพงอีกด้านหายไปโดยไม่ฟังเสียงห้ามให้หยุดของพ่อบ้านตัวดี
“อะไรล่ะเนี่ย ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย เจ้าก็เล่าให้ฟังหมดแล้วไม่ใช่หรือไงว่ามี... ผู้บุกรุก!"
ในรุ่งเช้าวันถัดมาเหล่าบริวารของนีเนก็ช่วยกันย้ายบางอย่างที่เคยเป็นร่างของสองสามีภรรยาเฒ่าจากห้องทดลองมาไว้บริเวณลานน้ำพุหน้าปราสาท สิ่งนั้นปกปิดด้วยผืนผ้าขนาดใหญ่ เมื่อกะสายตาจากขนาดทุกคนก็พอจะประมาณได้ว่ามันสูงกว่ามนุษย์เกือบสองเท่าตัว
เหล่าบริวารหลายสิบตนต่างยืนใจจดใจจ่อกับสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าสีขาวนั้น บางคนอยากรู้ว่าข้างในเป็นอะไรจึงพยายามจะเลิกผ้าแอบดูแต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะมีดิเอโกจ้องเขม็งใส่
“แล้วท่านนีเนล่ะ" หนึ่งในบริวารพูดคุยซุบซิบ
“ยังไม่ตื่นมั้ง นี่เพิ่งบ่ายเอง" ฟิชโบว์ลที่อยู่ข้าง ๆ ตอบเสียงค่อยเพราะกลัวโดนดิเอโกดุ
“จำเป็นต้องทำให้ตัวใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอคะ" ยูนิตีถามดิเอโกที่อยู่ข้าง ๆ แต่อีกฝ่ายซึ่งก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในผลงานชิ้นนี้ไม่รู้จะตอบเธออย่างไรนอกจากยักไหล่แบบขอไปที
เมื่อได้เวลาพระอาทิตย์เที่ยงวันคล้อยบ่ายไปหลายชั่วยามนีเนก็ปรากฏตัวขึ้น ทุกคนส่งเสียงเฮในใจออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไว้ไม่อยู่
“มายืนรออะไรกันคะเนี่ย” เธอเดินหาวหวอดเข้ามากลางกลุ่มบริวาร จากนั้นจึงทำหน้างง ๆ ให้กับทุกคน จนเมื่อเห็นผ้าคลุมนั่นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอเรียกทุกคนมาเอง
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าตอบ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มรู้สึกผิดจากใบหน้าน่ารักนั่น ทุกคนต่างใจอ่อนโดยปริยาย จากนั้นโดยไม่รอช้านีเนสั่งให้ปลดผ้าที่คลุมออกและเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใต้นั้น
ร่างใหญ่โตสูงตระหง่านดำทะมึน ทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยขนหนาสั้นสีดำสลับน้ำตาล ส่วนหัวที่เหมือนวัวป่ามีเขาคู่หงิกงอเป็นเกลียว มันยืนอยู่ด้วยสองขาหลังเหมือนกับมนุษย์ ส่วนหลังที่งองุ้มและแขนที่ยาวผิดปกติทำให้นิ้วมือของมันเกือบจรดถึงพื้น
“เหวอ! สัตว์ประหลาด!” สเนคแมนร้องอุทานทันทีที่เห็น เขาคือบริวารที่มีใบหน้าเป็นงูและแขนทั้งคู่เป็นอสรพิษร้อยพันกันเหมือนเส้นเชือก คำพูดของเขาทำให้หลายคนหันมาด้วยสีหน้าที่อ่านได้ว่า อย่างนายยังมีหน้าไปเรียกคนอื่นว่าสัตว์ประหลาดอีกรึ
นีเนเห็นสัตว์ประหลาดจนชินตาแล้วจึงไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เธอสร้างนี้มันน่าตกใจตรงไหน เธอนำขวดรูปทรงน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระออกมา เมื่อเปิดฝาจุกออกควันสีขาวก็พวยพุ่งจากในขวดทรงน้ำเต้า มันลอยเอื่อยรวมตัวเป็นกลุ่มคล้ายสิ่งมีชีวิตอันวูบไหวและมุ่งตรงไปที่รูปปั้นสัตว์ประหลาด ก่อนจะซึมเข้าไปในร่างของมันอย่างช้า ๆ
