.....
เมื่อประตูรถม้าถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ในที่สุดบุคคลที่นั่งอยู่ข้างในก็ก้าวเท้าออกมา ท่ามกลางสายตาที่ตื่นเต้นละกดดันของเหล่าอาจารย์ และนักเรียนของโรงเรียนจอมเวทย์ แต่แล้ว..พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อผู้ที่โผล่ออกมามานั้น เป็เพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
หลายๆคนถึงกับใและสับสน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะเสียมารยาท เพราะเด็กน้อยคนนี้อาจจะเป็บุตรชายของผู้พิทักษ์ที่เดินทางมาพร้อมกับพ่อของเขาก็เป็ได้ ดังนั้นอาจาร์ยหลายๆคนจึงพยายามที่จะมองและสอดส่องเข้าไปในรถม้า เพราะพวกเขาคิดว่าภายในรถม้านั้น จะต้องมีผู้พิทักษ์ของเมืองนอริช นั่งอยู่อย่างแน่นอน
"ท่านผู้พิทักษ์อุตส่าห์เดินทางไกลมายังโรงเรียนของเรา นับว่าเป็เกียรติอย่างมากสำหรับพวกเราแล้วที่ได้มีโอกาสต้อนรับท่านไม่ทราบว่าจะเป็การเสียมารยาทจนเกินไปหรือไม่? ที่พวกเราจะขอเชิญท่านลงมาจากรถม้า และร่วมรับประทานอาหารด้วยกันขอรับ"
เมื่อผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์เห็นว่า มีเพียงแค่บุตรของผู้พิทักษ์เท่านั้นที่ลงมาจากรถม้า แต่ผู้พิทักษ์ของเมืองนอริชกลับไม่ยอมลงมาจากรถม้าซักที เขาจึงได้เอ่ยปากขึ้นมาเพื่อเป็การเชื้อเชิญ แต่แล้วผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์ก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับมาจากบุคคลที่กำลังนั่งอยู่ภายในรถม้าเลย
ภาคินที่เห็นการแสดงออกของเหล่าอาจาร์ยโรงเรียนจอมเวทย์ ก็ยิ่งสับสนและมึนงงยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้กำลังพูดอยู่กับใคร ก็เพราะในรถม้าคันนี้มีเพียงเขาและคนขับเท่านั้น ส่วนคนขับรถม้าที่เห็นอาการของชายชราตรงหน้าก็รู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้้าอะไร ดังนั้นเขาจึงได้พูดออกมาว่า
"เอ่อ..ข้าว่าพวกท่านคงจะเข้าใจผิดแล้วละ เพราะในรถม้าคันนี้ไม่มีใครแล้ว ส่วนคนที่พวกท่านกำลังรออยู่คือท่านผู้นี้ต่างหาก"
คนขับรถม้าเอ่ยออกมาพร้อมกับใช้สายตามองไปยังภาคิน ที่กำลังยืนอยู่เงียบๆโดยที่ไม่มีใครสนใจเขาเลยั้แ่เมื่อกี้แล้ว
"ว่ายังไงน่ะ!!!!??" ผู้อำนวยการและอาจาร์ยคนอื่นๆ ต่างก็ะโออกมาด้วยเสียงที่ดังลั่น จนทำให้พวกนักเรียนที่กำลังแอบดูอยู่ตรงหน้าต่างห้องเรียน พากันงุนงงและแปลกใจมาก เมื่อเห็นพวกอาจาร์ยะโออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
"ท่านผู้นี้คือผู้พิทักษ์ลำดับที่สองของเมืองนอริชเรา และนี้คือจดหมายรับรองของท่าน...."
คนขับรถม้าเดินลงมาจากรถม้า และนำจดหมายรับรองที่มีตราประทับของเ้าเมืองนอริช ส่งมอบให้กับผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์ เพื่อเป็ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา
ส่วนคำพูดที่ว่าผู้พิทักษ์ลำดับที่2นั้น ก็มีความหมายตามคำเรียกของมัน เพราะเมืองนอริชนั้นมีผู้พิทักษ์อยู่ก่อนแล้วหนึ่งคน และเมืองใหญ่ทุกเมืองไม่ว่าจะมีระดับไหน ก็จะใช้กฏร่วมกันคือสามารถมีผู้พิทักษ์ได้เพียงแค่2คนเท่านั้น
และการที่เมืองนอริชมีผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวก่อนที่ภาคินจะมาก็เพราะว่า คนที่มีความสามารถจริงๆพวกเขาจะไปประจำการอยู่ที่เมืองใหญ่ๆมากกว่า แทนที่จะมาเป็ผู้พิทักษ์ของเมืองระดับ3 และยิ่งกว่านั้นยังเป็เมืองค้าขายอีกด้วย ดังนั้นคนพวกนั้นจึงไม่ยอมลดเกียรติของตัวเอง เพื่อมาทำหน้าที่เป็ผู้พิทักษ์ของเมืองที่ขึ้นชื่อเื่การค้าขายเป็แน่
ส่วนมากคนที่มาก็มาเพื่อหวังหลอกใช้เ้าเมืองนอริชเพียงเท่านั้น ดังนั้นเ้าเมืองนอริชจึงไม่รับผู้พิทักษ์ง่ายๆ แต่ตอนนี้เขากลับมอบตำแหน่งผู้พิทักษ์ที่สำคัญนี้ ให้กับเด็กน้อยที่มีอายุเพียง10ปีเท่านั้น
หรือนี้อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ภาคินในตอนนี้เป็ผู้พิทักษ์ที่มีอายุน้อยที่สุด ของอาณาจักรนี้เลยก็ว่าได้และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เหล่าอาจารย์ของโรงเรียนจอมเวทย์ ที่ไม่รู้ว่าเด็กน้อยที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขานี้เอง ที่เป็ถึงผู้พิทักษ์
"ตะต้องขออภัยด้วยขอรับ ที่พวกข้าไม่รู้ว่าเป็ท่าน.."
