ภายในห้องโถงใหญ่ของเ้าสำนัก บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบงันและเคร่งขรึม เฟยหยุนเทียน เ้าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย กำลังนั่งขมวดคิ้วจ้องมองม้วนตำราที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนจิตใจของเขาจะไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้เฟยหยุนเทียนสะดุ้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นจากตำรา มองไปยังบุตรชายคนเล็กของตนที่เดินเข้ามาั้แ่เมื่อใดยังมิอาจทราบได้ด้วยสายตาที่เหนื่อยหน่าย
“มีธุระอันใดรึ เฟยหลง? เ้าควรจะอยู่ที่ลานฝึกไม่ใช่รึไง”
เฟยหลงทำหน้าเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง เดินลากเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของผู้เป็บิดา “โธ่ ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเื่ฝึกยุทธ์พวกนั้นเลยสักนิด มันน่าเบื่อจะตายไป”
เฟยหยุนเทียนถอนหายใจยาวเหยียด เป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วของวันก็ไม่อาจนับได้ “เฮ้อ...เ้าลูกคนนี้นี่ แล้วเ้ามาหาข้าถึงที่นี่มีจุดประสงค์อันใดกันแน่? เงินหมดอีกแล้วรึ?”
“ไม่ใช่ขอรับ” เฟยหลงปฏิเสธเสียงยานคาง “ข้าไม่ได้มาขอเงิน แต่ข้าเบื่อ...เบื่อสำนักนี่เต็มทีแล้ว ทุกวันมีแต่เื่ฝึกๆๆๆ น่ารำคาญจะตาย ข้าอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง”
คิ้วของเ้าสำนักขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น “เปิดหูเปิดตา? เ้าจะไปที่ไหน? อย่าบอกนะว่าจะหนีออกจากสำนัก”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับท่านพ่อ” เฟยหลงรีบโบกมือ “ข้าแค่...อยากจะไปเที่ยวที่ตลาดในเมืองเมฆาล่องที่อยู่ตรงตีนเขานี่เอง ได้ยินพวกศิษย์คนอื่นเขาคุยกันว่าที่นั่นคึกคักน่าดู มีของแปลกๆ ขายเยอะแยะไปหมด ข้าอยากไปเดินเล่นหาอะไรสนุกๆ ทำบ้าง ไม่ได้หรือขอรับ?”
เฟยหยุนเทียนจ้องมองใบหน้าของบุตรชายเขม็ง แววตาของเฟยหลงในตอนนี้ดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายอย่างแท้จริง มันคือแววตาของเด็กไม่เอาถ่านที่คิดแต่เื่เที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ...แววตาเดิมๆ ที่เขาเห็นมาตลอดสิบกว่าปี
“เ้าจะไปทำอะไรที่นั่น? ไปเดินเกะกะระรานชาวบ้านเขารึไง” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความระอา
“โธ่ท่านพ่อ ข้าก็แค่อยากไปเดินดูของเฉยๆ เท่านั้นเอง อยู่แต่ในสำนักมันอุดอู้จะแย่แล้ว ให้ข้าไปเถอะนะขอรับ นะขอรับท่านพ่อ” เฟยหลงเข้าไปเขย่าแขนบิดาเบาๆ ทำตัวราวกับเด็กน้อยที่กำลังออดอ้อนขอของเล่น
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเฟยหยุนเทียนอ่อนยวบลงเล็กน้อย แต่ความผิดหวังก็ยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้า “เ้าดูพี่ใหญ่เย่เฉินของเ้าเป็ตัวอย่างบ้างสิ วันๆ เขาเอาแต่ฝึกยุทธ์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่วนเ้า...กลับคิดแต่เื่ไร้สาระพวกนี้”
“ข้าไม่ใช่พี่ใหญ่นี่ขอรับ ข้าก็คือข้า” เฟยหลงเถียงกลับเสียงอ่อย “ให้ข้าไปเถอะนะ ข้าสัญญาว่าจะกลับมาเย็นนี้ ไม่ไปสร้างเื่สร้างราวที่ไหนแน่นอน”
เฟยหยุนเทียนถอนหายใจเป็ครั้งสุดท้ายของบทสนทนา เขารู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงกับบุตรชายที่ไม่เอาไหนคนนี้อีกต่อไปแล้ว “อยากไปก็ไป! ไปให้พ้นหูพ้นตาข้าซะ! แต่จำไว้ ถ้าเ้ากลับมาช้ากว่ายามค่ำ หรือไปก่อเื่ให้ข้าต้องอับอายขายขี้หน้าล่ะก็ ข้าจะสั่งขังเ้าไว้ในเรือน ไม่ให้ออกไปไหนอีกเป็เวลาสามเดือนเต็ม!”
