บทที่
2
ข่าวลือ
ในรุ่งเช้าของวันถัดมา แสงแดดยามเช้าสาดลงมาบนยอดไม้เสียงนกในหุบเขาร้องขับขานดังระงมให้ได้ยินอยู่ไกลๆแต่บรรยากาศในสำนักเมฆาเขียวในวันนี้กลับแตกต่างไปจากเดิม
เหล่าศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่พากันกระซิบกระซาบไม่หยุด
บ้างก็ว่า
“เ้ารู้หรือไม่เมื่อวานนี้มีคนเห็นเด็กรับใช้ที่ชื่ออี้เทียนหรานอะไรนั่น ขวางกระบี่ของศิษย์ระดับต้นด้วยมือเปล่า”
“ไม่ใช่แค่นั้น ข้ายังได้ยินมาว่าเ้าหนุ่มคนนั้นเพียงแค่ดีดนิ้วกระบี่ก็สะท้อนกลับจนคนถือกระบี่สลบไปทันที”
“จะเป็ไปได้ยังไง ข้าได้ยินมาว่าเ้าเด็กคนนั้นเขาเป็เพียงขยะไร้ค่าที่ไร้รากิญญาไม่มีสิทธิ์ฝึกตนเสียด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ จะมีกำลังทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
โดยที่เสียงซุบซิบเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักเมฆาเขียวอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากไฟลามทุ่ง
ซึ่งผู้ที่เป็หัวข้อในการสนทนาในยามนี้อย่างอี้เทียนหรานก็ยังคงก้มหน้าทำงานเช่นเคย บริเวณลานฝึกใน่กลางวัน เขาก็ยังคงยืนกวาดเศษใบไม้ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมราวกับไม่สนใจคำพูดของคนรอบข้างที่เข้ามาให้ได้ยิน
แต่สายตาของผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในละแวกใกล้ในยามนี้ต่างพร้อมใจกันจับจ้องมองมาที่เขา บ้างก็มองด้วยความสงสัยบ้างก็มองด้วยความหวาดหวั่น มิหนำซ้ำยังมีคนที่จ้องมองอี้เทียนหรานด้วยสายตาริษยาอย่างไม่ปิดบัง
และในขณะเดียวกันนั้นก็มีเสียงของหลินเยว่ซินดังให้ได้ยิน “เ้ายังไม่ได้กินอะไร ข้าทำมาให้” ก่อนคนพูดจะวางห่อข้าวลงตรงหน้าของอีกฝ่าย
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็พยักหน้ารับเบาๆพร้อมกับพูดออกมาว่า “ขอบคุณ”
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นจากทางด้านหลัง ส่งผลให้อี้เทียนหรานจำต้องเหลียวหน้าหันไปมองตามเสียงดังกล่าว
ยามได้หันไป ก็เห็นว่าคนที่เพิ่งเดินเข้ามานั้นคืออาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ระดับต้นจิ้นอวี่ กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างเคร่งขรึม
เมื่อเดินมาถึงจิ้นอวี่ก็พูดเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งลานฝึก“อี้เทียนหราน มีข่าวลือหนาหูว่าเ้าคือผู้ที่ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักจริงหรือไม่”
ส่งผลให้ศิษย์ที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานฝึกทั้งหลายที่อยู่ในละแวกใกล้ต่างหันมามองด้วยความสนใจ
โดยที่ในเวลานี้นั้นหลิวซานเองก็ยืนอยู่ทางด้านหลังของจิ้นอวี่ด้วยเช่นกัน เขาส่งสายตาอาฆาตพยาบาทมองไปยังอี้เทียนหรานแบบไม่ปิดบัง
อี้เทียนหรานจึงเงยหน้าขึ้น ั์ตาสีอ่อนสนิทฉายแววสงบนิ่งแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ข้าทำไปเพียงเพื่อปกป้องผู้ที่ถูกคุกคาม”
หลังจากได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จิ้นอวี่ก็ขมวดคิ้วแน่นแล้วเอ่ยคำ“แม้เ้าจะพูดเช่นนั้นแต่การที่เด็กรับใช้กล้าโต้ตอบอย่างรุนแรงต่อศิษย์ที่มีสถานะเหนือกว่าถือว่าล้ำเส้นกฏของสำนัก”
พูดยังไม่ทันขาดคำหลิวซานก็รีบก้าวเท้าออกมา“ท่านอาจารย์ผู้ดูแลเด็กผู้นี้ไม่ใช่ธรรมดาแน่ เขาอาจปกปิดความจริงบางอย่างข้าเกรงว่าจะเป็ภัยต่อสำนัก”
ก่อนจะมีเสียงสนับสนุนจากศิษย์ระดับต้นบางกลุ่มที่ไม่ชอบหน้าอี้เทียนหรานอยู่แล้วดังตามมา“ใช่แล้วหากปล่อยไว้วันหนึ่งอาจก่อหายนะ เขาเป็เพียงขยะไร้ค่า จะมีพลังเช่นนั้นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่มีความลับชั่วร้าย แอบฝึกวิถีปีศาจ”
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่เห็นภาพตรงหน้าได้แต่กัดริมฝีปากแน่นก่อนจะตัดสินใจก้าวขาออกมาแล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์ผู้ดูแล เสี่ยวอี้ทำลงไปเพราะเขาจะช่วยข้าหากไม่ใช่เขาข้าอาจจะ...”
