ตอนที่73 ถึงหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอม
หลังจากที่จัดการหัวหน้าโจรป่าแล้วกล้วยกับไอ้จ๋อก็แยกย้ายกันไปจัดการกับพวกโจรป่าที่เหลือที่พากันวิ่งหนีไปก่อนหน้านี้เพราะยังไงโจรชั่วพวกนี้ก็ทำแต่เรื่องเลวๆ ชั่วๆต่อให้ไม่มีหัวหน้าโจรคอยควบคุมแล้วก็ตามแต่พวกมันก็ยังกลับมารวมตัวกับพวกที่เหลือกันได้อยู่ดี ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้กลับไปทำชั่วอีกขึ้นกล้วยกับไอ้จ๋อจึงต้องจัดการพวกมันให้สิ้นซาก......
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป.....
“กล้วย! นี่เป็นครั้งแรกของเอ็งแน่รึ? ทำไมเอ็งดูไม่เป็นกังวลและหวาดกลัวเลย?”
หลังจากที่กลับมาจากการออกไปกวาดล้างพวกโจรป่าที่เหลือแล้วไอ้จ๋อก็เปิดปากถามกล้วยอย่างสงสัยและอยากรู้อยากเห็นเพราะเท่าที่มันจำได้ตามที่กล้วยบอกนี่เป็นครั้งแรกที่กล้วยเคยฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองแต่กล้วยกลับไม่แสดงท่าทางที่ดูเป็นกังวลหรือลังเลใจใดๆ เลย......
“ใช่! นี่เป็นครั้งแรกของข้าที่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันแต่หากว่าคนที่ข้าได้ลงมือฆ่าในวันนี้มิใช่พวกโจรป่าที่ชั่วร้ายตัวข้าก็คงจะสั่นกลัวและรู้สึกผิดมิน้อย กลับกัน เมื่อข้าได้ฆ่าพวกโจรชั่วเหล่านี้ข้ากลับรู้สึกดีและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วกับว่าตัวข้ากำลังรอเวลาเช่นนี้อยู่เยี่ยงนั้นแหละ!”
กล้วยตอบกลับไอ้จ๋อในทันทีตัวเขาในเวลานี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาใดๆ เลยกับการฆ่าพวกโจรป่า กลับกันเขากลับรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขและสบายใจกว่าตอนที่ได้ฆ่าพวกสัตว์ร้ายในป่าเสียอีก......
อ๊ะ!
“นี่เอ็งพูดเช่นนั้นคิดดีแล้วรึ?”
“ทำไม? ข้าพูดผิดอันใดรึ?”
กล้วยไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้จ๋อถึงได้ถามเขาแบบนั้นเพราะเขาก็ตอบกลับไปตามปกติ ไม่เห็นจะมีอะไรที่ผิดพลาดเลย.....
“คำพูดของเอ็งมิผิดดอกเพียงแค่ว่า..........คำพูดคำจาและใบหน้าของเอ็งในเวลานั้นมันดูน่ากลัวผิดไปจากเดิมเสียมาก ราวกับว่า คนที่พูดมิใช่เอ็งเลยนะกล้วย!”
ไอ้จ๋อก็ไม่อยากที่จะพูดเท่าไหร่แต่เพื่อที่จะเตือนให้กล้วยรู้ตัวว่าเขาทำตัวน่ากลัวอย่างมากในตอนที่พูดก่อนหน้านี้หากอยู่ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากละก็ไอ้จ๋อกลัวว่ากล้วยอาจจะถูกมองโดยเข้าใจผิดว่าเป็นพวกผิดแปลกหรือพวกเล่นอาคมมนต์ดำอย่างแน่นอน......
อ้า!
“กระนั้นรึ? เช่นนั้นคราหลังข้าจักระมัดระวังให้มากกว่านี้ตอนนี้พวกเราเดินทางกันต่อเถอะ นี่ก็เลยเวลาที่กำหนดไปเสียมากแล้วขืนชักช้าจักไปถึงหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอมเสียมืดค่ำกันพอดี”
อื้ม........
