บทที่ 5 ปริศนาคำทาย
หรงหลีเซิงเล่นกับลูกประคำไม้จันทน์หอมในมือพลางมองหรงฉีอย่างสงบนิ่ง แต่ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความท้าทาย
หรงฉีพูดไม่ออก…
นับั้แ่หรงหลีเซิงถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ เขาก็แข็งกร้าวและจัดการยากมากขึ้น
ทว่าฮ่องเต้กลับโปรดปรานเขามาก และซ้ำเขายังมีผลงานในาอันยิ่งใหญ่มากมาย ดังนั้นหรงฉีจึงยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ เท่าไรนัก
ขณะที่หรงฉีนิ่งเงียบไปสักพักที่สวนก็กลับมามีเสียงคึกคักอีกครั้ง
“ฮ่องเต้ ฮองเฮา เสด็จ!”
หรงฉีถอนหายใจราวกับโล่งใจก่อนจะเดินไปรับเสด็จฮ่องเต้
ทุกคนย่อตัวลงด้วยความเคารพเว่ยฉางอันก็มองเห็นเว่ยชางผู้เป็บิดาของตนยืนอยู่ข้าง ๆ ฮ่องเต้
“ผู้ใดคือเว่ยฉางอัน คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเว่ย?”
ฮ่องเต้เอ่ยถามผู้คนที่อยู่เบื้องล่างด้วยรอยยิ้ม
เว่ยฉางอันได้ยินดังนั้นจึงก้าวออกมาจากฝูงชน นางย่อตัวคำนับต่อฮ่องเต้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ถวายบังคมฝ่าา หม่อมฉันคือเว่ยฉางอันเพคะ”
“เงยหน้าให้ข้าดู” แม้ชายสูงวัยที่อยู่เบื้องหน้าตนจะอายุห้าสิบปีจะยิ้มแย้มเพียงใด แต่ทว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็จักรพรรดิของแผ่นดินนั้นรัศมีท่าแผ่ออกมานั้นทั้งกดดันและน่าเกรงขาม
เว่ยฉางอันเงยหน้าอย่างนอบน้อม
ฮ่องเต้ในชาติก่อนสิ้นพระชนม์หลังจากหรงฉีเข้าวังได้ไม่นาน ทว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงสิ้นพระชนม์ เห็นจะมีเพียงหรงฉีเท่านั้นที่รู้
“ ฮ่า ๆ ฉางอัน…เ้าช่างเป็สตรีที่งดงามสมคำร่ำรือเสียจริง ๆ ข้าชอบสตรีผู้นี้ มา! ข้าจะตกรางวัลให้!”
“ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ” เว่ยฉางอันยังคงจดจำเหตุการณ์ในชาติก่อนได้ดี ที่นางถูกผลักลงไปในฝูงแมลงส่งผลให้ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานนาง
“อืม เ้าไปนั่งเถิด” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างอารมณ์ดี "วันนี้ข้าเพียงแค่มาอวยพรวันเกิดแก่บุตรสาวแม่ทัพเว่ย ดังนั้นงานเลี้ยงในจวนวันนี้จึงไม่จำเป็ต้องพิธีรีตองนัก”
“ขอบพระทัยฝ่าา!”
หลังจากทุกคนก้มคำขอบพระทัยฮ่องเต้แล้วงานเลี้ยงจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
หลังจากดื่มสุราไปหลายจอก ฮ่องเต้ก็ทรงเกิดความครื้นเครงขึ้นมาทันที
“ข้าจำได้ว่าใน่เทศกาลหยวนเซียว*[1]มีการเล่นทายปริศนาอักษรกันครึกครื้น เช่นนั้นเรามาเล่นทายปริศนาอักษรด้วยดีหรือไม่? ข้าจะประทานรางวัลให้ด้วยเป็เช่นไร?”
เมื่อฮ่องเต้ทรงตัสออกมาเช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าขัดพระทัยพระองค์
เว่ยฉางอันแอบสะดุ้งในใจในชาติก่อน ฮ่องเต้ก็ให้ทายปริศนาตัวอักษร โดยมีรางวัลเป็รากโสมหายากชนิดหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ในเวลานั้นนางยังไม่ได้เป็ศิษย์หมอยาและถูกแมลงกัดจนสะบักสะบอมจึงไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าร่วม
เมื่อนึกถึงหมอยาเว่ยฉางอันก็รู้สึกซาบซึ้งใจอีกครั้ง
ในชาติก่อนนางโชคดีได้ฝากตัวเป็ศิษย์อาจารย์อวี้เจี่ยจื่อซึ่งเป็หมอยาที่มีความสามารถการรักษาที่โดดเด่นที่สุด นางจำได้ว่าอาจารย์อวี้เจี่ยจื่อเตือนนางหลายหนว่าหรงฉีไม่ใช่คนดี แต่นางกลับไม่เชื่อฟังซ้ำยังทำให้นางกับอาจารย์อวี้เจี่ยจื่อต้องมีเื่ผิดใจกันอีกด้วย
เมื่อมองย้อนกลับแล้วชาติก่อนนางเป็เพียงคนหูหนวกตาบอดที่ยอมสละทุกอย่างได้อย่างเพื่อบุรุษเพียงคนเดียว
“เช่นนั้นข้าจะประทานรางวัลเป็รากโสมหิมะที่ได้รับจากพวกหมานอี๋ ส่วนฮองเฮา เ้าจะประทานรางวัลใดเพิ่มหรือไม่?”