ทว่าพูดยังไม่ทันจบประโยคดี ก็มีเสียงของจิ้นอวี่อาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ระดับต้นตวาดเสียงดังลั่นว่า“เงียบ” ขึ้นมาเสียก่อน
ส่งผลให้สายตานับร้อยคู่หันไปจับจ้องอี้เทียนหรานอีกครั้งแต่ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน เด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับไม่หวาดหวั่นเลยแม้แต่นิดเดียว
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงได้แต่พึมพำอยู่ในใจ‘เมื่อใดก็ตาม ที่พลังถูกเปิดเผย ต่อให้เป็เพียงเศษเสี้ยวมนุษย์ก็มักที่จะหวาดกลัวมากกว่าขอบคุณ’
คิดมาถึงตรงนี้ั์ตาสีอ่อนของเด็กหนุ่มฉายแววนิ่งเขากวาดตามองรอบกายของตัวเองไปมาก็รู้ได้ว่าในตอนนี้ตัวของเขานั้นยังไม่อาจเคลื่อนไหวได้มากเกินไป
เพราะการกระทำของเขาในคราวนั้น ที่ทำออกมาเกินพอดีก็อาจจะหมายถึงการสั่นะเืของดินแดนนี้ทั้งสิ้น
และด้วยเหตุนี้เองก็อาจจะทำให้เศษเสี้ยวิญญาของปีศาจาที่หลบอยู่ในโลกใบนี้รับรู้ได้และมาจู่โจมตอนที่ตัวเขานั้นยังไม่สามารถที่จะใช้กำลังภายในได้อย่างใจ หากมันเกิดขึ้นจริงๆก็คงไม่ใช่เื่ดีสักเท่าไร
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไรก็มีเสียงของจิ้นอวี่อาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ระดับต้นดังขึ้นมาให้ได้ยินว่า “ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อปัดเป่าความสงสัยและพิสูจน์ความจริงเ้าจะต้องทดสอบพลังต่อหน้าทุกคน”
หลังจากที่จิ้นอวี่ผู้เป็อาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ระดับต้นพูดจบประโยคลงก็สร้างเสียงฮือฮาให้คนแทบจะทันที
ก่อนจะตามมาด้วยคำพูดซุบซิบของเหล่าศิษย์คนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกล “เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน ถ้าเขาบ่มเพาะวิถีปีศาจอันร้ายกาจ หรือแอบใช้พลังต้องห้ามทางสำนักจะได้จัดการได้ในทันที”
และด้วยเหตุนี้เองก็ทำให้หลิวซานที่ยืนอยู่ทางด้านหลังยิ้มเยาะออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสะใจ
เพราะในหนนี้คือโอกาสที่เขาจะสามารถลากคนคนนี้เข้าสู่ความหายนะได้โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมากมาย
ไม่รอช้าจิ้นอวี่อาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ระดับต้นก็ยื่นเื่ให้กับหออาญาสิทธิ์แบบทันทีทันใด และเพียงไม่นานการทดสอบที่หอิญญาก็ถูกจัดขึ้นมา
โดยที่หอิญญานี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเมฆาเขียวศิษย์ทุกคนจะต้องผ่านการตรวจสอบครั้งแรกที่นี่เมื่อเข้ารับการบ่นเพราะ
ภายในหอิญญาจะมีศิลาตรวจวัดิญญาขนาดมหึมาตั้งอยู่ตรงกลางห้องเสาหินโบราณสลักอักขระสว่างไสวหากผู้ใดแตะต้องพลังในร่างก็จะถูกเผยในรูปแบบของแสงสีและตราประทับิญญาเพื่อบอกวิธีการฝึกฝนของคนคนนั้นออกมา
โดยที่ศิษย์ทั่วไปที่ไม่มีพร์มากมายนั้นจะมีแสงสีขาวขุ่นผู้มีพร์ จะเป็แสงสีฟ้าหรือเขียวหากผู้ใดมีพร์ขั้นสูงสุดศิลาตรวจวัดิญญาก็จะเป็สีทอง
ส่วนทางด้านตราประทับิญญานั้นหากผู้ฝึกตนเป็เพียงผู้ฝึกวิถีธรรมธรรมดาสีของตราประทับที่เผยออกมาจะเป็สีสว่างสดใส แต่ถ้าหากคนผู้นั้นเป็ผู้ฝึกวิถีปีศาจสีของตราประทับก็จะเป็สีแดงกับดั่งโลหิต และถ้าหากเป็ผู้ที่เข้าไปตรวจสอบเป็ผู้ฝึกวิถีมารตราประทับิญญาที่เผยออกมาก็จะเป็สีดำสนิทไม่ต่างจากความมืดมิดในยามรัตติกาล
และใน่เวลาที่อี้เทียนหรานเข้ารับการทดสอบศิษย์ภายในนับร้อยก็แห่กันมาอยู่รอบหอคอยเพื่อดูด้วยตาตัวเองเช่นกัน
ส่วนหลินเยว่ซินนั้นนางก็มายืนแอบอยู่ด้านข้างด้วยหัวใจที่สั่นระรัว ภายในใจก็พึมพำไม่หยุดว่า ‘เขาจะเป็อย่างไรต่อไปกัน ขออย่าให้มีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับเขาเลย’ แล้วได้แต่จ้องมองหอิญญาตรงหน้าด้วยแววตาสั่น
ผู้คนจากทั่วสำนักหลั่งไหลเข้ามาได้ไม่นานหอิญญาเปิดขึ้นอย่างช้าๆ และทันทีที่ประตูเปิดอ้าออกจนสุด อาจารย์ผู้ดูแลหอก็กวักมือเรียกเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับพูดออกมาว่า “อี้เทียนหรานมานี่”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็สาวเท้าเดินขึ้นไปบนหอิญญาอย่างช้าๆด้วยดวงตาที่นิ่งสนิทไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ
เพราะเขารู้ดีว่ากลางหน้าผากของตนเองในตอนนี้นั้นมีตราประทับผนึกพลังจิติญญาดั่งเดิมของตัวเองเอาไว้ ที่ต่อให้อยากจะใช้พลังิญญาอย่างไรก็ทำไม่ได้อย่างใจหวัง
และเป็เพราะตราประทับนี้เอง ที่ปกปิดพลังิญญาของตนรวมไปถึงรากิญญาด้วยเช่นกันผู้คนส่วนใหญ่ที่มาเห็นเขาในเวลานี้นั้น ก็จะเห็นเพียงแค่ว่าอี้เทียนหรานเป็ผู้ไร้วรยุทธไร้ซึ่งรากิญญา ไม่มีพร์ใดๆ เป็เพียงมนุษย์ปุถุชนทั่วไปเท่านั้น
อี้เทียนหรานจึงทาบมือข้างหนึ่งวางลงไปบนศิลาตรวจวัดิญญาอย่างแ่เบาและเพียงชั่วอึดใจเดียว ตราประทับิญญาก็เผยออกมาให้เห็นบนแท่นศิลาโดยตราประทับนี้มีเพียงแสงสีขาวประทับอยู่ตรงนั้น
