ควันหนาทึบจากการเผาไหม้ของขยะพิษ ลอยคละคลุ้งไปทั่วถนนคับแคบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงผู้คน บัดนี้กลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงครวญครางแหบพร่าของเหล่าผู้ติดเชื้อที่เดินโซเซไปมา ไฟฟ้าดับสนิท เหลือเพียงแสงจากเปลวเพลิงลุกไหม้เป็หย่อม ๆ ตามซอกตึกและซอยแคบ
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมทั่วทุกสารทิศ แทรกผ่านม่านฝุ่นหนาทึบ แสงตะวันที่ควรจะสาดส่อง กลายเป็เพียงแสงเรืองรองสีแดงที่ลอดผ่านมาอย่างยากลำบาก สถานที่ที่เคยเป็บ้านของชิดตะวัน เป็แหล่งพักพิงของผู้คน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นรกบนดิน เป็สมรภูมิรบ ผู้คนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ซอมบี้ฝูงใหญ่เดินกันขวักไขว่
ร่างไร้ิญญากระจัดกระจายทุกพื้นที่ เืไหลนองตามร่องน้ำเน่า เหม็นกลิ่นคาวคลุ้งทั่วอากาศ แม่ค้าที่เคยะโขายของริมถนน กลายเป็ร่างบิดเบี้ยวคอยไล่ล่าผู้รอดชีวิตอย่างไม่ลดละ เด็กเล็กที่เคยวิ่งเล่นตามตรอกซอยกลับนอนแน่นิ่ง บ้างถูกกัดกินจนเหลือเพียงเศษชิ้นส่วน
ชิดตะวันยืนนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งถูกซอมบี้ล้มทับ ก่อนจะกัดกินร่างเล็กนั้นอย่างโเี้ ภาพตรงหน้าเสมือนถูกตรึงไว้กลางดวงตา น้ำตาไหลรินอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ความหวาดผวาจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง ราวกับลมหายใจจะขาดห้วง หญิงสาวรับรู้ถึงแรงสั่นไหวในร่างกาย ความตึงเครียดแผ่ซ่านทุกอณู นี่ไม่ใช่ความกลัว ทว่าคือความจริงอันโหดร้าย
เธอััได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมในอก ขณะก้มหน้าก้าวเดินอย่างยากลำบาก พร้อมกับแบกร่างของแม่ที่อ่อนแรงไว้บนแผ่นหลัง หญิงวัยกลางคนหายใจรวยรินและติดขัด ราวกับลมหายใจนั้นพร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าจนมองเห็นภาพเบื้องหน้าเลือนราง เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว หากเวลานั้นมาถึง เวลาที่อาจต้องสูญเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ หัวใจเธอก็อาจแตกสลายตามไปด้วย
“แม่...แม่ต้องสู้นะคะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นเครือ ขณะพาร่างอ่อนแอของผู้เป็แม่เดินฝ่าความมืดมิดในตรอกแคบ “เราต้องไปจากที่นี่ให้ได้”
“ตะวัน แม่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า” เธอเอ่ยเสียงแ่ ร่างสั่นเทาซบบนไหล่ลาดของลูกสาว พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ
“แม่ทำได้อยู่แล้วค่ะ” เธอตอบกลับน้ำเสียงหนักแน่น แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความกลัว ทว่าฝุ่นพิษที่ปกคลุมเมืองกำลังค่อย ๆ กลืนกินคนที่เธอแบกอยู่บนหลัง และเธอก็ไม่อาจยอมให้มันพรากชีวิตของผู้เป็ที่รักได้
หญิงสาววิ่งลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างซากรถที่จอดทิ้งเกลื่อนถนน ลมหายใจของเธอเริ่มกระชั้นถี่ แผ่นหลังเปียกชื้นด้วยเหงื่อ มือขวายังกำด้ามดาบแน่นด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด เสียงฝีเท้าหนักกระแทกพื้นดังไล่หลังมา หากช้าลงเพียงเสี้ยววินาที ความตายจะตามในทันที