“จริงนะขอรับ! ขอบคุณท่านพ่อมาก! ท่านพ่อใจดีที่สุดในโลกเลย!” เฟยหลงร้องออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งออกจากห้องโถงไปทันที ราวกับกลัวว่าบิดาจะเปลี่ยนใจ
เฟยหยุนเทียนมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหายลับไปของบุตรชาย ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ แล้วก้มลงมองตำราบนโต๊ะอีกครั้ง แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม “เฮ้อ...ข้าคงหมดหวังกับเ้าแล้วจริงๆ สินะ...เฟยหลง”
...
เมื่อพ้นจากสายตาของทุกคนในสำนัก รอยยิ้มร่าเริงและท่าทางไม่เอาไหนของเฟยหลงก็มลายหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เยือกเย็นและสุขุมเกินวัย เขามุ่งหน้าลงจากเขาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและรวดเร็ว แต่ยังคงรักษากลิ่นอายของคนธรรมดาเอาไว้ไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกต
เมืองเมฆาล่องเป็เมืองขนาดกลางที่ตั้งอยู่ตีนเขาของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย แม้จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ก็เป็ศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของคนในระแวกนี้ เสียงจอแจของผู้คน เสียงต่อรองราคาสินค้า และกลิ่นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ลอยคละคลุ้งไปทั่วท้องถนนที่ปูด้วยหิน
แต่เป้าหมายของเฟยหลงไม่ใช่ร้านอาหารหรือแผงขายของเล่นแปลกตา เขามุ่งหน้าตรงไปยังอาคารที่ใหญ่โตและโอ่อ่าที่สุดในเมือง...“หอการค้าเจ็ดดารา”
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป พนักงานต้อนรับในชุดผ้าไหมเนื้อดีก็รีบเดินเข้ามาหา แต่พอเห็นว่าเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มในชุดศิษย์สำนักที่ดูซอมซ่อ รอยยิ้มต้อนรับก็เจือจางลงไปหลายส่วน
“ไม่ทราบว่าคุณชาย้าสิ่งใดรึ?”
