“ผัวขา แรงอีกอ่า เมียชอบ”
จารวีหรือจ๊ะจ๋า พลิกตัวเอาหมอนปิดหู เอาอีกแล้วเสียงสยองหลังเที่ยงคืนจากห้องข้างๆ ให้ตายเถอะ!เธอก็เข้าใจนะว่ากิจกรรมแบบนี้มันต้องมีเสียงดังกันบ้าง แต่นี่มันดังทะลุผนังห้องแล้วเธอก็นอนไม่หลับด้วยนะซิ! อพาร์ทเม้นก็ห้องไม่ได้ใหญ่โต จะย้ายเตียงไปอีกฝั่งก็ติดตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ของเธอเอง หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลาแล้วต้องสบถด่าในใจ นี่มันตีสองเข้าไปแล้ว ห้องข้างๆ กินอะไรเข้าไป จะไม่หลับไม่นอนบ้างหรือไงนะแต่เธอ้าพักผ่อนนะ! ตอนเช้าต้องเข้าไปช่วยงานในร้านซักอบรีดอีกตอนบ่ายต้องเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานอีก เลิกส่งเสียงกินซี๊ดซ๊าดเสียทีเถอะ จะบ้าตายอยู่แล้ว!
เกือบครึ่งเดือนแล้วที่จารวีย้ายมาพักในอพาร์ทเม้นแห่งนี้ นอกจากได้ห้องพักฟรีจากพี่สุมาลี พี่สาวบ้านใกล้ที่เป็คนดูแลอพาร์พาเม้นต์แห่งนี้และยังเป็เ้าของร้านซักอบรีดด้วย ในร้านมีลูกจ้าง2คน แต่พี่สุมาลีเพิ่งคลอดลูกฝาแฝดซึ่งคาดว่าชีวิตจะยุ่งเหยิงไปพักใหญ่ๆ และเธอตกงานหมาดๆเพราะหัวหน้างี่เง่าที่พยายามจะเซ็กส์กับเธอให้ได้ พอเธอไม่เล่นด้วยก็หาวิธีแกล้งเธอสารพัด เอกสารที่ผิดพลาดในครั้งนั้นก็กลายเป็ข้ออ้าง
“ก็ไม่ยากนิแค่คุณนอนกับผมผมก็จัดการเื่เอกสารนั้นให้ก็ได้”
“ถ้าดิฉันปฏิเสธละคะ”
“คุณน่าจะรู้ผลอยู่แล้วนะ”
จารวีถอนหายใจหนักๆ ถ้าเธอไม่ยอมก็ถูกฝ่ายบุคคลเรียกไปตรวจสอบและอาจทำให้เสียประวัติ แต่ถ้าเธอยอมเขาซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าหากมีอะไรกันครั้งหนึ่งแล้วก็คงมีครั้งที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ เผื่อไม่ให้ตัวเองเสียประวัติเพราะตัวเธอก็เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆทำงานได้แค่เจ็ด-แปดเดือน ยังมีโอกาสหางานดีกว่านี้ได้แน่นอน
เธอจึงตัดสินใจชิงยื่นใบลาออกเสียก่อน และไม่ได้รับอะไรสักอย่างเป็การตอบแทน
หญิงสาวกลับมาอยู่บ้านทนฟังคนที่บ้านพร่ำบ่น เธอไม่เคยบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงลาออก หลายคนมองว่าเธอเป็พวกเด็กจบใหม่ไม่อดทน ไม่เอางานเอาการ ทนฟังตำหนิไม่ได้ เธอเก็บความไม่สบายใจนานนับเดือนจนต้องอดไม่ไหวปรึกษากับพี่สาวข้างบ้าน
“ทำไมจ๊ะจ๋าไม่บอกพ่อกับแม่ไปล่ะ” สุมาลีหัวเสียที่ได้ยินจารวีเล่าให้ฟัง เธอรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่มีทางจะทิ้งงานเพราะแค่โดนด่าไม่กี่คำหรอกมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น และก็เป็อย่างนั้นจริงๆ
“จ๋าไม่กล้าบอกหรอกค่ะ ไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็กังวลนี่คะ”