“แม่คะ! ทนไหวไหม!?” เธอถามเสียงกระเส่า ฝืนกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ
ดวงตาสั่นไหวกวาดมองรอบตัว หวังเจอทางรอดจากขุมนรกนี้ ลมหายใจหอบถี่ ร่างกายสั่นสะท้านจากความเหนื่อยล้า แม้จะหนักแผ่นหลังจนปวดร้าว แต่ทว่าเธอไม่มีทางเลือก ทั้งคู่เบียดตัวเข้าไปในตรอกมืด หัวใจเต้นระรัวเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตรงมุมตา ร่างของเพื่อนบ้านที่เธอเคยรู้จัก บัดนี้กลายเป็ซากชีวิตไร้จิติญญา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมาราวกับจับจ้องเหยื่อ
หญิงสาวปริศนาซุกตัวอยู่ในซอกตึก รูปร่างเล็กเพรียวระหง ผิวขาวเนียนราวกับเครื่องกระเบื้องเคลือบ เส้นผมสีเงินประกายอ่อนพลิ้วไหวขับกับบรรยากาศหม่น ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็งสะท้อนประกายไหวพริบเฉียบแหลม
กระเป๋าเป้ใบเล็กบนแผ่นหลังของเธอบรรจุแล็ปท็อปที่แบกติดตัวมาตลอด ภายในคือข้อมูลลับเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่ระบาด เชื้อร้ายที่ซ่อนอยู่ในฝุ่น PM 2.5 พร้อมกระเป๋าเฉพาะสำหรับปืน ซึ่งออกแบบมาให้สะพายแนบข้างลำตัว สามารถชักออกมาใช้งานได้รวดเร็วเมื่อถึงคราวจำเป็
สำหรับเธอแล้ว คนตัวสูงเป็เพียงคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักชื่อ แต่เมื่อเห็นหญิงสาวร่างสูงแบกหญิงวัยกลางคน ฝ่าฝูงซอมบี้อย่างไร้ทิศทางในตรอกมืด โดยไม่ลังเล เธอเปิดแล็ปท็อป เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์สื่อสารที่ยังพอใช้งานได้ หัวใจเต้นเป็จังหวะเดียวกับปลายนิ้วที่ไล่ไปบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เธอส่งรหัสเตือนไปยังอุปกรณ์รับสัญญาณฉุกเฉินที่อาจยังใช้งานได้ในรัศมีใกล้เคียง
“เลี้ยวขวาเร็ว! อย่าไปทางนั้น!” เสียงหญิงสาวดังลอดผ่านลำโพงเก่าที่แขวนอยู่บนเสาไฟฟ้าร้าง เสียงนั้นชัดเจนจนทำให้ชิดตะวันชะงักไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรง สายตาไล่มองหาต้นเสียง ทว่ากลับไม่พบใคร
แม้ไม่รู้ว่าเ้าของเสียงใสคือใคร หรือมีเจตนาใด แต่เสียงนั้นทำให้เธอตัดสินใจเชื่อ ขาเรียวเคลื่อนไหวก่อนจะรู้ตัว เบี่ยงเลี้ยวไปตามทิศทางที่เสียงปริศนาแนะนำ
ไม่รอช้า หญิงสาวร่างเล็กรีบสะพายกระเป๋าเป้กระชับสายสะพายของกระเป๋าปืนอย่างมั่นคง ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากจุดซ่อนเดิมเงียบ ๆ สายตาแน่วแน่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมาธิ ขณะมุ่งหน้าหาตำแหน่งใหม่ เพื่อดำเนินภารกิจช่วยเหลือผู้รอดชีวิตคนอื่นต่อไป
เสียงปืนดังสนั่นก้องจากอีกฟากของสลัม หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันขวับไปยังทิศทางต้นเสียง ดวงหน้าเคร่งเครียดฉายแววตื่นตระหนก
“ธรา...” เธอพึมพำ ก่อนจะรีบคว้าวิทยุสื่อสารขึ้นมาแนบปากทันที
“ธรา! แกอยู่ไหน!? ตอบด้วย!” เธอะโผ่านวิทยุสื่อสาร พยายามติดต่อปลายทาง ทว่ามีเพียงเสียงซ่าแทรกสัญญาณขาด ๆ หาย ๆ ดังกลับมาเท่านั้น
หญิงสาวทั้งสองพลัดหลงกันั้แ่เริ่มการอพยพออกจากสลัม ความโกลาหลที่ถาโถมทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหลบหนีออกมาก่อน ขณะนั้นธราอาสาคุมแนวหลังเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้าย
ตอนนี้แกอยู่ไหน? ยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า?