แต่เพียงเดี๋ยวเดียวรอบๆแท่นหินก็เปล่งแสงสีขาวขุ่นส่องสว่างวาบออกมาเพียงเล็กน้อยก่อนจะดับลงไปอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ทุกๆคนที่ได้เห็นเช่นนั้นรับรู้ได้ทันทีว่า อี้เทียนหรานคนนี้เป็เพียงคนธรรมดาเป็ขยะไร้ค่า ไร้ซึ่งรากิญญาใดๆไม่ได้ฝึกฝนวิถีปีศาจและวิถีมารแต่อย่างใด เป็ศิษย์ที่ไร้พร์ทั่วไปไม่ควรค่าแก่การเอ่ยนาม
พอได้เห็นเช่นนั้นทั่วทั้งลานก็พากันเงียบกริบแต่เพียงชั่วอึดใจเดียวก็มีเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันดังขึ้นมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเขานั้นเป็อะไรขยะไร้ค่าเื่เมื่อวานนี้คงเป็เื่โกหกชัดๆ ใครกันที่เป็คนปล่อยข่าวลืบแบบนี้ออกมาได้”
ส่งผลให้หลิวซานที่อยู่ทางด้านหลัง ได้แต่กำหมัดแน่นแล้วพึมพำอยู่ในใจว่า‘เป็ไปได้อย่างไร เขาปกปิดพลังไว้ชัดๆแล้วเหตุใดศิลาตรวจวัดิญญาจึงจับไม่ได้เล่า’ เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นมาเมื่อวานนั้นคือความจริง
ทว่าในความเงียบงันนั้นมีเพียงหลินเยว่ซินคนเดียวที่จับได้ว่าในขณะที่อี้เทียนหรานยกฝ่ามือขึ้นแตะลงไปบนศิลาดวงตาที่สงบนิ่งมาตลอดก็มีการสั่นไหว เหมือนคนคนนี้กำลังปกปิดบางสิ่งเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะพูดคำใดออกไปเช่นกัน
เมื่อการทดสอบจบลง อี้เทียนหรานจึงหมุนตัวแล้วเดินลงไปอย่างสงบท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและสายตาดูแคลนของคนรอบข้าง
และในหนนี้อี้เทียนหรานก็ถูกตราหน้าว่าเป็ขยะไร้ค่าอีกครั้งเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ ถึงความสามารถของอีกฝ่าย ก็หายไปในอากาศเช่นกัน
โดยที่ภายในใจของอี้เทียนหรานที่มองเห็นการกระทำของคนรอบข้างก็ได้แต่พึมพำอยู่ในใจ ‘คนเหล่านี้ช่างเป็พวกที่ตาบอดโดยแท้’ ก่อนจะสาวเท้ากลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ยามเว่ย[1]
หลังจากนั้นไม่นานบริเวณด้านหนึ่งในเรือนพักใหญ่ของสำนักหลิวซานที่กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางสหายสองคน ั์ตาสีเข้มแฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
พร้อมกับพึมพำออกมาว่า “มันทำให้ข้าขายหน้าต่อผู้คนมากมายข้าจะไม่มีวันปล่อยมันไป”
ก่อนจะมีเสียงแย้งของสหายที่นั่งอยู่เคียงกันดังขึ้นมาว่า“แต่การทดสอบที่หอิญญาก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่มีพลังอะไรเลย ไม่สู้เราลอบสังหารมันทิ้งเสียให้จบเื่จบราวไม่ดีกว่าหรือ”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย หลิวซานก็เผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมาทันใดก่อนจะพูดออกไปว่า “อย่าหุนหันพลันแล่น เพราะยังไงสำนักก็ยังคุ้มครองมันอยู่ ถึงมันจะเป็เพียงขยะไร้ค่าแต่เื่เมื่อวานไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าคนอย่างมันจะไม่ได้ใช้พลังปีศาจจริงๆ”
พูดได้เพียงแค่นั้นหลิวซานก็ขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายรอดไปได้เสียอย่างนั้น ก่อนตัวเองจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องหาทางบีบให้มันเผยความจริงออกมา”
และในขณะเดียวกันนั่นเองอีกฟากหนึ่งของสำนักภายในหออาญาสิทธิ์ ผู้าุโนามว่าซูมู่เหยียนที่มีระดับวรยุทธอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางรับรู้ได้ถึงความผิดปกติเ่าั้
ยามที่ได้รับข่าวของอี้เทียนหรานมาเขาก็พูดขึ้นมาว่า“เ้าเด็กคนนั้น...อี้เทียนหราน ถึงผลการทดสอบอาจจะแสดงเพียงแค่นั้นแต่ความรู้สึกของข้าเพียงแค่นั้นมันยังไม่เพียงพอ”
ก่อนจะมีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล“แล้วท่านจะทำเช่นไร ผลออกมาเห็นๆ กันอยู่ว่าเ้าเด็กน้อยนั่นเป็เพียงแค่คนไร้รากิญญาคนหนึ่งเท่านั้น”
ได้ยินเช่นนั้นชายชราก็เหลือกสายตาหันไปมองคนที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะพูดออกไปว่า “แล้วเ้าไม่คิดหรือว่าข่าวลือนั้นหากไม่มีมูลมันจะเป็ข่าวลือได้อย่างไรหากเด็กนั่นรับดาบศิษย์ระดับต้นได้ด้วยมือเปล่าจริงๆ นั้นย่อมไม่ธรรมดาเขาย่อมต้องมีอะไรปกปิดพวกเราเป็แน่”
ว่าได้เพียงแค่นั้นชายชราก็เหลือบสายตาหันไปมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีระดับการบำเพ็ญอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลาง
ก่อนชายชราจะเอ่ยออกมาว่า “เ้าจงไปทดสอบฝีมือของเ้าเด็กนั่นซะว่าเ้าเด็กคนนี้มีความสามารถมากแค่ไหน มีใจต่อสำนักนี้เป็อย่างไร”
สิ้นคำของชายชรา ชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีดำสนิทก็ประสานมือกันไว้ด้านหน้าก่อนจะโค้งศีรษะเพียงเล็กน้อยแล้วพูดออกมาว่า “ขอรับ” ก่อนร่างทั้งร่างจะอันตรธานหายไปจากสายตา