“ก็เลยยอมทนด่าอยู่คนเดียว”
“มันก็ดีกว่าไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านนี่คะ”
“ถ้าจ๊ะจ๋าไม่เลือกงานก็เอาอย่างนี้ไหมมาช่วยงานพี่ที่ร้านซักรีดไปพลางๆก่อน อีกไม่กี่สัปดาห์พี่ก็จะคลอดแล้วได้ลูกแฝดคงดูแลอะไรๆลำบากหน่อย”
“ดีเลยค่ะดีกว่าอยู่เฉยๆ ตอนนี้จ๋าเองก็ยื่นใบสมัครไว้หลายที รอเรียกไปสัมภาษณ์อยู่ค่ะ”
“จริงนะพี่จะได้ไม่ต้องหาคนอื่น ไม่ค่อยไว้ใจใครด้วยถ้าได้งานดีๆเมื่อไหร่ก็บอกพี่แล้วกัน”
“กว่าจะได้งานดีๆคงเดือนหรือสองเดือนเลยละคะ”
“อ้อ! พี่คลอดแล้วจะกลับมาอยู่บ้านสักพักห้องพี่ที่อพาร์เม้นต์ก็ว่างอยู่นะ จะไปพักที่นั้นก็ได้ ทำงานใต้ตึกอพาร์ทเม้นต์”
“จริงหรือคะพี่สุ จ๋าไม่อยากอยู่บ้านฟังพ่อกับแม่บ่นอยู่ด้วย”
“จริงจ๊ะยังไงถือว่าช่วยพี่ก็แล้วกัน พี่จะช่วยพูดกับพ่อแม่ให้ เดี๋ยวจะคิดว่าเรียนจบมหา’ลัยมาได้ทำงานแค่พนักงานในร้านซักผ้า”
“งานสุจริตจะไปคิดแบบนั้นได้ไงคะ”
สุมาลีช่วยพูดกับพ่อแม่ให้จารวีจริงๆ ก็จริงอย่างที่สุมาลีบอกผู้ใหญ่ก็อยากเห็นลูกหลานได้ทำงานดีๆ พอบอกว่าไปทำงานในร้านซักรีดก็ทำหน้าตึง แต่เพราะสุมาลีหว่านล้อมต่างๆนานาทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองยอมให้จารวีไปทำงานที่ร้านของหล่อน หญิงสาวดีใจที่นอกจากจะได้ทำงานยังได้ไปอยู่นอกบ้าน เธอมีเป็ลูกคนกลางมีพี่ชายกับพี่สาวสองคนและน้องชายคนเล็กที่อายุห่างจากเธอแค่3ปี แต่ดูเหมือนเธอเป็คนเดียวที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักอย่าง เรียนคณะบริหารธุรกิจในขณะที่พี่ชายกับพี่สาวทั้งสองรับราชการ เป็หน้าเป็ตาของครอบครัว แถมเ้าน้องชายจอมแสบก็เรียนเก่งได้ทุนเรียนดีด้านดนตรีอีกด้วย ก็จะมีแต่เธอนี่แหละที่เหมือนชีวิตไร้ตัวตนในบ้านที่สุด
ห้องพักของสุมาลีอยู่เป็ห้องด้านในสุดเรียกว่าห้องสุดท้ายของชั้นสามนั้นแหละ เหมือนจะไม่มีอะไรนั้นแหละ เธอเองได้ห้องพักฟรี ทำงานในร้านซักอบรีดก็มีหน้าที่ดูแลเื่รับเงินลูกค้า จัดคิดส่งเสื้อผ้า ซื้อของเข้าร้าน แต่เื่ซักรีดนี่เป็หน้าที่ของของป้าอมรกับหลานสาวชื่ออรอุมาซึ่งอายุพอๆกับน้องชายคนเล็กของเธอนั้นแหละ
“งานพวกนี้มันไม่ยุ่งเท่าไหร่หรอกค่ะร้านของคุณสุเปิดเป็ร้านแรกๆ ในละแวกนี้ ลูกค้าที่มีก็ลูกค้าประจำดั่งเดิมบางคนย้ายออกไปแล้วผ่านมาแถวนี้ก็ทักทายกัน” ป้าอมรบอกขณะสอนงานจารวี
“แต่สำคัญที่เราต้องดูแลลูกค้าอย่างดี บริการดี ลูกค้าถึงจะยังใช้บริการของเราค่ะ”
“ป้านี่พูดเหมือนจบการโรงแรมมาเลยค่ะ” จารวีชื่นชมจากใจจริง
“ของแบบนี้ทำไปเรียนรู้กันไปค่ะ คุณจ๊ะจ๋าก็อย่าคิดมากนะคะ เดี๋ยวคนจบใหม่ๆเยอะ หางานยากเสียหน่อยแต่ก็อย่าเพิ่งท้อ”
“ขอบคุณค่ะป้า”