พวกอาจารย์โรงเรียนจอมเวทย์รีบพูดขอโทษออกมาทันที เมื่ออ่านจดหมายรับรองเสร็จ พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมเด็กอายุแค่นี้ถึงได้เป็ผู้พิทักษ์ แต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเขาที่จะต้องเข้าไปยุ่ง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำในตอนนี้ก็คือการเชิญแขกไปยังห้องรับแขกก่อน
ภายในห้องรับรอง
หลังจากที่ทั้งหมดเดินมาถึงห้องรับแขกแล้ว ผู้อำนวยการของโรงเรียนจอมเวทย์จึงเข้าเื่ทันที
"ตามที่จดหมายรับรองแจ้งมา ดูเหมือนท่าน้าเข้าร่วมศึกษาที่โรงเรียนของพวกเรา ใช่ไหมขอรับท่านผู้พิทักษ์?"
ผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเวทย์เอ่ยออกมาอย่างเกรงๆและสับสน เพราะเขาไม่รู้จะเลือกใช้คำพูดแบบไหนในการพูดคุยกับเด็กน้อยผู้มีฐานะไม่ธรรมดาคนนี้ดี
"พูดกับผมธรรมดาก็พอครับ ผมไม่อยากทำให้พวกคุณลำบากใจ.."
ภาคินในตอนนี้รู้แล้วว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนทหารพวกนี้ทำตัวแปลกๆ เพราะในมือของภาคินตอนนี้ มีจดหมายรับของของเ้าเมืองนอริชอยู่ ซึ่งเขาเพิ่งได้รับมาจากผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเวทย์เมื่อซักครู่นี้เอง
"เอ่อ...ท่านภาคิน ท่าน้ามาเรียนเวทย์มนตร์ที่โรงเรียนของเราจริงๆใช่ไหม?"
ผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเวทย์ถามย้ำออกมาอีกครั้ง เพราะบุคคลระดับผู้พิทักษ์ส่วนมากนั้น จะเป็คนที่มีฝีมือโดดเด่นและเก่งกาจอยู่แล้ว และนี้ก็เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเห็นบุคคลระดับผู้พิทักษ์้าเข้าโรงเรียนสอนเวทย์มนตร์เป็ครั้งแรก
หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นานในที่สุด ผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเวทย์ก็เชื่อแล้วว่าผู้พิทักษ์ตัวน้อยนั้น้ามาเรียนจริงๆ ดังนั้นเขาจึงเชิญภาคินไปยังห้องทดสอบธาตุทันที
"ท่านภาคิน..นี้คือแท่นทดสอบธาตุ ซึ่งท่านจำเป็ต้องได้รับการทดสอเบื้องต้น เพราะเราจะได้สอนท่านได้ถูก"
ด้านหน้าของภาคินในตอนนี้มีแท่นหินเก่าๆแต่กลับดูลึกลับ ตั้งเรียงกันอยู่สี่แท่นด้วยกัน ซึ่งแต่และแท่นก็จะมีลูกแก้วใสๆขนาดใหญ่เท่าลูกบอลวางอยู่้า
"ท่านภาคินแท่นพวกนี้คือแท่นประจำธาตุทั้ง4ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ หากท่านมีธาตุ1ใน4พวกนี้ไหลเวียนอยู่ในตัว ลูกแก้วประจำธาตุนั้นๆก็จะพลันส่องแสงออกมา"
ครั้งนี้เป็รองผู้อำนวยการโรงเรียนจอมเวทย์พูดขึ้นมาบ้าง เพื่อแนะนำวิธีใช้งานลูกแก้วเหล่านี้ และหลังจากที่อธิบายจนเข้าใจแล้วการทดสอบจึงได้เริ่มขึ้น เมื่อภาคินค่อยๆเดินที่ละแท่นๆจนครบทั้งสี่แท่น และแล้วเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น เพราะทั้งสี่แท่นนั้นไม่มีลูกแก้วเลยซักดวงเลยที่จะส่องแสงออกมา เื่นี้ทำให้อาจารย์ของโรงเรียนจอมเวทย์ล้วนแปลกใจเป็อย่างมาก
...
