‘แปดกระบี่ไท่สิง’ ส่งเสียงหัวเราะเบิกบานอยู่หน้าประตูปิดด่านบำเพ็ญชมเชยศิษย์น้องผู้น่ารักที่กำลังเติบใหญ่ซึ่งบัดนี้กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่บนยอดเขาลั่งอวิ๋นหนึ่งในเจ็ดสิบสองถ้ำ์แห่งโลกะ
เจี่ยหลีมีความปลื้มปีติที่ไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยออกมากาลเวลาผันผ่านรวดเร็วดั่งสายลม ดินแดนแห่งถ้ำ์ล้วนเต็มไปด้วยความสงบแม้ผู้ที่บรรลุพลังถึงขั้นหกประทับและมีกายเซียนเบื้องต้นจะไม่มากนักแต่ศิษย์ที่อยู่ในอาณัติล้วนเป็วีรบุรุษรุ่นเยาว์ มีผู้ประสบความสำเร็จมากมายจนนับไม่ถ้วน
สำนักรุ่งเรืองถึงเพียงนี้สำนักไท่สิงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดแห่งฝ่ายธรรมะอย่างแท้จริงจะไม่ให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอมใจได้อย่างไร?
ทว่าขณะที่สองกระบี่อันดับหกและเจ็ดกำลังจะออกจากหน้าประตูปิดด่านบำเพ็ญร่างกายของพวกเขากลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จนถึงกับเสียหลักร่วงหล่นจากกระบี่เหาะ
เสาลิ่งเอ๋อร์ผู้เพิ่งมีกายเซียนเบื้องต้นยังไม่ทันตอบสนองเจี่ยหลีก็รีบเหาะเข้าไปรับร่างของศิษย์น้องทั้งสองที่กำลังจะร่วงลงสู่ทะเลเมฆด้วยความตื่นตระหนก
"ศิษย์น้อง!" ในน้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความร้อนรนอย่างยิ่ง มิใช่เพราะสิ่งอื่นใดแต่เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในแปดกระบี่ไท่สิง เป็วีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งสำนักแต่ในขณะนี้ริมฝีปากกลับซีดม่วง สั่นเทาอย่างรุนแรงเห็นได้ชัดว่าถูกพิษร้ายที่ยากจะรับรู้เข้าแล้ว
ในฐานะผู้นำแห่งแปดกระบี่ไท่สิงเขาอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นแปดประทับ จิตใจควรสงบนิ่ง ปราศจากความปั่นป่วนแต่เซียนกระบี่ผู้ซื่อตรงนาม กระบี่เจิ้งหยาง ผู้นี้กลับเบิกตากว้างเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ประตูปิดด่านบำเพ็ญ เขตหวงห้ามของสำนักแม้แต่ศิษย์ทั่วไปของสำนักกระบี่ไท่สิงก็มิอาจเข้าใกล้ตามอำเภอใจพิษร้ายเช่นนี้ถูกลงมือได้อย่างไร? หรือว่าสามารถสังหารศิษย์น้องไปได้อย่างไร?
ทว่าในฐานะศิษย์พี่ใหญ่เขามีหน้าที่ที่ต้องทำ "ลิ่งเอ๋อร์ คุ้มกัน"
เสียงของเขาแ่เบา ทว่ากลับหนักแน่นยิ่งนักพลังปราณพลันหมุนเวียน ‘เคล็ดวิชาลืมเลือน’ถูกบีบไว้ในมือ ปราณกระบี่ไท่สิงจึงแผ่ซ่านออกมารอบตัวเขาเป็ระลอกพริบตานั้นเอง กระบี่พลันปรากฏตัวในสายลม กระบี่แฝงตัวในหิมะ ทั้งในอากาศหน้าประตู และบนยอดทะเลเมฆ ล้วนเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันแหลมคมไม่ว่าผู้ลอบโจมตีจะอยู่ที่ใด เขาจะทำให้คนผู้นั้นไม่มีที่ให้หลบซ่อน
จากนั้นเขาก็ผลักส่งร่างที่อ่อนแรงของศิษย์น้องทั้งสองป้อนพลังปราณแท้เข้าไป ทั้งสองแม้จะถูกพิษแต่ด้วยการผลักดันของพลังปราณที่บริสุทธิ์พวกเขาจึงสามารถนั่งขัดสมาธิได้แม้ทั้งร่างจะสั่นเทา
พวกเขาเข้าสู่กระบวนท่าลืมเลือนใช้กำลังทั้งหมดขับพิษที่ยังไม่แทรกซึมเข้าสู่ภายในออกมาก่อนน้ำพิษสีม่วงดำไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด เจี่ยหลีเป็กังวล ก็เพราะเขาปราบมารมาหลายปีรู้ดีว่านี่ไม่ใช่พิษทั่วไปอย่างแน่นอน
"เมื่อใดกันแน่ แล้วที่ใดกัน?"