เมื่อทั้งสองพูดคุยกันเสร็จแล้วพวกเขาก็พากันออกเดินทางกันต่อซึ่งระยะทางที่เหลือที่จะไปให้ถึงหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอมนั้นอยู่ไม่ไกลมากนักเพียงเดินทางเท้าสลับกับวิ่งอีกแค่สามถึงสี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายแล้วหรือหากเร่งความเร็วให้มากกว่านั้น พวกเขาทั้งสองจะไปถึงในเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงครึ่งแต่ถ้าทำแบบนั้น ทั้งคู่จะสูญเสียพลังไปอย่างมากโดยเฉพาะไอ้จ๋อที่มีระดับพลังต่ำกว่า......
สามชั่วโมงยี่สิบนาทีผ่านไป......
ณหน้าทางเข้าหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอม........
แฮะ!แฮะ! แฮะ!
“ถึงเสียที ในที่สุดข้าก็จักได้พักแล้ว!”
ทันทีที่มาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านไอ้จ๋อก็ถึงกับหมดแรงและนั่งลงไปนอนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงที่พื้นในทันทีก่อนที่จะบ่นอุบสลับกับพ่นลมหายใจยาวออกมาเพื่อดับความเหนื่อยล้าที่ต้องวิ่งด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่องหลายสิบกิโลเมตรก่อนที่จะมาถึงหน้าทางเข้านี้.......
“เอ็งจักบ่นทำไมนักหนาวะไอ้จ๋อ คิดเสียว่านี่เป็นการฝึกก็สิ้นเรื่องอย่างน้อย มันก็ช่วยให้เอ็งมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นนะโว้ย”
แต่สำหรับกล้วยการใช้ความเร็วเพียงแค่นี้มันไม่ได้ทำให้เขาหมดแรงและเหนื่อยหอมเหมือนกับไอ้จ๋อเลยกล้วยยังคงยืนนิ่งและลมหายใจของเขาก็ยังเป็นปกติทั่วไปราวกับว่าเขาไม่ได้วิ่งมาพร้อมกับไอ้จ๋อเลยแต่เป็นการเดินเล่นในสวนหลังบ้านของเขาเท่านั้น......
ฮึ!
“เอ็งก็พูดได้นิ่ เอ็งรองมาเป็นข้าดูสิ เอ็งจักได้รู้ว่ามันเหนื่อยเพียงใด”
แน่นอนว่าไอ้จ๋อนั้นสามารถมองเห็นได้ว่ากล้วยยังคงเป็นปกติดีและที่มันต้องเหนื่อยเช่นนี้ก็เพราะมันต้องการที่จะเร่งความเร็วให้ทันกล้วยและพยายามที่จะแซงหน้ากล้วยให้ได้แต่สุดท้ายก็เป็นตัวมันเองที่ต้องเหนื่อยหอบอย่างหนักแต่ที่บ่นออกไปเช่นนี้ก็เพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้น......
อ้า!อ้า! อ้า!
“ข้ารู้แล้ว! ถ้าเยี่ยงนั้นเอ็งก็พักอยู่ข้างหน้านี้ก่อนก็แล้วกันส่วนตัวข้าจักเข้าไปสำรวจในหมู่บ้านเสียหน่อยว่ามันพอจะมีที่ให้พวกเราหลับนอนหรือไม่”
กล้วยไม่อยากที่จะต่อปากต่อคำกับไอ้จ๋อแล้วเพราะถ้าขืนยังพูดกับมันต่อไป คืนนี้คงไม่มีที่ให้นอนพักอย่างแน่นอน ดังนั้นแล้วกล้วยจึงให้ไอ้จ๋อรออยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านก่อนส่วนตัวเขาจะเข้าไปถามคนข้างในเพื่อหาที่พัก.......
ตุบ!
