“พี่ชายเปรียบเสมือนบิดา เขาย่อมเข้มงวดเป็นธรรมดา” ทังหว่านหรงถอนหายใจเฮือกใหญ่
บิดาจากไปตั้งแต่นางยังเยาว์มารดาต้องเลี้ยงดูพวกนางสองพี่น้องอย่างยากลำบากไม่เพียงแต่ล้มป่วยด้วยความเหน็ดเหนื่อยยังเป็นหนี้เงินทองและข้าวของจากบ้านลุงไม่น้อย ต่อมาพี่ชายเติบโตขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากลุงก็ได้แต่งงาน ครอบครัวจึงมีสภาพชีวิตดีขึ้นหน่อย
ทังหว่านหรงต้องทำงานปักผ้ามากมายทุกวันเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน และยังต้องเก็บเงินไว้เป็นสินสอดของตนเองแม้จะรู้สึกว่าพี่สะใภ้คงไม่จัดหาให้ แต่เรื่องในบ้านก็ยังคงต้องช่วยกันแบ่งเบา
นางไม่ได้รังเกียจงานปักผ้าเพียงแต่ไม่ชอบที่พี่ชายและพี่สะใภ้เข้มงวดเกินไป ไม่ยอมให้นางติดต่อกับผู้ใดและยังสอบถามอยู่เสมอว่าครอบครัวใดต้องการอนุภรรยา...เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นางแอบได้ยินในคืนหนึ่งนางไม่รู้ว่าตระกูลผู้ดีมีฐานะเป็นเช่นไร ยิ่งไม่กล้าบอกมารดาที่ล้มป่วยอยู่บนเตียง
“ได้ยินว่าที่อารามชิงหัวมีคำทำนายศักดิ์สิทธิ์พี่ทังอยากเสี่ยงทายดูหรือไม่?” เย่ชิงชิงเอ่ยถาม
ทังหว่านหรงพยักหน้าเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ข้า...ข้าอยากลองเสี่ยงทายเนื้อคู่”
เอ๋?เย่ชิงชิงแปลกใจเล็กน้อย นางดูอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีแม้คนโบราณจะแต่งงานเร็ว แต่การเสี่ยงทายเรื่องเนื้อคู่เร็วขนาดนี้จะดีจริงหรือ?
ทังหว่านหรงกัดริมฝีปากก้มหน้ามองปลายเท้านางกลัวว่า...พี่ชายจะให้นางแต่งงานออกไปก่อนที่นางจะถึงวัยปักปิ่นอันที่จริงความกังวลของทังหว่านหรงมีเหตุผลอยู่มากมีหญิงสาวจำนวนมากที่แต่งงานเมื่ออายุสิบสี่ปีเพียงแต่เย่ชิงชิงยังไม่เคยชินเท่านั้น
แม้จะเป็นการแต่งงานเข้าตระกูลผู้ดีในฐานะอนุภรรยาหรือไม่ทังหว่านหรงก็คงไม่สนใจสิ่งใด เพียงแต่บังเอิญได้รู้จักกับเย่จื้อเฟิง...นางจึงอดไม่ได้ที่จะปรากฏตัวที่ริมถนนสายเดียวกัน ในเวลาเดียวกันทุกเช้า
เย่ชิงชิงย่อมไม่รู้เรื่องราวความรักอย่างหญิงสาวในวัยแรกรุ่นของทังหว่านหรงทั้งสองรออยู่ที่ปากหมู่บ้านไม่นาน เย่จื้อเฟิงก็บังคับรถม้ามาถึง
สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันจากระยะไกลพวกเขายิ้มให้กันอย่างเข้าใจ เขาลงจากรถม้าแล้วเอ่ยว่า“แม่นางทังรอนานหรือไม่?”
“ไม่เลย ไม่เลย” ทังหว่านหรงโบกมืออย่างร้อนรน“มีชิงชิงอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะพวกท่านต่างหากที่ต้องลำบากมารับข้าไปด้วย...”
“ลำบากอะไรกัน” นางซูเปิดม่านรถม้ากวักมือเรียกทังหว่านหรงขึ้นมา ยิ้มกล่าวว่า “รีบขึ้นมาเถิดข้าได้ยินชิงชิงบอกว่าได้เพื่อนใหม่พอดีพวกเราจะไปอารามชิงหัวก็ต้องผ่านที่นี่อยู่แล้ว ถือว่ามาด้วยกันนะ~”
“ทะ ท่านป้า...” ทังหว่านหรงเห็นนางซูครั้งแรกก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
เย่ชิงชิงอยู่ข้างๆป้องปากแอบหัวเราะ เห็นชัดๆ ว่าแม่นางผู้นี้แอบมีใจให้พี่ชายของนาง!