ยามได้ยินคำพูดของชายชราตรงหน้า ชายหนุ่มซึ่งเป็ลูกศิษย์ของชายชราที่นั่งอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า“แล้วถ้าหากเขาซ่อนบางสิ่งเอาไว้จริงๆ พวกเราจะทำอย่างไร”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายชายชราจึงเหลือบสายตาหันมามองใบหน้าของคู่สนทนาก่อนจะเอ่ยต่อ “สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องถามหาความภักดีของเขาเสียก่อน ว่าเด็กคนนี้มีความภักดีกับสำนักเราหรือไม่หากมีความภักดีก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ ข้าจะเป็คนที่ลงมือสังหารเขาเอง”
ยามไฮ่[2]
ท่ามกลางท้องฟ้าในยามราตรีภายในเรือนพักเล็กๆ ที่ค่อนข้างทรุดโทรม อี้เทียนหรานกำลังนั่งอยู่บนตั่งไม้ั์ตาสีอ่อนเหม่อมองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอย่างไร้จุดหมาย
เพียงเดี๋ยวเดียวเขาก็หลับตาลงแล้วพ่นลมหายใจออกมา พร้อมกับพึมพำเบาๆ ว่า “ข้าต้องหาทางออกจากที่นี่หาไม่แล้วจะเสาะหาเศษเสี้ยวจิติญญาของปีศาจาที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ได้อย่างไร”
คิดได้เพียงแค่นั้นก็ได้แต่ทอดถอนลมหายใจเนื่องจากว่าในตอนนี้นั้นตัวของเขามีเพียงกายเนื้อไร้ซึ่งกำลังภายในเพราะจิติญญาดั่งเดิมถูกผู้เป็บิดาผนึกไว้ ยังหาทางแก้ไขไม่เจอ
การที่จะออกไปทั้งอย่างนี้แบบไม่รู้เหนือรู้ไต้ก็ไม่ใช่เื่ดีและยิ่งไปท้าทายสำนักนี้เพื่อเอาข้อมูลของดินแดนแห่งนี้ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นมีเพียงแค่กายเนื้อก็ยิ่งทำไม่ได้เพราะเขาไม่รู้ว่าเหล่าผู้าุโในสำนักมีกำลังมากเพียงใด
ยิ่งคิดก็ยิ่งอ่อนใจ และไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็บิดาเนื่องจากว่าแม้เขาจะถูกผนึกจิติญญาดั้งเดิมเอาไว้ จนไม่สามารถใช้กำลังภายในได้ก็แล้วไปเถอะเนื่องจากว่าเขายังควบคุมกำลังภายในและพลังิญญาในโลกนี้ไม่ได้การผนึกกำลังภายในไว้จึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรและเขาก็เข้าใจดี
แต่การที่ผู้เป็บิดาส่งเขามาในดินแดนเล็กๆแห่งนี้ ที่แทบจะหาทรัพยากรในการฝึกฝนไม่ได้มันหมายความว่าอย่าไรกัน
ยิ่งคิดอี้เทียนหรานก็ยิ่งไม่เข้าใจ ว่าทำไมผู้เป็บิดาถึงส่งเขามาในที่แบบนี้แล้วได้แต่คิดว่าเสี้ยวจิติญญาอื่นๆ ของตน ที่ถูกผู้เป็บิดาส่งไปยังโลกใบอื่นจะมีชะตากรรมเช่นไร
แต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายเขาก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาอีกทีเนื่องจากว่าในตอนนี้ตัวของเขานั้นยังไม่อาจติดต่อกับเสี้ยวจิติญญาเ่าั้ได้
ทว่าขณะที่กำลังนั่งคิดอยู่เพียงลำพังเขาก็ได้ยินเสียงของการเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาดังมาจากนอกเรือน อี้เทียนหรานจึงเหลียวหน้าหันไปมองยังทิศที่ได้ยินอย่างไม่เร่งไม่ร้อนสักเท่าไร
พอได้หันไปก็เห็นว่าท่ามกลางความมืดมิดมีเงาของคนผู้หนึ่งปรากฏอยู่ตรงนั้น โดยที่ชายผู้นี้สวมเสื้อสีดำสนิทแขนด้านขวาสลักลายพยัคฆ์เงินเอาไว้ทำให้รู้ว่าคนผู้นี้เป็ศิษย์ระดับสูงในสำนัก
โดยที่คนๆนี้กำลังยืนอยู่ในความมืดมิดตรงหน้า สองมือประสานกันไว้ด้านหน้า พร้อมกับโค้งกายพอเป็พิธีก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ข้าชื่อฉู่หลงได้รับคำสั่งจากผู้าุโให้มาทดสอบเ้า”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงเอ่ยออกมาว่า“การทดสอบนี้มีเพื่ออะไร”
ก่อนจะมีเสียงของฉู่หลงตอบกลับมาดังให้ได้ยินว่า“เพื่อทดสอบใจเ้า ว่าตัวเ้านั้นเป็ภัยต่อสำนักหรือไม่”
สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นแล้วสาวเท้าเดินออกจากที่พักอย่างช้าๆ
พอเดินออกมาได้ อี้เทียนหรานก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ว่า “มาเถอะ”
ยามได้ยินเสียงของอีกฝ่ายฉู่หลงก็ชักดาบยาวของตัวเองออกมา ก่อนจะพูดออกไปว่า “หากเช่นนั้นก็เตรียมตัว”
สิ้นคำเขาก็ตวัดดาบยาวขึ้น ก่อนจะสะกิดปลายเท้าะโขึ้นกลางเวหาจากนั้นจึงเงื้อมดาบในมือฟาดลงมาอย่างเต็มกำลัง
โดยที่อี้เทียนหรานทำเพียงยืนนิ่งๆไม่ได้คิดที่จะขยับหนีไปทางใด พอเห็นว่าปลายดาบกำลังจู่โจมเข้ามาใกล้
อี้เทียนหรานก็เพียงแค่ยกมือเปล่าขึ้นรับดาบที่ฟาดลงมา และทันทีที่คมดาบเข้าปะทะ กระแสลมปราณของฉู่หลงที่ใช้ในคราวนี้ก็แผ่กระจายออกเป็วงกว้างทันใด
ส่งผลให้บริเวณโดยรอบเกิดฝุ่นควันขึ้นจนฟุ้งกระจายและเพียงไม่นานหลังจากนั้นฝุ่นควันที่ฟุ้งอยู่ก็ค่อยๆ ลดน้อยลง ก่อนจะปรากฏเงาร่างของคนทั้งสองออกมา
โดยที่อี้เทียนหรานในตอนนี้กำลังยื่นมือไปจับดาบของฉู่หลงเอาไว้ส่วนเ้าของดาบอย่างฉู่หลงพอถูกอีกฝ่ายจับอาวุธคู่กายของตัวเองเอาไว้ เขากลับไม่อาจขยับมันได้อย่างใจ้า
เรียวคิ้วเข้มบนใบหน้าของฉู่หลงจึงขมวดแน่นอย่างไม่เข้าใจก่อนตัวเองจะออกแรงดึงอาวุธคู่กายของตัวเองคืนกลับมา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจดึงอาวุธคู่กายของตัวเองคืนกลับมาได้สักที
พอเห็นเช่นนั้น อี้เทียนหรานจึงทำเพียงแค่ปล่อยมือออกจากดาบของอีกฝ่ายส่งผลให้ฉู่หลงที่กำลังออกแรงดึงดาบของตัวเองเอาไว้ถึงกับเซถอยหลังไปหลายก้าวทันใด