“พวกพี่เป็นใครรึจ๊ะ? ดูมิคุ้นหน้าเลย”
หือ?
ทว่าในตอนนั้นเองจู่ๆ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งเดินออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆพร้อมกับม้าที่ทำจากก้านของต้นกล้วย และเมื่อเด็กชายหนุ่มกล้วยกับไอ้จ๋อเด็กชายคนนี้ก็เปิดปากถามกล้วยอย่างสงสัยและอยากรู้อยากเห็นด้วยแววตาที่ดูตื่นเต้นในทันที......
อ่า!
“พวกเราเป็นคนต่างถิ่น บังเอิญผ่านทางมาทางนี้ที่นี่ใช่หมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอมหรือไม่น้องชาย? ว่าแต่ทำไมที่นี่ถึงได้เงียบเยี่ยงนี้เล่า?”
กล้วยทำหน้ายิ้มๆและรีบตอบกลับเด็กชายที่อยู่ตรงหน้าของเขาในทันที......
“ใช่แล้วจ้ะพี่ชาย! ที่นี่คือหมู่บ้านทุ่งตะไคร้หอมที่หมู่บ้านเงียบเช่นนี้ก็เพราะว่า.........”
ไอ้ดิน!
พึ่บ!!
“พวกเอ็งเป็นใคร มาที่นี่มีจุดประสงค์อันใด จงเร่งตอบมาเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวหาว่าข้าโหดร้ายต่อพวกเอ็งก็แล้วกัน!”
พ่อ!
ในขณะที่เด็กชายกำลังจะตอบคำถามของกล้วยนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านมากนักและเมื่อชายวัยกลางคนเห็นเด็กชายกำลังยืนคุยอยู่กับคนแปลกหน้าชายวัยกลางคนก็รีบพุ่งเข้ามาเพื่อปกต้องเด็กชายคนนี้ทันทีเพราะว่าเด็กชายคนนี้เป็นลูกชายของเขา แล้วจะให้คนเป็นพ่อสงบใจได้อย่างไร.......
“ใจเย็นๆ ก่อนท่านลุง พวกข้าแค่ผ่านทางมาทางนี้เฉยๆ มิได้คิดมิดีมิร้ายใดๆเลยนะ”
กล้วยเห็นว่าชายวัยกลางคนกำลังเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเขาก็รีบพูดแก้ไขและอธิบายความเข้าใจผิดนี้ให้กระจ่างในทันที.....
ฮึ!
แต่ดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนจะไม่เชื่อกล้วยเท่าไหร่นักแม้ว่ากล้วยจะอายุเพียงสิบสี่จะสิบห้าเท่านั้นแต่ร่างกายและใบหน้าของเขาโตเหมือนกับเด็กที่อายุสิบหกสิบเจ็ดแล้ว ดังนั้นความอ่อนเยาว์ของเด็กเหมือนเมื่อก่อนของกล้วยจึงลดลงไปมาก......
“จริงๆ นะท่านลุง”
“ใช่จ้ะพ่อ! พวกพี่ชายเขาแค่ผ่านทางมาเท่านั้น พวกเขามิใช่โจรป่าดอก”
เด็กชายที่ชื่อดินรีบช่วยกล้วยอธิบายอีกเสียงแม้ว่าเด็กชายจะอายุเพียงแค่แปดขวบเก้าขวบแต่เขาก็ดูฉลาดและรู้ว่าอะไรควรมิควรแล้วซึ่งถือว่าเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัยเลยก็ว่าได้.......
“ใจคนเรายากเกินจักเข้าใจ บางทีรู้หน้าอาจจักไม่รู้ใจใครจักรู้ว่าแท้จริงแล้วมันอาจจักร่วมมือกับไอ้พวกโจรป่าสารเลวนั่นเพื่อมาหลอกพวกเราให้ตายใจก็เป็นได้!”