การเริ่มต้นใหม่ของเธอดูทุกอย่างสดใส เธอทำงานแทนพี่สุมาลีพอพี่สุมาลีคลอดเธอก็แวะไปเยี่ยมบ้าง พี่สุมาลีเองก็เป็ห่วงกลัวว่าเธอจะทำงานไม่ไหว กลัวจะเครียดเื่ที่ตกงานมาทำงานร้านซักรีด หญิงสาวหัวเราะเสียงใส
“เื่แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะพี่สุ”
“ถ้าไม่ยุ่งเกินไปพี่ฝากดูแลอพาร์เม้นต์ด้วยนะ”
“อะ...อะไรนะคะ” เธอทำหน้างง
“จ๊ะจ๋าก็รู้ว่าพี่ดูแลอพาร์เม้นต์ด้วยใช่ไหม คือไอ้ห้องที่พี่ได้ฟรีแถมได้ที่มาทำร้านมันเป็ข้อตกลงกับเ้าของอพาร์เม้นต์ ถ้าพี่ไม่อยู่เขาก็จะให้คนอื่นมาทำแทน”
“หมายถึงต้องคืนที่คืนห้องใช่ไหมค่ะ”
“ใช่จ๊ะหรือถ้าพี่จะทำร้านซักรีดต่อ ก็ต้องจ่ายค่าที่แพงมาก พี่เองก็ไม่มีอะไรหรอกแฟนพี่เค้าดูแลพี่ได้ แต่พี่เป็ห่วงป้าอมรกับหลาน อยู่กันมาเป็สิบปีจะตกงานตอนนี้มันลำบากนะ”
จารวีเข้าใจความรู้สึกของคนตกงานเป็อย่างดี เธอจึงรับหน้าที่ดูแลอพาร์เม้นต์ควบไปอีกตำแหน่ง เอาเข้าจริงๆ เธอก็คิดอยู่เหมือนกันถ้ารับงานเป็เื่เป็ราวมีเงินเดือนงานที่ทำอยู่ก็นับว่ารายได้เท่ากับเงินเดือนเด็กจบใหม่นั้นแหละ เพียงแค่พ่อแม่ไม่ปลื้มก็เท่านั้น
แต่ปัญหาของเธอตอนนี้ที่เป็ปัญหาใหญ่กว่าเื่ใดทั้งหมดคือเธอกำลังจะะเิ ตูม!เธอนอนไม่พอแล้วหงุดหงิด สมองไม่แล่น ทำอะไรก็ติดๆขัดๆไปเสียหมดมันเป็อย่างนี้มาสี่หรือห้าวันแล้ว
ผู้เช่าห้องข้างๆ เธอไม่รู้ว่าเขาเป็ใครไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาจ่ายค่าเช่าตรงเวลาเป็อันว่าจบหมดหน้าที่ของเธอแต่สี่ห้าวันที่ผ่านมา เสียงซี๊ดซ๊าดหลังเที่ยงคืนนี่ทำให้เธอหงุดหงิด ได้ยินครั้งแรกเธอก็แอบหัวเราะ นึกขำๆไม่นึกว่าตัวเองจะได้เจอเื่พวกนี้ แต่พอคืนแรกผ่านไป คืนที่สองก็ตามมา คืนที่สามก็เหมือนเดิม คืนที่สี่ไม่ต้องพูดถึงและมาถึงคืนนี้คืนที่ห้าที่เธออยากเอาปะทัดไปขว้างใส่ห้องข้างๆให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
เธอเป็คนดูแลห้องพัก เธอจะไปทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ ผู้เช่าคนคนอื่นก็ไม่ได้ร้องเรียน ก็แน่ละใครจะร้องเรียน ก็เพราะอีกห้องมันว่าง ห้องเธอมันห้องสุดท้ายที่เ้าของอพาร์เม้นต์ให้ผู้ดูแลพัก
กึกๆ
จารวีได้ยินเสียงอะไรสักอย่างกระแทกใส่ผนังห้อง เธอเอาหมอนออกจากหัวแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยความสงสัยจึงแนบหูกับผนัง แล้วเธอต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกึกๆถี่ๆหลายๆครั้ง เสียงเหมือนเก้าอี้กระแทกใส่ผนังห้อง
นี่! บนเตียงไม่พอ ยังมาเอาบนเก้าอี้เรอะ! มันจะเยอะไปไหมเนี้ย
จารวีอยากหวีดร้องแข่งกับห้องข้างๆ แต่กลับกลายเป็ว่าได้ยินเสียงข้างห้องร้องครวญครางหนักกว่าเดิม
“โอ้วลึกจังผัวขา เมียเสียว เมียจะเสร็จแล้ว”
เออ! เสร็จๆกันเสียที ฉันจะได้นอน!