และทันทีที่ตั้งหลักได้ก็มีเสียงของอี้เทียนหรานดังขึ้นมาว่า“จะทดสอบต่อหรือไม่”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ฉู่หลงที่เพิ่งตั้งหลักได้ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะประสานมือกันไว้ด้านหน้า แล้วพูดออกมาว่า “ข้าแพ้แล้ว”
ก่อนเ้าตัวจะหมุนกายกลับแต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินไปไหน ฉู่หลงก็เหลือบสายตาหันกลับมาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาว่า “ดูเหมือนเ้าจะไม่ใช่คนธรรมดาแต่ก็ไม่ใช่ผู้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด ข้าจะรายงานผู้าุโตามความจริง”ว่าจบเ้าตัวก็สะกิดปลายเท้า แล้วใช้วิชาตัวเบาเหยียบเมฆาก้าวทะยานจากไป
พอเห็นว่าคู่กรณีตรงหน้าจากไปแล้ว อี้เทียนหรานจึงสาวเท้ากลับเข้าไปในเรือนพักแล้วนั่งลงบนตั่งไม้ที่ตั้งอยู่ด้านใน พร้อมกับได้แต่พึมพำออกมาเบาๆอย่างเหนื่อยใจว่า “แม้ข้าจะควบคุมที่สุดแล้ว แต่ก็ยังสะดุดตาอยู่ดีดูเหมือนว่าการเดินทางในสำนักนี้ จะไม่ได้สงบอย่างที่หวัง”
ยามเหมา[3]
รุ่งเช้าของวันใหม่แสงอาทิตย์สาดส่องเหนือสำนักเมฆาเขียวเหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ในละแวกใกล้ต่างพากันส่งเสียงดังระงมไม่ขาดสาย
แต่ภายในห้องโถงด้านในสุดที่อยู่ภายใต้ชายคาของสำนักเมฆาเขียวบรรยากาศกลับเงียบสงบเย็นะเืจนคนที่นั่งอยู่ในนั้นรู้สึกขนลุกชัน
เหล่าผู้าุโสามคนที่อยู่ภายในห้องโถงนั้นกำลังนั่งอยู่บนตั่งเบื้องหน้าของพวกเขามีร่างของฉู่หลงกำลังนั่งคุกเข่าเพียงหนึ่งข้าง
พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“ขอรายงาน หลังจากที่ข้าได้ไปทดสอบฝีมือของอี้เทียนหรานก็เป็ความจริงเฉกเช่นในข่าวลือขอรับ เขาใช้เพียงมือเปล่ายั้งดาบข้าเอาไว้แต่ก็ไม่คิดที่จะลงมือมากกว่านี้ทั้งๆ ที่สามารถทำได้เช่นกัน”
สิ้นเสียงดังกล่าวผู้าุโคนหนึ่งนามว่าหานเทียนอี้ผู้มีระดับวรยุทธอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางถึงกับหรี่ตาลงแล้วกล่าว“ใช้มือเปล่าหยุดดาบอย่างนั้นหรือ”
ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโอีกคนหนึ่งนามว่าหลานอวี้เซียนผู้มีวรยุทธอยู่ในระดับลั่นลมปราณขั้นต้นรีบกล่าวออกมาว่า“เป็ไปไม่ได้ ก็เขาทดสอบต่อหน้าศิลาตรวจวัดิญญาแล้วผลที่ได้ออกมามีเพียงสีขาวขุ่นแถมยังดับไปอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก แล้วเหตุใดเขาจึงใช้เพียงมือเปล่าจับดาบของเ้าเช่นนี้ได้เล่าฉู่หลงเ้าแน่ใจแล้วหรือ”
ก่อนจะมีเสียงของฉู่หลงตอบกลับไปดังให้ได้ยินว่า“ข้าแน่ใจ เพราะข้าััมันด้วยตัวของข้าเอง”
หลังจากที่ฉู่หลงพูดจบประโยคลงภายในห้องโถงก็เงียบสนิทลงทันใด ก่อนจะมีเสียงของผู้าุโซูมู่เหยียนซึ่งเป็ผู้าุโลำดับที่สามในสำนักเมฆาเขียวและเป็คนสั่งให้ฉู่หลงไปทดสอบอี้เทียนหรานก็ดังขึ้นมาว่า “เื่นี้เ้าจงเฝ้าดูต่อไป อย่าเพิ่งเปิดเผยความจริงกับผู้อื่น”
ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็กวาดตามองรอบกายของตัวเองหนึ่งหนแล้วบอกทุกๆ คนที่อยู่ภายในห้องนี้ ว่า “ห้ามทำอะไรเขามากกว่านี้” จากนั้นจึงชักสายตาคืนกลับมาแล้วต่อว่า “เด็กผู้นี้อาจเป็คนสำคัญต่ออนาคตของสำนักเรา”
สิ้นเสียงดังกล่าว ทุกๆ คนที่อยู่ภายในห้องโถงนี้ต่างรับคำเบาๆว่า “ขอรับ” โดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในใจของคนที่อยู่ภายในห้องโถงนี้รู้สึกอย่างไร
และในเวลาเดียวกันนั้นเองอีกด้านหนึ่งของสำนักบริเวณลานฝึก อี้เทียนหรานกำลังกวาดใบไม้เฉกเช่นทุกที
แม้จะมีเสียงซุบซิบนินทาลับหลัง เกี่ยวกับเื่ของเขาให้ได้ยินบ้างประปรายแต่เื่เ่าั้ก็ไม่ใช่เื่ที่อี้เทียนหรานต้องนำเก็บมาใส่ใจเขายังคงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของศิษย์รับใช้เพียงลำพัง
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงของหลินเยว่ซินดังขึ้นจากทางด้านหลังว่า “เื่เมื่อคืนข้าเห็นทั้งหมด เ้าไม่ใช่ขยะอย่างที่ทุกคนพูดมาเ้าซ่อนอะไรไว้กันแน่เสี่ยวอี้”
ส่งผลให้อี้เทียนหรานชะงักการกระทำของตัวเองลงทันใดก่อนเ้าตัวจะเหลียวหน้าหันไป แล้วพูดออกมาว่า “บางสิ่ง....ก็ไม่ใช่เื่ที่เ้าควรรับรู้”
ส่งผลได้คนยินเช่นนั้นอย่างหลินเยว่ซินถึงกับเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่นก่อนจะพูดออกไปว่า “แม้เ้าจะไม่บอก แต่ข้ารู้แน่ๆ ว่าเ้าไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น” ว่าเพียงแค่นั้นนางก็จ้องมองใบหน้าอี้เทียนหรานด้วยแววตาจริงจังอยากไม่ปิดบังพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ไม่ว่าเ้าจะมีความลับอะไรข้าก็จะอยู่ข้างเ้า”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ชะงักลงเล็กน้อยแต่กลับไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เขาเพียงแค่หมุนกายแล้วสาวเท้าไปกวาดลานฝึกอย่างช้าๆ
พอได้เห็นเช่นนั้นหลินเยว่ซินก็ได้แต่กำหมัดแน่นในแววตาบ่งบอกความแน่วแน่อยู่ภายใน ก่อนจะพึมพำอยู่ในใจ ‘ไม่ว่าเ้าจะพยายามหลบเลี่ยงข้าอย่างไรข้าก็จะไม่ถอยหนีจะติดตามเ้าไปทุกที่ให้ได้เลยคอยดู’
สองชั่วยามผ่านไป...