เขาพึมพำทว่าไม่ได้คาดคิดว่าข้างกายจะมีเสียงทุ้มนุ่มตอบว่า "ก็ตอนนี้ ที่นี่อย่างไรเล่า"
เจตจำนงกระบี่ไท่สิงถี่ถ้วนรอบคอบปรารถนาเพียงอย่าให้ทำร้ายคนในสำนักตน เงาสีดำที่บางราวผ้าแพรและกระดาษค่อยๆลอยขึ้นมาจากเอวของเสาลิ่งเอ๋อร์ เสียงนั้นทั้งอู้อี้และหนักหน่วงสิ่งที่แสดงออกมาคือพลังเวทที่สำนักไท่สิงมิเคยเห็นมาก่อนเสาลิ่งเอ๋อร์ที่ถูกพันธนาการไม่เพียงแต่ขยับไม่ได้เท่านั้นแต่ยังแทบหายใจไม่ออกด้วย นางใช้พลังปราณทั้งหมดปกป้องประตู์และประตูชีวิตสำหรับเสาลิ่งเอ๋อร์ในขณะนี้ นี่คือสุดยอดวิชาแล้วลมหายใจที่หนักหน่วงถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากสีชมพูอ่อน เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาจากลำคอในขณะที่เส้นเืสีม่วงดำยังคงค่อยๆ คืบคลานขึ้นมา
"ปล่อยศิษย์น้องของข้าเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เจตจำนงกระบี่กลับะเิขึ้นอย่างฉับพลัน สิ่งที่รัดอยู่ดั่งสายคาดเอวยังคงสงบนิ่ง ไม่รีบร้อนแม้แต่น้อยมันพาเสาลิ่งเอ๋อร์ะโเข้าไปในหน้าประตูปิดด่านบำเพ็ญ
"คนจากสำนักที่มีชื่อเสียงมักจะมีแต่พิธีรีตองและข้อจำกัดมากมาย ข้ามีนางเป็ตัวประกันก็ไม่ต้องกลัวว่าเ้าจะก่อเื่" ผ้าแพรสีดำพองตัวขึ้นตรงหน้าประตูปิดด่านบำเพ็ญร่างของชายที่มีสีหน้าเคร่งขรึมและมีลวดลายบนใบหน้าปรากฏขึ้นในเงามืด
เขาจับตัวเสาลิ่งเอ๋อร์ไว้ขณะที่พิษเริ่มแผลงฤทธิ์นางดูเหมือนจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต่อกรอยู่ในมือของชายผู้นั้น
"พิธีรีตองที่เสแสร้งเ่าั้นอกจากจะฆ่าคนแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใด" เขาพูดอย่างเฉยเมย"กฎระเบียบของสำนักที่เหมือนการเล่นขายของประเพณีที่แช่อยู่ในความสงบที่จอมปลอมคิดว่าตราบใดที่ปฏิบัติตามพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ ความสงบสุขจะคงอยู่ตลอดไป...ช่างน่าขำและน่ารังเกียจยิ่งนัก"
"ด้วยความเชี่ยวชาญในการใช้พิษความร้ายกาจของพิษ ท่านคงเป็ยอดฝีมือแห่ง ‘หุบเขาเจิ้นหลง’ข้าเลื่อมใสมานานแล้ว แม้จะฝึกฝนวิชามาร แต่ก็ยังคงความองอาจ"เจี่ยหลีเก็บพลังปราณปล่อยให้ศิษย์น้องทั้งสองนั่งสมาธิปรับลมหายใจเอง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอีกครั้ง "ในเมื่อมารก็คือวิถีไยไม่สู้กันอย่างเปิดเผยเล่า? ท่านโปรดปล่อยนางไปเถิด"