จารวีได้ยินข้างห้องแล้วก็เตรียมตัวนอนเสียงกระแทกกระทั้นทะลุผนังห้องดังพร้อมเสียงหวีดร้องอย่างกับคนถูกเฉือนโหยหวนจนหญิงสาวนึกถึงหนังสยองขวัญที่น้องชายชอบดูนักหนา เสียงเงียบลงไปแล้ว หญิงสาวถึงได้ถอนหายใจตบหมอนแล้วทั้งตัวลงนอน ดึงผ้าห่มสีฟ้าลายดอกไม้ขึ้นคลุมคราวนี้เธอจะได้หลับเต็มตาเสียที
กึกๆ
เฮ้ย! จารวีเปิดเปลือกตาแล้วร่างเพรียวก็ทะลึ่งลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง
“โอ้ววซี๊ดดดดดดด”
ไม่นะ! ไม่ใช่! ไม่จริง! อีตาบ้า ไอ้พวกตัณหากลับ ไอ้...ไอ้... แก! พวกแกทำให้ฉันไม่ได้หลับไม่ได้นอน ฉันจะแช่งพวกแก!
จารวีได้แต่เดือดดาลทำอะไรไม่ได้ ทิ้งร่างลงนอนอีกครั้งพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงศีรษะ ไม่ซิ! จารวี! ลองคิดดีๆก่อนนะ เธอเป็ผู้ดูแลห้องเช่านี่ เพราะฉะนั้นมันต้องมีอะไรที่ทำได้มากกว่ามานอนด่าสาปแช่งให้เป็เวรกรรมติดตัวเองไปเปล่าๆ อย่างน้อยเธอต้องทำจดหมายแจ้งเตือน พวกเขาจะได้อับอายที่ส่งเสียง “อย่างว่า”มารบกวนคนอื่นแบบนี้
แล้วจะทำยังไงไม่ให้เขารู้ว่าเธอเป็คนเดือดร้อนล่ะ จารวีครุ่นคิดฟังเสียงข้างห้องจนผล็อยหลับไปในที่สุด แต่เธอรู้ว่าของแบบนี้มันต้องตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นจารวีมั่นใจว่าตัวเองตื่นเช้ากว่าห้องข้างๆ แน่ๆ เธอเอากระดาษที่เขียนด้วยปากกาเมจิกสีแดงไปแล้วเอากระดาษไปติดที่ประตูห้องก่อนที่ตัวเองจะรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
กัมปนาท สถาปนิกชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดตื่นมาพร้อมกับสดชื่น เขาเพิ่งกลับจากไปคุมงานที่ต่างจังหวัดเมื่อหลายวันก่อน กลับมาก็เจอเลขาฯหน้าห้องของหัวหน้าที่เคยเป็กิ๊กเก่ามาชวนเล่นเสียวแก้เหงาตามประสา‘ผัวเผลอแล้วเจอกัน’
“วันนี้เข้าออฟฟิศหรือเปล่า” เลขาฯสาวหุ่นเร้าใจเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูของเขาแล้วหยิบเสื้อผ้าสวมเหมือนกับอยู่ห้องตัวเอง
“ไม่ล่ะ ได้พัก”
“เหนื่อยขนาดต้องพักเลยหรือคะ”
“ไม่ใช่เื่นั้นแน่ๆ” เขาหัวเราะ “ให้ผมไปส่งไหม?”