ภายในลานฝึกของสำนักหลิวซานและพรรคพวกก็แอบมารวมตัวกันอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงของชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่เคียงกันกับหลิวซานดังขึ้นมาว่า“ข้าไปสืบมาแล้ว เมื่อคืนนี้ศิษย์ระดับสูงถูกส่งตัวไปทดสอบไอ้เด็กรับใช้ไร้ค่านั้นจริงแต่เหล่าผู้าุโปิดเื่เอาไว้ โชคดีที่ข้ามีเส้นสายอยู่บ้างจึงได้รู้มา”
ได้ยินดังนั้นหลิวซานก็กำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “แบบนี้ไม่เท่ากับว่า ผู้าุโเ่าั้เริ่มสนใจในตัวของมันแล้วไม่ใช่หรือไง”
ก่อนจะมีเสียงของชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆดังขึ้นมาว่า “ถ้าเป็จริงขึ้นมาไม่เท่ากับว่า อีกไม่นานมันก็จะขึ้นมาเป็ศิษย์ที่ฐานะสูงกว่าเราน่ะสิ”
ได้ยินดังนั้นหลิวซานจึงเหลือบสายตาไปจ้องมองแผ่นหลังของอี้เทียนหรานที่กำลังยกถังน้ำขึ้นไปบนลานฝึกอย่างช้าๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “คิดจะมาเป็ศิษย์ฐานะเหนือกว่าข้าอย่างนั้นหรือ”ว่าได้เพียงแค่นั้นหลิวซานก็ขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจ “ไม่ข้าไม่ยอมข้าไม่ยอมให้สวะไร้ค่าอย่างมันก้าวขึ้นสูงเหนือข้า”
แล้วจับจ้องมองแผ่นหลังอี้เทียนหรานอยู่ไกลๆด้วยสายตาอาฆาตพยาบาท พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “คิดจะอยู่เหนือกว่าข้าคอยดูเถอะคราวนี้ ข้าจะทำให้มันไม่มีวันลืมเลือน”
หลังจากวันนั้นสองวันผ่านไปไวยิ่งกว่าโกหกสำนักเมฆาเขียวที่ดูเหมือนจะสงบ แต่ในความเงียบงันนั้นกำลังมีคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
ในขณะที่อี้เทียนหรานกำลังทำงานในฐานะศิษย์รับใช้เฉกเช่นทุกทีก็มีเสียงะโดังมาจากทางด้านหลังว่า “เสี่ยวอี้”
ส่งผลให้อี้เทียนหรานเหลียวหน้าหันไปมองทันใดก็เห็นว่าคนที่เอ่ยเรียกไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากศิษย์ระดับตั้นที่ชอบเดินตามกับพวกหลิวซานคนนั้นกำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางที่ร้อนรนอย่างไม่ปิดบัง
พอมาถึงเขาก็ยืนหายใจหอบหนักๆ อยู่นานจนต้องเอามือทั้งสองข้างเท้าลงไปบนหัวเข่าราวกับกำลังหมดกำลัง
ก่อนจะพยายามพูดละล่ำละลักออกมาว่า “ศิษย์พี่หลินนางนาง กำลังถูกพวกศิษย์ระดับสูงกลั่นแกล้งอยู่ที่หุบเขาตะวันตกเ้าไม่คิดจะช่วยเลยหรือ”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงจ้องมองชายตรงหน้าอยู่วูบใหญ่ก่อนจะวางไม้กวาดพิงกับต้นไม้เอาไว้ แล้วสาวเท้าเดินไปทันที
พอเห็นว่าอี้เทียนหรานเดินออกไปตามคำพูดของตนชายหนุ่มที่มาแจ้งข่าวก็จ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนจะเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาพร้อมกับพึมพำเบาๆ ว่า “เ้าตายแน่เ้าขยะไร้ค่า”
ส่วนทางด้านอี้เทียนหรานเขาใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงหุบเขาตะวันตกตามที่อีกฝ่ายบอกเอาไว้พอมาถึงก็พบว่าบรรยากาศค่อนข้างเงียบงัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างศิษย์ระดับสูงกับหลินเยว่ซินอย่างที่คนคนนั้นบอกมา
ส่งผลให้อี้เทียนหรานอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างเหนื่อยล้า แล้วพูดออกมาว่า “พวกมนุษย์นี่ แม้แต่เื่กลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆเช่นนี้ก็ยอมทำ” ก่อนจะหมุนกายเตรียมจะสาวเท้าเดินกลับไปยังสำนัก
ทว่าพอหมุนกายกลับก็เห็นหลิวซานและผู้ติดตามยืนอยู่ทางด้านหลังขวางทางเขาเอาไว้
ก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มหยัน“เ้ามาจริงๆ ด้วยเ้าขยะไร้ค่า” ว่าเพียงแค่นั้นคนพูดก็หัวเราะออกมาแล้วได้แต่จ้องมองใบหน้าของอี้เทียนหรานด้วยความท้าทาย
พร้อมกับพูดออกมาว่า “ไม่ว่าเ้าจะปกปิดอะไรไว้วันนี้ข้าจะให้เ้าคายมันออกมาข้าจะทำให้สำนักเห็นว่าเ้าเป็ผู้ฝึกวิถีปีศาจเพื่อเลื่อนระดับให้ตัวเองจริงๆ”จบคำหลิวซานก็พยักพเยิดใบหน้าของตัวเองไปทางคนรอบข้าง
ส่งผลให้คนที่อยู่ทางด้านหลังซึ่งเป็ผู้ติดตามสาวเท้าเดินออกมาล้อมอี้เทียนหรานทั้งสี่ด้าน โดยที่แต่ละคนก็ล้วนถืออาวุธคู่กายของตัวเองเอาไว้ลมปราณหลายสายแผ่พุ่งออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