พ่อของเด็กชายดินดูจะยังไม่อ่อนลงเลยเขายังคงแสดงความไม่พอใจและหวาดระแวงต่อกล้วยอยู่เช่นเดิม ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับพวกโจรป่านั้นมันได้ทำให้เขาแค้นฝังใจจนไม่อาจที่จะอยู่ร่วมโลกด้วยกันได้แล้วอย่างนั้นแหละ.......
ตุบตุบ ตุบ!
“เกิดอันใดขึ้นกระนั้นรึไอ้ทิตสง? เอ้า!แล้วนั่นผู้ใดกัน? ญาติของเอ็งกระนั้นรึ?”
ท่านตาเฒ่าหมาน!
“มิใช่ดอก ข้าเองก็มิรู้เช่นกันว่าเป็นผู้ใดเห็นพวกมันบอกว่าแค่บังเอิญผ่านทางมา นี่ข้าก็กำลังสอบถามเอาความจากมันอยู่”
ชายวัยกลางคนหันกลับไปตอบชายชราที่พึ่งเดินออกมาในทันทีก่อนที่จะหันกลับมามองที่กล้วยอีกครั้งอย่างไม่วางสายตา......
หือ?
“เป็นเช่นนั้นรึ? เช่นนั้นก็เชิญเข้ามาในหมู่บ้านสิเอ็งจะไปยืนขวางทางเขาทำไมกันเล่า?”
แต่ว่า........
“เอ็งมิต้องเป็นกังวลไปดอก พ่อหนุ่มนั่นไม่ใช่พวกโจรป่าแน่ๆเพราะตั้งแต่พวกโจรป่ามันเข้ามาอาละวาดปล้นสะดมคนในหมู่บ้านพวกมันมิเคยใช้อุบายเช่นนี้มาก่อน อีกอย่างข้าก็สามารถมองเห็นแววตาที่ไร้อันตรายจากพ่อหนุ่มคนนั้นได้ ให้เขาเข้ามาเถอะ!”
ชายหนุ่มรู้ว่าไอ้ทิตสงนั้นกำลังคิดและเป็นกังวลเรื่องอะไรแต่ตัวเองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้วนั้นชายชราสามารถมองออกและรับรู้ได้ในทันทีเลย ว่ากล้วยนั้นไม่ได้มาร้าย หรือเป็นพวกเดียวกันพวกโจรป่าอย่างแน่นอน.......
“ขอบคุณท่านตาเฒ่าที่เข้าใจ พวกเราขอสาบานต่อหน้าแผ่นฟ้าและผืนดินเลยว่าข้ากับไอ้จ๋อเพื่อนข้า พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับพวกโจร หรือคิดร้ายใดๆต่อหมู่บ้านแห่งนี้”
กล้วยไม่รู้ว่าคำกล่าวของเขาได้ผลไหมแต่เขาก็ยังเลือกที่จะกล่าวคำสาบานออกมา ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและจริงใจโดยไม่ได้คิดเสแสร้งหรือแกล้งทำ......
อ้า!
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้นความวิตกกังวลและสงสัยที่มีต่อกล้วยก่อนหน้านี้ก็ลดลงแต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะไว้ใจกล้วยเต็มร้อยนัก เพราะในช่วงเวลานี้มันใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวแล้วซึ่งมันเป็นช่วงที่พวกโจรป่ามักจะออกมาปล้นสะดมพวกชาวบ้าน.......
“ในเมื่อท่านตาเฒ่าหมานว่าเช่นนั้น ข้าก็จักเปิดทางให้แต่ข้าจะคอยจับตาดูไอ้หนุ่มนี้เอาไว้ตลอดเพลาที่มันอยู่ภายในหมู่บ้านของเรา!”
เฮ้อ.......