“ข้า้าพบเถ้าแก่ของที่นี่” เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พนักงานคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “พบเถ้าแก่? ไม่ทราบว่าคุณชายมีธุระสำคัญอันใดรึ? เถ้าแก่ของเราไม่ได้พบปะใครง่ายๆ นะ”
“แค่บอกเขาไปว่า ข้ามี ‘ธุรกิจ’ ที่จะทำให้หอการค้าของพวกท่านทำกำไรได้อย่างมหาศาลมาเสนอ” เฟยหลงกล่าวอย่างมั่นใจ แววตาของเขาคมกล้าจนพนักงานคนนั้นเผลอสะดุ้งเล็กน้อย
“เอ่อ...เช่นนั้นโปรดรอสักครู่” พนักงานคนนั้นกล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนจะรีบเดินหายเข้าไปด้านใน
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดหรูหราก็เดินออกมาพร้อมกับพนักงานคนเดิม เขาคือเถ้าแก่หม่า เถ้าแก่สาขาเมืองเมฆาล่องของหอการค้าเจ็ดดารา
“ได้ยินว่าเ้าหนูอย่างเ้ามีธุรกิจใหญ่มาเสนองั้นรึ?” เถ้าแก่หม่าถามพลางใช้สายตาประเมินเฟยหลงั้แ่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
“ถูกต้อง” เฟยหลงไม่สนใจสายตาดูแคลนนั้น “ข้า้าซื้อของบางอย่างจากหอการค้าของท่าน”
“หึ...ซื้อของรึ? ข้านึกว่าเ้าจะมาขายอะไรเสียอีก แล้วเ้ามีเงินพอที่จะซื้อของในหอการค้าของข้ารึไง?” เถ้าแก่หม่าหัวเราะในลำคอ
เฟยหลงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาวางถุงเงินหนักอึ้งลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา เสียงกระทบกันของตำลึงเงินดังขึ้นอย่างชัดเจน
“ในนี้มีอยู่ห้าสิบตำลึงเงิน เป็เงินเก็บทั้งหมดของข้า”
เถ้าแก่หม่ามองถุงเงินนั้นแล้วก็หัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่าๆๆ! ห้าสิบตำลึงเงิน! เ้าหนู เ้าคิดว่าเงินแค่นี้จะซื้ออะไรในหอการค้าเจ็ดดาราได้งั้นรึ? อย่างมากก็ได้แค่ยาฟื้นฟูพลังระดับต่ำสุดสักสองขวดเท่านั้นแหละ! กลับไปเล่นที่บ้านไป!”
“ข้าไม่ได้จะซื้อยา” เฟยหลงยังคงสงบนิ่ง “ข้า้าซื้อ ‘แร่เหล็กดำ’ ทั้งหมดที่พวกท่านมี”
คำพูดนั้นทำให้เสียงหัวเราะของเถ้าแก่หม่าหยุดชะงักลงทันที เขาหรี่ตามองเฟยหลงด้วยความสงสัย “แร่เหล็กดำ? เ้าจะเอาขยะนั่นไปทำอะไร? แร่นั่นมันทั้งหนัก ทั้งเปราะ ทั้งหลอมยาก ไม่มีใครเขา้ากันหรอกนะ มันเป็แค่สินค้ารกโกดังของเราเท่านั้น”
“นั่นเป็เื่ของข้า ท่านแค่บอกมาว่าด้วยเงินห้าสิบตำลึงเงินนี่ ข้าจะซื้อมันได้มากแค่ไหน”
เถ้าแก่หม่าขบคิดเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ในเมื่อเ้าอยากจะเอาเงินมาทิ้งเล่นๆ ข้าก็จะสนองให้ แร่เหล็กดำราคาตลาดอยู่ที่หนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งร้อยชั่ง แต่ในเมื่อเ้าเหมาหมด ข้าจะลดให้เป็พิเศษ...ห้าสิบตำลึงเงิน แลกกับแร่เหล็กดำหกพันชั่ง! ตกลงหรือไม่?”