“อย่าเลยไม่อยากถูกจับผิด” เลขาฯคนสวยโน้มหน้าลงจูบแก้มเขาเบาๆ แล้วส่งยิ้มหวาน“เื่วันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
“เื่อะไรเหรอผมไม่เห็นรู้เื่”
เขายิ้มรับมุขของอีกฝ่าย หญิงสาวหัวเราะเดินไปสวมรองเท้าแล้วเปิดประตูห้องแต่สายตาของเธอมองเห็นแผ่นกระดาษที่ติดหน้าห้องแล้วก็หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเธอเรียกชายหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นมอง นิ้วเรียวชี้ที่ประตูแล้วเดินจากไป
กัมปนาทหรือเคน ลุกขึ้นมาที่ประตู เขาจ้องมองมันงุนงงแล้วดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาอ่าน ลายมือเหมือนเด็กมัธยมแถมยังมีลายเส้นวาดเป็รูปหมูพ่นไฟได้
“เรียนท่านเ้าของห้องโปรดอย่าส่งเสียงดังเวลากินส้มตำหลังเที่ยงคืนเกรงใจผู้เช่าห้องชั้นเดียวกันด้วยค่ะ”
คราวนี้เขาถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะจนตัวงอ ใครหนอแปะไว้หน้าห้องแบบนี้ ก็เข้าใจได้นะเพราะว่าเสียงเลขาฯสาวไม่ได้เบาเลยสักนิด ยิ่งดุเด็ดเผ็ดมันก็ยิ่งเสียงดังไปใหญ่ แต่ไม่คิดว่าจะดังรบกวนห้องอื่น เอ...เท่าที่นึกออกห้องข้างๆไม่มีคนอยู่นี่นะ แล้วห้องอีกข้างก็เป็ห้องผู้ดูแลอพาร์เม้นต์ แต่...ลายมือแบบเด็กๆ อย่างนี้ไม่น่าจะใช่นี่นะ แล้วใครล่ะ
เขาเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษแผ่นนั้น จัดการอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปข้างนอก วันนี้ได้หยุดงานแต่ไม่ได้หมายความว่าคนอย่างกัมปนาทจะเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องหรอกนะ ชายหนุ่มหยิบเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว ชุดทำงานใส่ตะกร้าเตรียมหิ้วลงไปร้านซักรีดที่ด้านล่างของตึก แต่ก่อนไปเขาหยิบปากกาเมจิกสีน้ำเงินมาเขียนต่อในกระดาษแผ่นนั้น แล้วเอาไปติดที่หน้าประตูห้องตัวเองตามเดิม
กัมปนาทย้ายมาที่อพาร์เม้นต์นี่ได้ปีเศษๆ เพราะใกล้ที่ทำงาน บ้านของเขาอยู่ชานเมือง ขับรถไปกลับใช้เวลาหลายชั่วโมง ต้องตื่นั้แ่ตีสี่ครึ่ง ออกจากบ้านตีห้า มาถึงที่ทำงานโมงครึ่งบางวันก็เกือบเก้าโมงพอดี จึงตัดสินใจหาที่พักใกล้ๆที่ทำงาน ทำให้เขาได้เวลาพักผ่อนมากขึ้น คราแรกดูห้องพักในคอนโดแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเช่าอยู่หรือเช่าซื้อดี จึงหาอพาร์เม้นตราคาไม่แพงอยู่ไปก่อน ไปๆ มาๆ ก็เคยชินอยู่มานานปีกว่าๆอย่างนี้
ชายหนุ่มหยิบกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกงยีนแล้วหิ้วตะกร้าผ้าลงมาที่ชั้นล่าง มองผ่านประตูกระจกไม่มีมีใครก็เคาะเรียกด้วยความเคยชิน
“ค่ะ รอเดี๋ยวนะคะ”
เสียงหวานใสดังมาจากด้านหลัง เขาขมวดคิ้วด้วยไม่คุ้นเคย ไม่กี่นาทีต่อมาหญิงสาวในชุดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าลายจุดขาวก็เดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะ”
“ครับ” เขานิ่งไปครู่หนึ่งเพราะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็ใคร
“เอาผ้ามาซักหรือคะ”
“ใช่ครับ”
“เอาเข้ามาเลยค่ะ” หญิงสาวเดินไปเปิดประตูกระจกให้เขาเอาตะกร้าผ้ามาวางด้านใน
“พี่สุไม่อยู่หรือครับ”
“พี่สุคลอดลูกค่ะได้ลูกแฝดชายหญิงเลยไม่สะดวกมาดูแลร้านค่ะ” เธอหยิบสมุดรับงานมาจดรายละเอียดต่างๆ แล้วก็เงยหน้าขึ้น “คุณชื่ออะไรคะ”
“เคนครับเคน-กัมปนาท ห้องสามศูนย์หนึ่ง”
“ค่ะคุณเคนห้องสาม-ศูนย์-หนึ่ง”
จารวีถึงกับสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายตรงหน้า เขานะเหรอ? เ้าของห้อง301เสียงสยองขวัญหลังเที่ยงคืน!
“ครับมีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะไม่มีอะไร คุณเคนนะคะ ถ้าไงเสร็จแล้วจะโทรบอกค่ะ”
“ครับ...คุณมาใหม่”
“เอ๋ อะไรนะคะ”
“ก็ผมไม่รู้ชื่อคุณเลยเรียกว่าคุณมาใหม่”
“ฉันชื่อจารวีค่ะเรียกจ๋าก็ได้ เป็รุ่นน้องพี่สุมาช่วยงานสักระยะค่ะ” เธอไม่อยากแนะนำตัวมากเพราะกลัวเขาจะรู้ว่าเธออยู่ข้างห้องเขาแล้วนี่...เขาเห็นกระดาษแผ่นนั้นหรือยังทำไมหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้ล่ะ
“นี่บัตรของคุณค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ชายหนุ่มรับกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วเดินออกไป จารวีได้แต่ถอนหายใจโล่งอกเขาคงไม่รู้ว่าเธออยู่ติดกับห้องของเขา ป้าอมรเดินออกมาหลังจากจัดการอาหารเช้าของตัวเองเสร็จ
“เอ๊ะ นั่นคุณเคนนี่น่า”
“ป้ารู้จักหรือคะ” จารวีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น วันนี้วันจันทร์ไม่ไปทำงานทำการหรือไงใส่เสื้อยืดกางเกงยีนออกไปไหนก็ไม่รู้
“คุณเคนเป็สถาปนิกค่ะ” ป้าอมรพูดน้ำเสียงชื่นชม “อยู่ที่นี่ได้ปีกว่าๆแล้วค่ะเป็คนเช่าห้องที่จ่ายเงินตรงเวลาแล้วก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครด้วยค่ะ”
“ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือไม่มีคนร้องเรียนค่ะ” จารวีย่นจมูกแล้วยกตะกร้าผ้าของเขาไปด้านหลังร้าน สำรวจดูเสื้อผ้าที่จะซักเสื้อแต่ละตัวเป็เสื้อแบรนด์มียี่ห้อ กางเกงก็เหมือนกัน แต่พอล้วงเข้าไปในกระเป๋าหลังของกางเกงก็เจอซองถุงยางอนามัย
“อี๊!!!”
“มีอะไรคะคุณจ๋า”
“แหวะ!มีถุงยางอนามัยด้วย”
“คงลืมเอาออกล่ะ” ป้าอมรหัวเราะคิกคัก
“ยี้!!!”
“แหมคุณจ๋าก็ ผู้ชายใช้ถุงยางก็แสดงว่าเป็คนมีความรับผิดชอบไงคะ”
คราวนี้เป็เสียงของหลานสาวที่พูดออกมาแล้วก็หัวเราะรับกับคนเป็ป้า มีแต่จารวีที่ทำหน้ายุ่ง หน้าตาก็ดีอยู่หรอกไม่น่าเป็พวกบ้ากามเซ็กส์จัดเลย หญิงสาวพยายามไม่คิดถึงเสียงที่ทำให้เธอหลับไม่สนิทมาหลายคืน เธอแปะกระดาษที่หน้าห้องไว้แล้ว คงมีความละอายแก่ใจบ้างหรอกนะ
..................