ในน้ำเสียงที่แผ่ซ่านด้วยเจตจำนงกระบี่อันไร้เทียมทานพลันเติมเต็มด้วยรัศมีข่มขู่และจิตสังหารราวกับปราณกระบี่ซึ่งพร้อมจะฉีกทึ้งผิวของชายตรงหน้าที่ค่อยๆโผล่ขึ้นอย่างเชื่องช้าทว่าสุดท้ายกลับเรียกได้เพียงเสียงหัวเราะเ็าจากเขาเท่านั้น
"ไม่ปล่อย"
ดวงตาของเจี่ยหลีพลันเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าสองมือเขาประสานออกกระบวนท่าน พร้อมก้าวย่างมั่นคง ‘ท่าชิงตัน’กระบวนท่ากระบี่ไร้พ่ายอันเลื่องชื่อของสำนักไท่สิงพลันก่อตัวขึ้นปราณกระบี่นับหมื่นฉีกทึ้งอากาศ ตกลงมาจากท้องฟ้าสีครามดั่งเม็ดฝนผ่านเสื้อผ้าของชายผู้นั้นไปเพียงเล็กน้อย
"ไม่ว่าจะพูดจาไร้สาระมากแค่ไหนทว่าข้ารู้ดีว่าผู้นำแห่งแปดกระบี่ไท่สิง กระบี่เจิ้งหยาง เจี่ยหลีไม่มีทางที่จะไม่แยแสต่อชีวิตของศิษย์ร่วมสำนักโดยการลงมือสังหารอย่างโเี้แน่นอน”
ชายที่มีรอยสักบนใบหน้าหยิบมีดสั้นสีม่วงดำขึ้นมาจ่อที่คอของเสาลิ่งเอ๋อร์แล้วค่อยๆ เดินถอยไปยังจุดปิดด่านบำเพ็ญ
"หากไม่มีพลังขั้นเก้าประทับขึ้นไปการเข้าไปในด่านก็เหมือนติดกับดักตัวเอง!"
น้ำเสียงของเจี่ยหลีเริ่มร้อนรน“เ้าโจรชั่ว! อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม...เ้ารู้หรือไม่ว่าที่ที่พวกเ้าอยู่คือแดนที่ตั้งของธรรมะอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า?"
แต่เดิมเจี่ยหลีไร้ซึ่งกระบี่ในมือทว่าเพียงปลายนิ้วกระบี่ชี้ไปยังฟ้า กระบี่สีเงินก็พุ่งลงมาในชั่วพริบตาด้ามกระบี่สีเงินถูกสลักอย่างประณีต
"ฉึบ!" ดวงตาสีทองของเจี่ยหลีศิษย์เอกแห่งสำนักไท่สิงกลับมาเปล่งประกายอีกครั้งกระบี่ไร้ใบมีดถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณ กลายเป็กระบี่เวทสีคราม
"กระบี่แห่งวิถีหรือ?" ชายจากหุบเขาเจิ้นหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน "ถึงจะมีศาสตราวุธเช่นนั้นสุดท้ายก็เพียงแค่การลอกเลียนแบบ..."
"ข้าจะไม่ยอมให้เ้าพูดจาเหลวไหลอีกต่อไปแล้ว!"