“แค่นี้ก็เรียบร้อยค่ะ ร่างนี้มีธาตุทั้งสี่ครบแล้ว รอครู่เดียววิญญาณของท่านตาท่านยายก็จะหลอมรวมกันเข้ากับร่างใหม่และมีชีวิตร่วมกันอีกครั้งตลอดไป" นีเนอธิบายขณะที่กำลังรอลุ้นจนแทบจะกลั้นหายใจ รอให้ร่างใหญ่ตรงหน้าเคลื่อนไหว
ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบ กระทั่งคนรับใช้รายหนึ่งเผลออ้าปากหาวขึ้น จึงรู้ตัวว่ารอกันนานเกินไปแล้ว
“เอ เราว่าเราไม่ได้ทำพลาดตรงไหนนะ" เด็กสาวเอียงคอครุ่นคิด
เธอนึกย้อนถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ทั้งนำเอาเถ้ากระดูกของทั้งสองปั้นเป็นโครงกระดูก นำเนื้อเยื่อที่เพาะมาผสมกับสัตว์ทดลอง ผสมผสานธาตุทั้งสี่ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตและนำเอาวิญญาณของสองตายายที่เธอเก็บไว้ในขวดพิเศษมาใส่เข้าไป ถึงจะดูซับซ้อนแต่เธอก็เชื่อว่าเธอได้เตรียมการมันอย่างดีไม่น่าจะมีจุดใดบกพร่อง
“เอ่อ...” ดิเอโกลากเสียงยาวคล้ายกับจะพูดบางอย่างแต่ยังสรรหาคำไม่ได้ ซึ่งนีเนแม้จะไม่เข้าใจแต่ประโยคที่เธอเอ่ยออกมานั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดพ้องต้องกันพอดี
“เราไปกันเถอะ”
ทุกคนบนลานกว้างสลายการชุมนุมอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างกลับไปทำหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบตามเดิม นีเนเองก็กลับไปพักผ่อนต่อ เธอหวังว่าเธอจะหาวิธีอื่นจัดการได้ในภายหลังเพราะเธอทุ่มแรงและเวลาไปไม่น้อยกับการชุบชีวิตทั้งบีเทิลเดรกและคู่รักชรานี้ ทิ้งให้รูปปั้นมนุษย์กระทิงยืนอย่างเดียวดาย
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แววตาที่เคยขาวขุ่นของร่างนั้นก็เริ่มฉายประกายสีชาดเรืองรอง มันกลอกกลิ้งไปมาอย่างอาฆาต จากนั้นร่างใหญ่โตก็เริ่มก้าวเดิน อย่างช้า ๆ ทีละก้าวหายเข้าไปในเงาไม้ โดยทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปก็คือหมู่บ้านที่มันรู้จักเป็นอย่างดี
แม้ว่าภายหลังพวกนีเนจะพบว่าร่างที่สร้างขึ้นได้หายไปจากลานน้ำพุหน้าปราสาทก็ตาม แต่พวกเธอก็ไม่พยายามติดตามค้นหามันอีก เด็กสาวคิดว่าบางทีวิญญาณของสองตายายคงต้องการอยู่อย่างสงบด้วยกันตามลำพังมากกว่าที่จะต้องมาอยู่กับพวกเธอก็เป็นได้ การไม่รบกวนพวกเขาจึงเป็นการดีที่สุด
จากนั้นอีกหลายวัน ก็มีข่าวลือประหลาด ๆ เกิดขึ้น หมู่บ้านติดชายป่าที่เคยเป็นที่อยู่ของสองสามีภรรยาเฒ่าได้ถูก "อะไรบางอย่าง" โจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกทำลายจนย่อยยับ ผู้คนต่างหวาดกลัวและอีกจำนวนมากเสียชีวิตจากเหตุนี้ ไม่มีใครสามารถจัดการกับเจ้าปีศาจตัวนี้ได้ กระทั่งวันหนึ่งมันก็เลิกราไปเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ
นีเนเมื่อทราบเรื่องก็รู้สึกเป็นห่วงทุกคน เธอจึงคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเขา เด็กสาวแอบหวังว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะได้ผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่จากกลุ่มคนเหล่านั้น โดยมีบรรดาคนรับใช้ที่แม้ไม่ได้สนับสนุนแต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใดคอยช่วยเหลือ
สเนคแมน บริวารผู้ใช้งูและพิษ