“เมื่อฝ่าาทรงประทานรางวัลแล้ว หม่อมฉันย่อมต้องประทานด้วยเช่นกันเพคะ” ฮองเฮามีสีหน้าครุนคิดจากนั้นจึงแย้มพระสรวลอย่างดงาม “เช่นนั้นหม่อมฉันขอมอบเป็ชุดเครื่องประดับเป็สินสมรสติดตัวมาตอนหม่อมฉันเข้าวังเพคะ”
ฮองเฮาเป็มารดาของหรงฉี ในชาติก่อนเว่ยฉางอันก็ไม่ค่อยถูกกับนางเช่นกัน และในชาตินี้เว่ยฉางอันก็รังเกียจนางเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นเป้าหมายของเว่ยฉางอันจึงเป็รากโสมหิมะนั่นเอง
“เช่นนั้นข้าจะเป็ผู้เริ่มตั้งปริศนาก่อนแล้วกัน” ฮ่องเต้ครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยว่า “คำว่า ‘หญ้าใต้น้ำ’ ทายตัวอักษรหนึ่งตัว วันนี้เป็วันเกิดของเว่ยฉางอัน เช่นนั้นฉางอันเ้าจงทายปริศนานี้เถิด”
ฉางอันผู้ถูกเอ่ยนามได้เงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้เมื่อนางกำลังจะลุกขึ้นตอบกลับมีเสียงอ่อนหวานดังมาจากทิศทางหนึ่ง
“เหตุใดนางต้องให้นางที่ได้ทายคนเดียวเล่าเพคะ! เสด็จพ่อทรงตั้งปริศนาคำทายเช่นนี้ ก็ควรให้ผู้อื่นตอบคำทายของเสด็จพ่อได้เช่นกันนะเพคะ! นอกจากนี้นางเป็เพียงบุตรสาวของท่านแม่ทัพจะไปมีความรู้เื่อักษรได้เช่นไรเพคะ!”
ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงนั้นก็พบว่าเป็สาวน้อยผู้หนึ่งนุ่งอาภรณ์สีเหลืองอ่อนของผู้สูงศักดิ์ในวังมักสวมใส่พร้อมทั้งมีเหล่านางกำนัลติดตามอยู่ด้านหลังมากมาย
สาวน้อยผู้นั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งมายังฮ่องเต้และฮองเฮาก่อนจะเอ่ยปากร้องขอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนพร้อมกอดแขนฮ่องเต้ไว้
“เสด็จพ่อ ทรงเสด็จมาโดยมิได้พาลูกมาด้วยได้เช่นไรเพคะ”
แม้ฮ่องเต้จะมีสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็แสดงความรักและความเอ็นดูผ่านแววตาออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน
“จ้าวหยาง เ้ามาทำอันใดที่นี่? เมื่อครู่เ้าเอ่ยกับเว่ยฉางอันเช่นนั้นได้เช่นไรกัน? เ้ารีบไปขอโทษนางเสีย! ”
“ไม่เพคะ!” องค์หญิงจ้าวหยางได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง แล้วเอ่ยด้วยความโมโหว่า “เสด็จพ่อ! ทรงลำเอียงเหตุใดจึงต้องให้นางทายแต่เพียงผู้เดียวด้วย ลูกอยากได้ชุดเครื่องประดับของเสด็จแม่มานานแล้วแต่เสด็จแม่ก็มิยอมมอบให้ลูก!”
เอ่ยจบจ้าวหยางก็หันไปจ้องมองเว่ยฉางอันอีกครั้ง “เ้าบอกข้ามาสิ ว่าเ้าทายปริศนาทั้งหมดคนเดียวได้หรือไม่?”
เว่ยฉางอันมองดูจ้าวหยางที่อยู่เบื้องหน้าคิ้วบางก็คลายออกเล็กน้อย
นางผู้นี้คือน้องสาวแท้ ๆ ของหรงฉี ทั้งดื้อรั้นและเอาแต่ใจ ในชาติก่อนเว่ยฉางอันก็ไม่ได้ถูกกับนางเท่าไรนัก
ในเมื่อเป็เช่นนี้ตราบใดที่ไม่ทำให้ฮ่องเต้ทรงเสียหน้าเว่ยฉางอันก็ไม่คิดจะแสดงท่าทีที่ดีต่อนาง
“ขอบพระทัยกงจู่*[2] ที่ทรงห่วงใย แม้หม่อมฉันจะด้อยปัญญาแต่หม่อมฉันคิดว่าสามารถรับมือได้พอสมควรเพคะ” เว่ยฉางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและย่อโค้งคำนับอย่างสุภาพและงดงาม
จ้าวหยางดูโมโหอย่างเห็นได้ชัด องค์หญิงชี้หน้าเว่ยฉางอันพลางเอ่ยปาก “แล้วหากเ้าตอบมิได้เล่า?”