“เอ็งนี่ก็จริงจังเกินไป แต่ก็เอาเถอะข้าเข้าใจความรู้สึกของเอ็งดีไอ้ทิตสงเพราะเอ็งเสียเมียไปเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้มันย่อยเป็นเรื่องธรรมดาที่เอ็งจะไม่พอใจและหวาดระแวง เอาละ!พ่อหนุ่มเอ้ย.......ตามข้าเข้ามาสิ ไปที่บ้านของข้ากัน”
ชายชราอดที่จะถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้เพราะเขารู้ว่าทำไมชายวัยกลางคนอย่างทิตสงถึงได้ดูมีอคติเช่นนี้เพราะเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนที่พวกโจรป่าบุกเข้ามาเมียของทิตสงได้ถูกพวกโจรจับตัวไปแล้วข่มขืนอย่างไม่ไยดีและเพราะไม่อาจที่จะทดรับความอัปยศในครั้งนี้ได้เมียของทิตสงจึงได้ฆ่าตัวตายเพื่อเพื่อดับฝันร้ายของตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุให้ทิตสงเกลียดพวกโจรป่ามากและเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นชายชราจึงได้ชวนกล้วยไปที่บ้านของตนเพื่อพูดคุย.....
ขอบน้ำใจท่านตาเฒ่ามากนะจ๊ะ!
กล้วยไม่ได้ปฏิเสธคำชวนของชายชราเพราะหากเขาเลือกมีจะปฏิเสธไม่ตามไป อาจจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ดังนั้น ถ้าหากว่าเขาต้องการที่จะเข้าไปในหมู่บ้านเขาจะต้องทำตามกฎและปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบเข้าไว้.......
...............................
ไม่กี่นาทีผ่านไปณ ลานหน้าบ้านของชายชรา........
ย๊ะ!ย๊ะ! ย๊ะ!
เพล้ง!เพล้ง! เพล้ง!
ตึงตึง ตึง!
หลังจากที่กล้วยเดินตามชายชรามาถึงลานหน้าบ้านของชายชรากล้วยก็พบว่าที่ลานหน้าบ้านแห่งนี้มีหนุ่มสาวหลายสิบคนกำลังซ้อมต่อสู้กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิชาหมัดมวย ดาบคู่ ดาบโล่ ทวนยาวหรือแม้แต่ธนูเองก็มีและท่ามกลางหนุ่มสาวเหล่านี้ มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่การฝึกของพวกเขาอยู่ด้วยสีหน้าที่เคร่งครัดและจริงจังซึ่งชายคนนี้ก็คือครูฝึกที่เคยเป็นทหารผ่านศึกแต่ได้รับบาดเจ็บหนักจากสงครามตามข่าวลือที่พวกโจรป่าพูดถึงกันนั่นเอง......
หือ?
เอ้าพวกเอ็ง!
“หยุดมือกันก่อน ดูเหมือนว่าท่านตาเฒ่าจักมีแขกมาด้วยนะ!”
ซึ่งทันทีที่ครูฝึกคนนี้เห็นชายชรากับกล้วยและก็ไอ้จ๋อเขาก็สั่งให้หนุ่มสาวที่กำลังฝึกซ้อมฝีมือการต่อสู้กันอยู่ให้หยุดมือลงซึ่งหนุ่มสาวที่กำลังฝึกซ้อมอย่างขันแข็งเหล่านี้ได้ยินคำสั่งของครูฝึกพวกเขาก็หยุดมืออย่างว่าง่าย ก่อนที่จะหันไปมองยังชายชรากับกล้วยที่กำลังเดินเข้ามา.......
“ไม่ต้องให้พวกเขาหยุดมือดอกครูชัย ให้พวกหนุ่มสาวฝึกกันตามสบายเถอะ”
ชายชราเห็นว่าการมาของเขาได้ทำให้การฝึกต้องหยุดลงดังนั้นเขาจึงบอกให้ครูชัยฝึกซ้อมหนุ่มสาวเหล่านั้นต่อไปโดยไม่ต้องสนใจตนเพราะเขาแค่พากล้วยมาพูดคุยอะไรนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นมันไม่ได้สำคัญหรือเป็นเรื่องที่ต้องจริงจังอะไรขนาดนั้น......
อ้า!