หลังจากทักทายกันแล้วทั้งสี่คนก็ขึ้นรถม้า ค่อยๆ เคลื่อนไปตามทาง พอดีกับวันที่สิบห้าอารามชิงหัวเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ควันธูปเทียนลอยหนาแน่น
ทังหว่านหรงไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกบ่อยนักใจนางในตอนนี้จึงเบิกบานกับฉากที่คึกคักนี้ มองจนตาลายไปหมดหากไม่ได้เย่ชิงชิงจูงนางไว้ ก็เกรงว่านางจะพลัดหลงไป
พวกเขานำธูปเทียนมาเองหลังจากล้างมือในธารน้ำใสแล้ว ก็เริ่มจัดเครื่องบูชา จุดธูปจุดเทียนและกราบไหว้ด้วยความจริงใจ
ในอารามชิงหัวประดิษฐานเทพเจ้าหลายองค์เทพธิดาอวี่ฮวาเป็นหนึ่งในนั้น แต่วิหารของนางกลับยิ่งใหญ่โอ่อ่าที่สุดภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแกะสลักมากมาย เล่าเรื่องราวของเทพธิดาอวี่ฮวา
ขณะที่เย่ชิงชิงกำลังมองผนังอยู่ไหล่นางก็เจ็บขึ้นมา มีบางกระเด็นมาโดนร่างนาง
“ดูสิ เจ้านี่ช่างโง่งมเสียจริง!”
นางยกมือกุมไหล่หันกลับไปมอง พบว่าคือเกาเฟิงที่ปาเมล็ดสนใส่นาง เย่ชิงชิงเบ้ปาก“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“เฮอะ ทำไมข้าจะมาที่นี่ไม่ได้?” เกาเฟิงเชิดคางขึ้น
แน่นอนว่าเขามาพร้อมกับมารดาในตอนนี้นางจ้าวที่อยู่ข้างหลังเขาก็เห็นเย่ชิงชิงเช่นกันจึงรีบเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางชิงบังเอิญจริงนะ!”
เย่ชิงชิงยิ้มสดใส“ท่านป้าจ้าว มาร่วมถวายเครื่องหอมหรือเจ้าคะ?”
ผลไม้ส่วนใหญ่ที่ใช้ทำแยมของที่บ้านซื้อจากโจวปิ่งวั่งการไปบ้านพวกเขาก็ไม่ใช่ครั้งสองครั้ง จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับบิดามารดาของเกาเฟิง
“ไม่เจอกันแค่ครึ่งเดือน แม่นางชิงยิ่งงดงามขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ~” นางจ้าวจับมือเย่ชิงชิง หัวเราะพลางเอ่ยว่า “มาถวายเครื่องหอมบ่อยๆก็ดีนะ เทพเจ้าจะคุ้มครองเด็กดีที่รู้ความ เป็นเด็กน่ารักเสียจริง...”
เย่ชิงชิงตอบอย่างจนใจ“ท่านป้าจ้าวพบข้าก็ชมไม่หยุด ข้าไม่กล้ารับคำชมเลยเจ้าค่ะ...”
เกาเฟิงหัวเราะฮึฮึกระซิบจากข้างหลังเย่ชิงชิงในระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน“แม่ข้าแค่พูดตามมารยาท เจ้าคิดจริงจังหรือ?”
นางจ้าวเป็นหญิงอัธยาศัยดีและยิ้มง่ายนางมักจะนำผลไม้เชื่อมและขนมน้ำชามาให้พวกเขาเสมอ ทั้งยังชมเชยเย่ชิงชิงไม่ขาดปากนางก็จนใจไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เมื่อเทียบกับเกาเฟิงแล้วมารดาและบุตรชายคู่นี้เป็นขั้วตรงข้ามกันเลยนางถึงกับสงสัยเหลือเกินว่าเป็นแม่ลูกกันจริงหรือ
เย่ชิงชิงปรายตามองเขาอย่างเย็นชาและหันกลับไปพูดกับนางจ้าว “ท่านแม่ของข้าก็มาด้วยเจ้าค่ะนางกำลังเสี่ยงทายอยู่ตรงนั้น ท่านป้าจ้าวเสี่ยงทายแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ยังเลย กำลังจะไปทางนั้นพอดี แม่นางชิงจะไปพร้อมกันเลยไหม?” นางจ้าวหัวเราะแล้วเข้ามาจูงมือ ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจนี่แหละคือลูกสะใภ้ในฝันของนาง! น่าเสียดายที่บุตรชายดูเหมือนจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ช่างน่ากังวลเหลือเกิน
เย่ชิงชิงอยากจะเดินเล่นชมวัดเองขณะกำลังจะหาข้ออ้างปฏิเสธพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนคุ้นหน้าอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่คาดคิด
ตรงหน้าคือเผยรุ่นจือและเผยฉางสี่กำลังเดินเคียงข้างมากับฮูหยินใหญ่สกุลเผยมีบ่าวรับใช้ตามหลังมาหลายคนครอบครัวที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นและแต่งกายประณีตยืนอยู่ตรงนั้น ส่องประกายจนแสบตา
เย่ชิงชิงกับเผยรุ่นจือสบตากันพอดีมุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ อารามชิงหัวนี้คับแคบเสียจริง...
“ชิงชิง!” เผยฉางสี่โบกมือทักทายทันทีนางเข้ามาหาอย่างเบิกบาน “บังเอิญจริงนะเจ้าก็มาเที่ยวด้วยหรือ~”
ในเมื่อได้พบกันแล้วก็ต้องทักทายกันเย่ชิงชิงพยักหน้า “ข้ามากับท่านแม่น่ะ”นางเดินเข้าไปหาฮูหยินใหญ่สกุลเผย พร้อมยิ้มทักทาย