ในใจของเถ้าแก่หม่ากำลังหัวเราะเยาะเด็กโง่คนนี้ เขากำลังจะได้ระบายสินค้าที่ไม่มีใคร้าออกจากโกดัง แถมยังได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย
“ตกลง” เฟยหลงตอบรับทันทีอย่างไม่ลังเล “แต่ข้ามีเงื่อนไขสองข้อ”
“โอ้โฮ ยังมีเงื่อนไขอีกรึ? ลองว่ามาสิ”
“ข้อแรก ข้ายังไม่มีปัญญานำแร่หนักขนาดนั้นกลับไปได้ ข้าขอฝากมันไว้ในโกดังของท่านก่อน แล้วจะทยอยมาขนกลับไปเอง”
“เื่นั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เถ้าแก่หม่าตอบอย่างง่ายดาย
“ข้อที่สอง...และเป็ข้อที่สำคัญที่สุด” เฟยหลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเถ้าแก่หม่า “เื่ที่ข้ามาซื้อแร่เหล็กดำในวันนี้...ต้องเป็ความลับสุดยอด ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เป็อันขาด โดยเฉพาะ...ห้ามให้ใครรู้ว่าข้าคือ ‘เฟยหลง’ บุตรชายเ้าสำนักกระบี่เมฆาคล้อย”
แววตาของเถ้าแก่หม่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้สึกดูแคลนเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ดูไม่เหมือนคนโง่ที่เอาเงินมาทิ้งเล่นอย่างที่เขาคิดในตอนแรก การกระทำที่ดูไร้สาระ แต่กลับรอบคอบและลึกลับอย่างน่าประหลาด
“หอการค้าเจ็ดดาราของเราให้ความสำคัญกับความเป็ส่วนตัวของลูกค้าเสมอ วางใจได้” เถ้าแก่หม่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็งานเป็การมากขึ้น “เช่นนั้น...เชิญคุณชายชำระเงินและทำสัญญาได้เลย”
หลังจากทำสัญญาและจ่ายเงินเรียบร้อย เฟยหลงก็หมุนตัวเดินออกจากหอการค้าไปทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เถ้าแก่หม่ามองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงที่เคร่งขรึม “ไปสืบมา...สืบเื่ของเด็กที่ชื่อเฟยหลงมาให้ละเอียดที่สุด ข้าอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา”
“แต่...แต่เขาเพิ่งกำชับเราไม่ใช่หรือขอรับว่าให้เก็บเป็ความลับ” พนักงานคนนั้นถามอย่างงุนงง
“นั่นมันเื่ของลูกค้า แต่การหาข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงคือเื่ของเรา!” เถ้าแก่หม่าตวาดเสียงดัง “ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ เด็กคนนี้...มันไม่ธรรมดา การทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อขยะที่ไม่มีใคร้า...มันต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่ๆ! ไปสืบมาเดี๋ยวนี้!”
...
เฟยหลงเดินออกมาสู่ท้องถนนที่ยังคงคึกคัก เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ
‘การลงทุนครั้งแรกสำเร็จแล้ว...’ เขาคิดในใจ ‘อีกไม่เกินสามเดือน กองทัพของจักรวรรดิจะประกาศเทคโนโลยีการถลุงแร่แบบใหม่ที่สามารถสกัด ‘เหล็กกล้าดาวตก’ ออกมาจากแร่เหล็กดำได้ ทำให้มันกลายเป็วัตถุดิบสำคัญในการสร้างเกราะและอาวุธชนิดใหม่...และเมื่อถึงตอนนั้น ราคาของมันจะพุ่งสูงขึ้นกว่าตอนนี้อย่างน้อย...หนึ่งร้อยเท่า’
‘จากเงินห้าสิบตำลึงเงิน...จะกลายเป็ห้าพันตำลึงทองในพริบตา นี่คือทุนก้อนแรกของข้า...ทุนที่จะใช้ในการสร้าง ‘หอจันทรา’ เครือข่ายข่าวกรองของข้าเอง’
เขารู้ดีว่าการกระทำของเขาในวันนี้ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยลงในใจของเถ้าแก่หม่าแล้ว แต่นั่นก็เป็ส่วนหนึ่งในแผนของเขาเช่นกัน
“อยากสืบก็สืบไปเถอะ...สิ่งที่พวกเ้าจะได้รู้ก็มีเพียงเื่ราวของ ‘คุณชายน้อยเฟยหลง’ ผู้ไร้ประโยชน์และไม่เอาไหนเท่านั้น” เขากระซิบกับตัวเอง “และเมื่อถึงเวลาที่ข้ากลับมาพร้อมกับความจริง...พวกเ้าก็จะเข้าใจเองว่า การได้รู้จักข้าในวันนี้...คือโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเ้า”
เขาทอดสายตามองไปยังฝูงชนเบื้องหน้า ก่อนจะเดินปะปนหายเข้าไปในกลุ่มคนเ่าั้ราวกับหยดน้ำที่ไหลรวมเข้ากับมหาสมุทร ทิ้งไว้เพียงความลึกลับและความสงสัยให้แก่หอการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นหลิงอันแห่งนี้.