ส่วนสาเหตุที่เป็แบบนี้ก็ไม่แปลกเลย ก็เพราะภาคินไม่ใช่คนในโลกนี้แต่กำเนิด ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวทย์ธาตุสถิตอยู่ภายในร่างั้แ่แรกก็เป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว มันจึงส่งผลให้ลูกแก้วประจำธาตุทั้งสี่ไม่เรืองแสงออกมานั่นเอง
ส่วนเื่ก่อนหน้านี้ที่ภาคินสามารถใช้เวทย์ไฟได้ ก็เป็เพราะว่าภาคินมีอัญมณีสีแดงสดธาตุไฟฝังเอาไว้ที่หลังฝ่ามือโดยอัญมณีชิ้นนี้มีความสามารถคล้ายๆไม้คถาเวทย์ ที่ทำหน้าที่เป็สื่อกลางในการรวบรวมมานาและแสดงออกมาเป็เวทย์มนตร์
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เหล่าอาจารย์คิดว่าการที่เ้าเมืองนอริชยอม มอบตำแหน่งผู้พิทักษ์ที่สำคัญมากให้กับเด็กคนนี้ แสดงว่าเด็กคนนี้จะต้องมีอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตั้งความหวังไว้กับเด็กน้อยตรงหน้ามาก เพราะถ้าหากภาคินมีความสามารถจริงนั่นก็หมายความว่าโรงเรียนของพวกเขาก็จะพลอยได้หน้าตาไปด้วย แต่แล้วความหวังทั้งมวลก็ต้องมาพังลง เมื่อภาคินไม่สามารถทำให้ลูกแก้วทั้งหกส่องแสงได้เลย
ในขณะที่อาจารย์บางคนกำลังผิดหวัง หรือบางคนกำลังแอบดูถูกภาคินอยู่อย่างลับๆ จู่ๆภาคินก็มองเห็นรอะไรบางอย่างเข้า โดยของสิ่งนั้นดึงดูความสนใจของภาคินเป็อย่างมาก และของสองอย่างที่ว่ามานี้ก็คือแท่นขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่และโบราณมากๆ และลูกแก้วทั้งสองที่ตั้งอยู่้าของแท่นนั้นก็มีขนาดใหญ่โตมากเช่นกัน
เมื่อผู้อำนวยการเห็นภาคินสนใจแท่นทั้งสองที่อยู่ด้านในของห้องทดสอบนั้น เขาจึงเตรียมตัวที่จะอธิบายออกมา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกมา ผู้พิทักษ์เมืองนอริชตัวน้อยก็ก้าวเดินไปถึงแท่นขนาดใหญ่นั้นเรียบร้อยแล้ว
"เห้อ...เด็กยังไงก็เป็เพียงแค่เด็กอยู่วันยังค่ำ เพียงแค่ธาตุทั้งสี่ ยังไม่มีปัญญาทำให้มันเรืองแสงเลยแท้ๆ แต่กลับจะไปกระตุ้นธาตุแสงและธาตุมืดในตำนาน ที่แม้แต่จักพรรดิเวทย์ก็ยังไม่มีสิทธิพวกมัน..."
อาจารย์ของโรงเรียนจอมเวทย์หลายๆคน อดไม่ได้ที่จะแสดงความดูถูกออกมา เพราะธาตุแสงและธาตุมืดนั้นเป็ธาตุที่ทรงพลังและหาได้อยากมาก ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นเด็กน้อยกำลังเดินเข้าไปยังแท่นประจำธาตุมืดและแสง พวกเขาก็อดที่จะดูถูกออกมาไม่ได้ เพราะพวกเขานั้นคิดว่าภาคินเป็เด็กที่หยิ่งและอวดดีจนเกินไป
.....
"เหอะคิดว่าตัวเองเป็ผู้พิทักษ์แล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่างหรือไง? ช่างไม่เจียมตัวจริงๆเด็กคนนี้"
ในขณะที่อาจารย์บางคนกำลังดูถูกภาคินอยู่นั้น ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการกลับต่างออกไป เพราะในตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กำลังกดทับร่างกายพวกเขาอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งๆนี้คืออะไรกันแน่?
แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขามั่นใจในตอนนี้คือ ความรู้สึกนี้มันถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของเด็กน้อยอย่างแน่นอนเมื่อภาคินเดินมาทั้งแท่นประจำธาตุทั้งสอง เขาก็เอาแต่ยืนจ้องลูกแก้วทั้งสองอยู่นาน และบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ
"เป็พวกนายเองสินะ ที่เรียกผมมาที่นี้?"