คิ้วของเจี่ยหลีขมวดเข้าหากันขณะที่เขากำลังจะรวบรวมพลังทั้งหมด ตั้งใจที่จะสังหารผู้บุกรุกคนนี้กลับรู้สึกว่าร่างกายของตนเองส่ายไปมาโดยไม่สามารถควบคุมได้
เดิมทีพลังควรจะผนึกเป้าหมายไว้ที่พวกโจรตรงหน้าด่านเหยียนฮู่อย่างแ่าทว่าภายใต้สายตาที่สั่นคลอนกลับสะท้อนเพียงใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของเสาลิ่งเอ๋อร์และสีเืที่ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา
ใช่แล้ว การลากเสาลิ่งเอ๋อร์ไปมาเป็เพียงกลวิธีที่ทำให้จิตใจสับสน เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรสูญเสียสภาพจิตใจที่มั่นคงในการต่อสู้ก็ย่อมเสียเปรียบ
ความเ็ปเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากผ่านไปเพียงชั่วครู่เมื่อทอดสายตาลงต่ำ ก็พบว่าลูกธนูมากมายได้เสียบทะลุร่างเขาแล้วไม่ต้องพูดถึงบนเขาหลั่งอวิ๋น กระทั่งทั่วเจ็ดสิบสองสำนักบำเพ็ญเซียนแห่งต้งถิงก็มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทะลวงพลังป้องกันของเขาได้
แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแม้แต่ผู้นำแห่งแปดกระบี่ไท่สิง ก็ต้องยอมรับว่าตนเองถูกซุ่มโจมตี
ทันใดนั้น เงาร่างมากมายพลันปรากฏขึ้นลอยเด่นอยู่กลางเวหา ค่อยๆ เผยกายออกมาจากม่านเมฆสิ่งที่พวกเขากำลังใช้อยู่ไม่ใช่วิชาเหาะเหินด้วยกระบี่ของสำนักไท่สิงแต่เป็ศาสตร์แห่งเวหาชนิดหนึ่ง
"วิชาล่องเวหาดั่งปีกปักษาก้าวย่างดุจขนนก" มีโลหิตดำทะลักออกจากปากของเจี่ยหลีแน่นอนว่าบนปลายลูกศรอาบยาพิษ "พวกเ้าคือคนจากหอหมื่นราตรี..."
"เฮอะ ช่างมีความรู้มากมายนักหรือเปื้อนเืมารมานับไม่ถ้วนแล้ว ถึงได้รู้แต่แรกเห็น?"
ผู้นำคือสตรีน้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นราวกับพิษร้ายที่แทรกซึมลึกเข้าไปในอวัยวะภายในของเจี่ยหลีเสียยิ่งกว่า
ใบหน้านั้นคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนทว่าเจี่ยหลีรู้ว่าทะเลปราณของตนเองสลายไปแล้ว ไม่สามารถใส่ใจเื่เหล่านี้ได้
"ลิ่งเอ๋อร์... ศิษย์น้อง...ท่านอาจารย์..." เขาไม่อาจหายใจได้อีกต่อไปคำพูดสุดท้ายที่สามารถพ่นออกมาได้มีเพียงเท่านี้
หลังจากนั้นภาพตรงหน้าก็มืดดับลงร่างกายร่วงหล่นลงไป กลิ้งลงจากหน้าผา เข้าสู่ทะเลเมฆที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อศัตรูตัวฉกาจถูกกำจัดคนจากหอหมื่นราตรีที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ะโขึ้นไปบนหน้าผาแต่ละคนใช้มีดและธนูจ้วงแทง สังหารแปดกระบี่ทั้งสองที่ไร้พลังที่จะต่อต้านพวกเขาสวมอาภรณ์สีเพลิงคล้ายปีศาจและผ้าคลุมหน้าสีดำที่ไม่ได้เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงพร้อมกับคนจากหุบเขาเจิ้นหลง ลากเซียนกระบี่สาวเข้าไปในด่านบำเพ็ญเพียร
"ศิษย์พี่... ศิษย์พี่!"เมื่อผนึกกลืนกินร่างของทุกคนเสียงร่ำร้องของเสาลิ่งเอ๋อร์มิอาจก้องกังวานถึงหูของเหล่าศิษย์พี่ได้อีก