“หม่อมฉันมิเคยคิดถึงเพคะ หม่อมฉันคิดเพียงว่าตนเองสามารถตอบได้ทั้งหมดอย่างแน่นอนเพคะ” เว่ยฉางอันตอบด้วยน้ำเสียงเสียงเรียบแลดูมั่นใจและสงบนิ่ง
นางมิได้กังวลกับเื่เหล่านี้มันเป็เพียงปริศนาคำทายในชาติก่อนแม้นางจะไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ยังมีความทรงจำบางส่วนหลงเหลืออยู่พอที่จะรับมือได้
จ้าวหยางโมโหจนคอเกร็งนางจ้องมองฉางอันด้วยสายตาโกรธเคือง “เช่นนั้นข้าก็ขอดูหน่อยเถิดว่าบุตรสาวของท่านแม่ทัพจะมีฝีมือมากมายสักเพียงใด!”
“พอแล้ว! จ้าวหยางเ้าจงนั่งลง” สีหน้าของฮ่องเต้แลดูไม่สบอารมณ์นักการที่พระธิดาของตนเองกระทำเช่นนี้นี่เท่ากับเป็การเยาะเย้ยท่านแม่ทัพด้วย
ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับแม่ทัพเว่ยชางมาโดยตลอด มันไม่คุ้มเอาเสียเลยที่เขาจะสร้างความบาดหมางกับเว่ยชางเพราะจ้าวหยาง
เว่ยฉางอันมิได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ นางเพียงลุกขึ้นจากที่นั่งและไปหยุดที่เบื้องหน้าฮ่องเต้
“คำว่า 'หญ้าใต้น้ำ' ตัวอักษรก็คือ 'ถัง' เพคะ”
“ดี” ฮ่องเต้ทรงหัวเราะสุดเสียงและเอ่ยถามไปว่า “ถ้าเช่นนั้นคว่า ‘เก้าสิบเก้า’ อักษรใด?”
เว่ยฉางอันไม่ต้องใช้เวลาคิดก็ตอบออกไปในทันที “หนึ่งร้อยขาดหนึ่ง มิใช่ตัว 'ไป๋' หรือเพคะ ? ”
“เช่นนั้นแล้ว 'คุณหนูรอง' หมายถึงตัวอักษรใด?”
ดูเหมือนปริศนาคำทายจะคล้าย ๆ ในชาติก่อนของนาง
เว่ยฉางอันรู้สึกโล่งอกและตอบอย่างช้า ๆ ว่า “คุณหนูรองหมายถึงบุตรสาวคนที่สองเช่นนั้น จึงเป็ตัวอักษร 'จือ' เพคะ”
ฮ่องเต้เอ่ยถามปริศนาคำทายอีกหลายข้อและเว่ยฉางอันก็ตอบได้ทุกข้อโดยไม่เกิดปัญหาใด ๆ
“โห… ไม่นึกเลยว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพใหญ่จะมิใช่เพียงหญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวงแต่ยังเป็สตรีที่มีความสามารถยิ่งนัก”
“ใช่แล้ว คุณหนูใหญ่ผู้นี้ช่างเหมาะกับคำว่า'ปรีชาญาณเลิศล้ำ งามสง่าไร้ผู้เทียม'*[3]ยิ่งนัก!”
“..."
ผู้คนรอบข้างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ เหล่าคุณชายต่างมองไปที่เว่ยฉางอันด้วยสายตาที่ร้อนแรงขึ้น
ตระกูลแม่ทัพใหญ่มีอำนาจมากมายถึงเพียงนี้ บุตรสาวก็งดงามราวเทพธิดาพร้อมทั้งมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเช่นนี้ หากได้แต่งเข้าตระกูลเป็ภรรยา...
หรงฉีมองเว่ยฉางอัน ดวงตาเป็ประกายด้วยความหลงใหล
สตรีเช่นนี้แหละจึงจะคู่ควรกับเขา!
[1] เทศกาลหยวนเซียว : คือเทศกาลแขวนโคมไฟมีการทายปริศนาอักษรที่โคมไฟและการกินขนมหยวนเซียว
[2] กงจู่ : องค์หญิง
[3] ปรีชาญาณเลิศล้ำ งามสง่าไร้ผู้เทียม : เป็สำนวนจีนหมายความความสามารถที่น่าทึ่งและความงามที่โดดเด่น