อี้เทียนหรานที่เห็นเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายหนึ่งคราแล้วพึมพำเบาๆ ว่า “รนหาที่ตาย”
ก่อนจะมีเสียงของหลิวซานดังขึ้นมาให้ได้ยิน“ครั้งก่อน เ้าทำให้ข้าอับอายวันนี้ไม่ว่ายังไงข้าก็จะทำให้เ้าจำไปจนตายเลยคอยดู”
หลังจากที่หลิวซานพูดจบประโยคลงทุกๆ คนที่ล้อมรอบอี้เทียนหรานเอาไว้ก็พุ่งจู่โจมเข้ามาอย่างพร้อมเพียงกัน จึงทำให้โดยรอบมีกระแสปราณหลายสายมากมายท่วมท้นอัดแน่นเสียจนแผ่นหินใต้เท้าแตกร้าวทันใด
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานได้แต่ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วยกฝ่ามือตบลงไปบนใบหน้าชายหนุ่มคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาไกล ส่งผลให้ชายผู้นี้ปลิวกระเด็นไปตามแรงตบทันใด
จากนั้นอี้เทียนหรานก็หมุนกายหันหลังแล้วยื่นมือไปจับใบกระบี่ของอีกคนที่พุ่งเข้ามาอีกทั้งยกเท้าถีบชายหนุ่มที่จู่โจมทางด้านขวา พร้อมๆกับกระชากใบกระบี่ของคนตรงหน้าเข้ามาหาตัว ก่อนจะสวนหมัดลงไปยังลำตัวของคนคนนี้อีกที
จึงทำให้คนทั้งสองที่โดนอี้เทียนหรานตอบโต้กลับไปถึงกับปลิวกระเด็นไปไกลกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ แล้วหมดสติอยู่ตรงนั้นทันที
คงเหลือไว้เพียงหลิวซานกับพรรคพวกอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่เคียงกันกำลังยืนตัวสั่นระริกด้วยใบหน้าที่หวาดผวา
ก่อนจะมีเสียงของคนที่อยู่ทางด้านหลังของหลิวซานดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “มัน...มัน...นี่มันไม่ใช่การกระทำของมนุษย์แล้ว” ว่าเพียงแค่นั้นก็ร่นถอยหลังด้วยอาการตื่นกลัว
ส่งผลให้หลิวซานที่อยู่ในอาการหวาดผวารีบเงยหน้าขึ้นแล้วยกนิ้วชี้ ชี้ไปที่อี้เทียนหรานเอาไว้ แล้วพูดออกไปว่า “เ้าฝึกวิชาปีศาจอะไรกันทำไมถึงมีพละกำลังขนาดนี้”
หลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบประโยคลง อี้เทียนหรานก็ได้แต่จ้องมองคนทั้งสองด้วยแววตานิ่ง
ภายในใจพึมพำออกมาเบาๆ ว่า ‘ข้าอุตส่าห์จะอยู่เงียบๆ หาทางออกจากที่นี่ให้ได้ทำไมพวกเ้าต้องบังคับให้ข้าลงมือ’ แล้วได้แต่กำหมัดเตรียมจะจัดการกับอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป
ทว่ายังทันที่จะได้ทำอะไรต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“หยุดมือ”
ส่งผลให้อี้เทียนหรานชะงักการกระทำของตัวเองลงทันใดแล้วหันไปตามเสียงดังกล่าวทันที
พอหันไปก็เห็นว่าคนที่ะโออกมาเมื่อครู่นี้คือหลินเยว่ซินที่กำลังวิ่งเข้ามา พอมาถึงนางก็ละล่ำละลักออกมาว่า “เสี่ยวอี้ อย่าหากเ้าทำร้ายพวกเขามากกว่านี้ สำนักจะไม่ปล่อยเ้าแน่”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็เหลียวหน้าหันไปมองหน้าของอีกฝ่ายเพียงเดี๋ยวเดียวเขาก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วคลายฝ่ามือลงอย่างช้าๆ
ส่งผลให้หลิวซานที่กำลังยืนตัวสั่นถึงกับทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเบื้องล่างอย่างหมดกำลัง
พอได้เห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงหมุนกายกลับก่อนจะเหลือบสายตาไปทางด้านหลัง พร้อมกับพูดออกมาว่า “อย่ามาทำให้ข้าต้องลงมือ”แล้วสาวเท้าเดินจากไป
เหลือไว้เพียงคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังที่ได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายก่อนหลินเยว่จะเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างพอใจ แล้วสาวเท้าตามอี้เทียนหรานไปในทันที
ยามเหมา
ยามเช้าของวันใหม่ภายในสำนักเมฆาเขียว มีข่าวลือเกี่ยวกับเื่เมื่อวานที่อี้เทียนหรานปะทะกับคนของหลิวซานแพร่กระจายราวกับไฟลามทุ่ง
จึงทำให้สายตาผู้คนที่มองอี้เทียนหรานที่อยู่ในชุดเก่าของศิษย์รับใช้ซึ่งตอนนี้กำลังยืนกวาดลานเฉกเช่นที่ผ่านมามีแววตาที่เปลี่ยนไป
จากดูแคลน กลายเป็สงสัย และถึงขั้นอิจฉาริษยามีแม้กระทั่งแววตาของความหวาดกลัวที่จ้องมองอี้เทียนหรานอยู่อย่างนั้น
แต่นั่นก็ไม่ใช่เื่ที่อี้เทียนหรานจะใส่ใจเขายังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง
และในเวลาเดียวกันนั้นเองภายในหอผู้าุโก็มีผู้าุโสามคนกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด
โดยที่หนึ่งในผู้าุโทั้งสามอย่างหลานอวี้เซียนก็เป็คนพูดออกมาว่า“เื่ที่หุบเขา แม้คนในเหตุการณ์จะปิดปาก แต่สายตาในสำนักมีมากกว่าเกินจะปิดได้”
ก่อนจะมีเสียงของหานเทียนอี๋ผู้าุโอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นตามมาติดๆ“ถูกแล้ว เื่นี้หากปล่อยไว้ เกรงว่าเ้าเด็กคนนี้จะกลายเป็ดาบสองคม”
ได้ยินเช่นนั้นซูมู่เหยียนที่นั่งนิ่งมาตลอดก็เอ่ยออกมาว่า“ทางเดียวที่จะรู้ความจริง ว่าจะเด็กน้อยผู้นี้ได้ใช้วิชาปีศาจหรือไม่คงมีแต่การทดสอบขั้นสูงเท่านั้น”
สิ้นเสียงดังกล่าวผู้าุโอีกสองคนก็เหลียวหน้าหันไปมองซูมู่เหยียนอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วพูดออกมาว่า “ท่านหมายถึงจะให้เ้าเด็กนั่นเข้าไปในหอส่องิญญาอย่างนั้นหรือ”
ซูมู่เหยียนจึงพยักหน้าลงเป็คำตอบกลับไป“หากเด็กผู้นี้ฝึกฝนวิถีปีศาจจริง อย่างที่ถูกกล่าวหาผลการทดสอบจากหอส่องิญญาก็จะเปิดโปงทุกอย่างเอง”
หลังจากที่พูดคุยกันแล้วเสร็จซูมู่เหยียนก็สั่งการลงไปแบบทันทีทันใด
ในเย็นวันนั้นอี้เทียนหรานที่กำลังยกถังน้ำก็ถูกผู้ดูแลศิษย์รับใช้มาแจ้งข่าวด้วยเสียงดังลั่น
“เสี่ยวอี้ผู้าุโมีคำสั่งว่าพรุ่งนี้ให้เ้าเข้าร่วมทดสอบที่หอส่องิญญา”
และด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังนี้ จึงทำให้ศิษย์มากมายที่ฝึกฝนอยู่ในละแวกใกล้หันมามองอย่างพร้อมเพรียงกัน
เพียงเดี๋ยวเดียวก็มีเสียงพูดคุยของผู้คนที่อยู่ใกล้ๆดังขึ้นมาให้ได้ยินว่า “หอส่องิญญาอย่างนั้นหรือ ที่นั่นไม่ใช่ที่สำหรับทดสอบศิษย์ที่มีพร์สูงสุดของสำนักไม่ใช่หรือ”
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของใครบางคนดังขึ้นมาว่า“ก็ใช่น่ะสิ ไม่น่าเชื่อเด็กรับใช้ผู้นั้นจะได้สิทธิ์เข้าทดสอบในหอส่องิญญา”
ส่วนทางด้านอี้เทียนหรานหลังจากที่ได้รับข่าวจากผู้ดูแลศิษย์รับใช้เขาก็ทำเพียงแค่ประสานมือกันไว้ด้านหน้า แล้วโค้งกายเล็กน้อยพอเป็พิธีพร้อมกับพูดออกไปว่า “ขอบคุณศิษย์พี่หลิงที่มาแจ้งข่าว”
ส่งผลให้ผู้ดูแลศิษย์รับใช้พยักหน้าลงก่อนจะพูดออกไปว่า “ไม่ต้องขอบคุณหรอก ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นเ้าทำงานต่อเถอะ”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงหมุนกายแล้วยกน้ำต่อทันใดราวกับว่าสิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน
ทว่าเขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็มีเสียงของหลินเยว่ซินที่เพิ่งวิ่งเข้ามาดังให้ได้ยินว่า“เสี่ยวอี้เ้าได้ข่าวมาหรือยัง ว่าพรุ่งนี้ผู้าุโจะให้เ้าเข้าไปในหอคอยส่องิญญา”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็พยักหน้าลงเล็กน้อยแล้วพูดออกไปว่า “ข้าได้ยินมาแล้ว ศิษย์พี่ผู้ดูแลเป็คนมาแจ้งข่าว”ก่อนเ้าตัวจะก้าวเท้าต่อเสียอย่างนั้น
จึงทำให้หลินเยว่ซินร้องะโเสียงดังออกมาว่า“เ้าต้องระวังตัวนะ เสี่ยวอี้ การทดสอบในหอส่องิญญาไม่ใช่เื่ล้อเล่น คนที่ถูกจับได้ว่านอกรีตจะถูกทำร้ายจนถึงขั้นพิการก็มี”
แต่ดูเหมือนคำคำนี้จะไม่ทำให้อี้เทียนหรานรู้สึกสะดุ้งะเืซักเท่าไรเด็กหนุ่มวัยสิบหกยังคงสาวเท้าเดินต่อไป ก่อนจะมีเสียงของอีกฝ่ายดังให้ได้ยินว่า “ขอบคุณ”
สิ้นเสียงดังกล่าวหลินเยว่ซินก็ได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของอี้เทียนหรานอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมา
นางได้แต่มองแผ่นหลังนั้นหายลับไปจนสุดสายตาก่อนจะหมุนกายแล้วสาวเท้าเดินกลับไปยังที่พักของตน
[1] “ยามเว่ย” (未时) คือบ่ายโมงถึงบ่าย 3 กล่าวกันว่าเป็่เวลาที่แพะกำลังออกกินหญ้าแล้วต้นหญ้าจะงอกใหม่ได้
[2] “ยามไฮ่” (亥时) คือเวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม เป็่เวลาที่ฟ้าดินอลหม่านที่สุด แต่หมูกลับชอบนอนที่สุด
[3] “ยามเหมา” (卯时) คือตี 5 ถึง 7 โมงเช้า เป็่เวลาที่พระจันทร์ยังคงลอยอยู่บนท้องฟ้าตำนานกล่าวไว้ว่ามีกระต่ายบนดวงจันทร์ ฉะนั้นเวลานี้จึงแทนด้วยกระต่าย