อีกฟากหนึ่งของสลัม
ธรา หญิงสาววัย 25 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้งอบอุ่น ดวงตาสีดำฉายแววขี้เล่น แม้สถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียด และโหดร้ายเพียงใด แต่เธอก็ยังคงเปี่ยมด้วยไหวพริบการเอาตัวรอด เส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่า ปลิวไหวเล็กน้อยตามแรงลมสกปรกจากซอยแคบ เธอสวมเสื้อฮู้ดแขนยาวสีส้มตัดกับฉากหลังอันหม่นหมอง คู่กับกางเกงยีนขาดเข่า และรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่แม้จะผ่านศึกหนักมานักต่อนัก แต่ทว่าก็ยังยืนหยัดใช้งานได้อย่างไม่บกพร่อง
กระเป๋าเป้ที่เธอสะพายหลังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เครื่องมือประดิษฐ์ และอุปกรณ์ซ่อมแซมจำเป็ หญิงสาวเป็เพื่อนสนิทของ ลมหนาว และแม้จะมีบุคลิกสนุกสนานอารมณ์ดีอยู่เสมอ แต่ในยามคับขัน เธอก็รู้ดีว่าความเด็ดขาดเป็สิ่งสำคัญ
ธรากำลังต่อสู้เพื่อปกป้องกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ เธอกำปืนพกแน่นในมือ สายตากวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง พร้อมตัดสินใจทันที หากต้องเลือกเส้นทางรอดจากฝูงนรกที่ไม่มีวันหยุดไล่ล่า
“ไป! ไปซะ ฉันจะถ่วงเวลาให้!” เธอะโสุดเสียง พลางเหนี่ยวไกปืนใส่ฝูงซอมบี้ที่กำลังกรูเข้ามา เสียงปืนดังลั่นสะท้อนในตรอกแคบ พร้อมกับเสียงร้องเร่งให้ทุกคนรีบหนีโดยไม่ต้องหันกลับมา
เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ เมื่อซอมบี้กลุ่มใหญ่ พุ่งเข้าใส่ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นมาจากซอยด้านข้าง แทรกผ่านเสียงโกลาหล ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหวดฟันของมีดสั้นคมกริบ ซอมบี้สองตัวทรุดฮวบลงแทบจะพร้อมกัน เืสีดำทะลักกระเซ็นเป็วงกว้าง
“ตะวัน! มาทางนี้เร็ว!” เสียงเรียกอันคุ้นเคยดังแทรกผ่านความวุ่นวาย ทำให้เธอหันขวับไปตามต้นเสียง
“ปลายฟ้า!” ชิดตะวันเบิกตากว้าง ดวงตาฉายแววความโล่งใจและใ เมื่อเห็นพี่สาวปรากฏตัวท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้
ปลายฟ้า หญิงสาวอายุ 31 ปี พี่สาวของชิดตะวัน ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเงามืด ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนมักจะปล่อยสยายพลิ้วไหว ดวงตาสีเขียวฉายแววเฉลียวฉลาดและอ่อนโยน
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกาวน์บาง กางเกงขายาวสีเข้มกับรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น แม้จะไม่ชำนาญในการใช้อาวุธเช่นน้องสาว แต่ด้วยความรู้ด้านการแพทย์และพยาบาล เธอจึงเป็ฟันเฟืองสำคัญในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต
“ไม่มีเวลาคุย” ปลายฟ้ากล่าวเสียงแน่น “เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อน!” จากนั้นเธอก็รีบเข้ามาคล้องแขนน้องสาว ก่อนจะพาทั้งชิดตะวันและแม่ฝ่าความมืดและฝูงมฤตยูออกจากนรกแห่งนี้
แสงแดดสีแดงก่ำสาดส่องลงมาบนซากปรักหักพัง เงาของตึกสูงชะลูดทอดตัวเป็ทางยาวคล้ายเงาของสัตว์ร้าย แสงเล็ดลอดผ่านช่องว่างระหว่างอาคาร สาดส่องลงบนพื้นดินซึ่งเต็มไปด้วยเศษขยะและเศษซากต่าง ๆ
ชิดตะวันอุ้มผู้เป็แม่แนบชิดลำตัว วิ่งฝ่าดงซอมบี้ไปตามตรอกแคบ เสียงฝีเท้าของพวกเธอกระทบพื้นคอนกรีตดังกังวานไปทั่ว สอดประสานกับเสียงร้องโหยหวนของซอมบี้ดังจากด้านหลัง ราวกับจะฉีกกระชากจิติญญาให้ขาดเป็ชิ้น ๆ
ปลายฟ้าวิ่งนำหน้าไปไม่กี่ก้าว หญิงสาวก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง สายตาคอยสอดส่องรอบด้าน เพื่อจับจ้องภัยอันตรายที่อาจแฝงตัวอยู่ มีดสั้นในมือพร้อมจะใช้งานทุกเมื่อ หญิงสาวคล่องแคล่วว่องไวขึ้นทีละน้อย แม้ทักษะการต่อสู้ยังไม่ชำนาญเต็มที่ แต่ความรอบคอบและช่างสังเกตช่วยให้สามารถปกป้องน้องสาวและแม่ได้
ชิดตะวันััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวพี่สาวชัดเจน ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายนี้ ปลายฟ้าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จากความหวาดกลัวในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็ความมั่นใจ และความไม่แน่ใจค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว ความผูกพันระหว่างสองพี่น้องก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเช่นกัน
“รีบขึ้นมา!” เสียงของปลายฟ้าดังฝ่าม่านฝุ่นควัน
ชิดตะวันเงยหน้ามองขึ้นไปยังกำแพงสูงชันที่มีเศษเหล็กแหลมคมเบื้องหน้า เธอพยุงร่างอ่อนล้าของแม่ไว้แน่น กัดฟันแน่นด้วยความมุ่งมั่นแล้วปีนป่ายขึ้นไป พร้อมกับมือของพี่สาวที่ยื่นรออย่างมั่นคง ก่อนจะคว้าข้อมือเธอไว้แน่น เพื่อดึงให้พ้นจากขุมนรกเบื้องล่าง
เมื่อขึ้นถึง้า ทั้งสามคนทรุดตัวพิงกำแพง หอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า เบื้องหน้าคือภาพวาดแห่งความสิ้นหวัง ทิวทัศน์ของเมืองที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้กลายเป็ซากปรักหักพัง ตึกสูงระฟ้าที่เคยเปล่งประกายความหวัง ถูกห่มคลุมด้วยม่านควันพิษสีดำขมุกขมัว ซากอาคารกระจัดกระจายดั่งกระดูกของมหานครที่ล้มตาย
โลกของชิดตะวันพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดี เธอหันไปมองพี่สาวที่ยืนเคียงข้าง หล่อนส่งยิ้มบางให้ พยายามปลอบโยนเธอทั้งที่ตัวเองแทบจะยืนไม่ไหว ั์ตาที่แม้จะมีความเข้มแข็ง แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า และความหวาดกลัวไม่ต่างกัน
ผู้เป็น้องสาวมองตามนิ้วของปลายฟ้าที่ชี้ไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น
“ที่นั่นคืออะไร?” เธอถามเสียงแ่ ไม่แน่ใจว่าควรคาดหวังหรือไม่
คนถูกถามนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “มันคือที่หลบภัย...พี่เจอมันโดยบังเอิญจากเอกสารลับของโรงพยาบาล สถานที่ที่อาจเป็ความหวังของเรา”
“ศูนย์วิจัยแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างลับ ๆ ลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น ใช้เป็สถานที่หลบภัยในกรณีฉุกเฉิน ภายในมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงที่ใช้ข้อมูลด้านชีวภาพ ห้องปฏิบัติการล้ำสมัยพร้อมอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน หากโชคดีพวกเขาอาจจะมีวัคซีนป้องกันหรือวิธีรักษาโรคนี้ก็ได้”
ความหวังเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของชิดตะวัน เธอหันไปมองแม่ที่นอนพิงกำแพง สีหน้าซีดเซียวและอ่อนล้า ทว่าลมเย็นที่พัดผ่านกลับทำให้เส้นผมสีขาวของหล่อนปลิวไหว ราวกับบ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ และเธอเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน
ทั้งสามคนออกเดินต่อบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ท้องฟ้าเหนือศีรษะเริ่มเปลี่ยนเป็สีหม่น ดวงดาวปรากฏขึ้นทีละดวง เปล่งแสงเลือนรางดุจดวงตาเงียบงันที่จ้องมองลงมายังโลก เสียงจิ้งหรีดดังระงมแว่วเป็จังหวะชวนวังเวง คล้ายบทเพลงกล่อมแฝงด้วยความโศกเศร้า กลิ่นดินและหญ้าเปียกโชยมาตามลม ผสมกลิ่นคาวเืจาง ๆ
ปลายฟ้าเดินนำหน้า สายตาไม่ละไปจากเส้นทางเบื้องหน้าแม้แต่น้อย โดยมีชิดตะวันคอยประคองแม่ตามหลังอย่างระมัดระวัง ความเหน็บหนาวแผ่ซ่านเข้ามาในร่าง ทว่ายังคงก้าวเดินต่อไปด้วยศรัทธาเพียงหนึ่งเดียวในใจว่า ณ ปลายทางยังมีแสงสว่างรออยู่
“ไม่คิดเลยว่าพี่จะมาช่วยฉันกับแม่” ชิดตะวันเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงสั่นเครือสะท้อนความอัดแน่นในใจ
“ฉันคิดถึงตอนที่เราสามคนไปเที่ยวน้ำตกด้วยกัน พ่อสอนฉันว่ายน้ำ แล้วพี่ก็คอยดูแลฉันอยู่ไม่ห่าง”
ปลายฟ้ายกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวแ่เบา “พี่ไม่มีวันทิ้งแกกับแม่เหมือนที่พ่อเคยทำหรอก” ถ้อยคำล่องลอยไปพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน ขณะที่สายตาเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ
“ขอบคุณนะที่พี่กลับมา” เธอกล่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งใที่ได้พบพี่สาวอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปเนิ่นนาน และในขณะเดียวกัน หัวใจก็อบอุ่นด้วยความดีใจ ที่คนสำคัญยังยืนเคียงข้างกันใน่เวลามืดมน
ปลายฟ้าหันมองน้องสาว ก่อนจะยกยิ้มบาง แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“เราจะหาที่ที่ปลอดภัย แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันเหมือนอย่างตอนนั้น” น้ำเสียงนุ่มนวล แฝงไว้ซึ่งความหวัง ราวกับคำสัญญาที่จะนำพากันไปสู่วันใหม่