> ฟ่าง
สิบสี่ปีก่อน...
วันนี้เป็วันรายงานตัวเข้าโรงเรียนใหม่ของผม และเป็วันแรกของอีกหลายร้อยชีวิตเช่นกัน ผู้คนจึงเบียดเสียดในอาคารอำนวยการ
ผมย้ายตามครอบครัวมาจากต่างจังหวัด ตอนแรกรับรู้เพียงว่าโรงเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียง โดดเด่นด้วยผลงานด้านวิชาการ ยืนยันจากตัวเลขสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังเป็ลำดับต้น ๆ ของประเทศ
ใช่แต่เื่วิชาการเท่านั้น แม้ด้านอื่น ๆ ก็โดดเด่นมิผิดกัน กีฬากวาดแชมป์มาครบมิว่าฟุตบอล รักบี้ บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ด้านดนตรีก็คว้ารางวัลทั้งวงดนตรีสากล วงโยธวาทิต ไปจนถึงนักร้องประสานเสียง นี่ยังไม่นับรางวัลยิบย่อยจำพวกทูตวัฒนธรรม นักเรียนผู้เป็แบบอย่างของจังหวัด รางวัลรำสวย มารยาทงาม หรือเด็กสุขภาพดี อะไรทำนองนี้อีกเพียบ
ก่อนย้ายมา ผมยื่น port folio ของ ม.ต้น แสดงถึงผลการเรียนที่ เอ่อ เป็เลิศ (หลาย ๆ คนชอบพูดแบบนั้น เพราะเกรดเป็เลข 4.00) ผลงานด้านวิชาการเน้นหนักภาษารวมถึงกีฬา ผมเป็นักว่ายน้ำเยาวชนเขต และติดทีมฟุตบอลรุ่น U18 ของโรงเรียนเดิม ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่เต็มสิบห้าด้วยซ้ำ หลังยื่นพอร์ตก็สอบข้อเขียนเป็กรณีพิเศษ สัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครองทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ จนในที่สุด ผมก็มีรายชื่อเป็นักเรียนสายศิลป์ อังกฤษ - เยอรมัน ของโรงเรียนแห่งนี้
พ่อแม่ผมค่อนข้างชิลครับ ตอนที่ผมบอกจะเรียนศิลป์ภาษา ไม่มีใครขัด ไม่เหมือนเพื่อน ๆ ของพ่อกับแม่ที่ทำตัวราวป้าข้างบ้านคอยบ่นว่าเสียดายเกรด เรียนสายวิทย์น่าจะรุ่งกว่า พ่อแม่ผมฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ส่วนตัวผมเองไม่สนหรอกครับ ไม่เคยคิดว่าเรียนเก่งแล้วต้องเรียนสายวิทย์ ไม่เคยนึกเสียดายที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์ ไม่ได้อยู่ห้อง 1 จนกระทั่ง...
ผมหิ้วของพะรุงพะรัง ทั้งถุงใส่ชุดนักเรียน ชุดพละ และสมุดหนังสือซึ่งได้รับตอนรายงานตัว หากเอาปากคาบได้ด้วยคงทำแล้วล่ะ พ่อผมไม่ได้มาด้วยเพราะติดงาน ส่วนแม่หาที่จอดรถไม่ได้จึงวนออกนอกโรงเรียนก่อน ให้ผมมายืนรอหน้าตึกอำนวยการ ผมแบกข้าวของทั้งหมดเดินลงจากชั้นสาม
ผมเดินเบียดเสียดผู้คนจนเกือบตกบันไดหน้าคว่ำ แต่มีมือมือหนึ่งฉุดแขนผมจากด้านหลัง ตัวผมไม่ตกบันไดก็จริงแต่ทำถุงหลุดจากมือ หนังสือหนังหาหล่นกระจัดกระจาย
คนข้างหลังรีบก้าวลงบันไดมาช่วยเก็บ
"เป็ไรมั้ย หนังสือหล่นหมดเลย ของเยอะจังเลยเนอะ เดี๋ยวเราช่วยเก็บนะ”
ภาพตรงหน้าคือนักเรียนชายตัวสูงพอ ๆ กับผม ผิวขาวมากจนเห็นเส้นเืฝอยข้างแก้ม อกเสื้อด้านหนึ่งปักชื่อ ‘เป็หนึ่ง xxxxx’ อกเสื้ออีกด้านปักดาวหนึ่งดวง เป็สัญลักษณ์ว่าเรียน ม.4 เช่นเดียวกับผม แขนข้างซ้ายสวมปลอกแขนสีน้ำเงินสด มีข้อความ ‘student council’ ซึ่งหมายถึงสภานักเรียน
เขาฉีกยิ้มกว้าง เป็ยิ้มที่ทำโลกรอบตัวหยุดหมุน และตัวผมหยุดหายใจ โลกโคตรสดใส
ไอ้แก้มแดงเก็บหนังสือใส่ถุงแต่ไม่ยอมยื่นมาให้ บอกจะช่วยถือไปส่ง ผมเดินตามอย่างอาการของคนละเมอ โลกรอบตัวกลายเป็ภาพเลือนราง เสมือนมองผ่านฟิลเตอร์ เห็นชัดเพียงอย่างเดียวคือด้านหลังของคนข้างหน้า จนกระทั่งผมขึ้นรถและจากมานั่นแหละจึงรู้ตัวว่า นี่กูยังหายใจอยู่
ต่อมาผมรู้ว่าไอ้แก้มแดงชื่อเฟิร์สอยู่ห้อง 1 นี่เป็เหตุผลเดียวในชีวิตที่ทำผมรู้สึกเสียดายที่มิได้เลือกเรียนสายวิทย์
ผมชอบแม่น้ำ มันไม่เกี่ยวกับที่ผมชื่อ ณชล แต่ผมชอบมองแม่น้ำที่ไหลเอื่อย มันทำให้จิตใจสงบและได้ปรึกษากับตัวเอง หลายครั้งบังเกิดความคิดดี ๆ ในห้วงยามนี้
แม่น้ำดึงดูดผมเสมอ โดยเฉพาะแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองสายนี้ บริเวณตลิ่งซึ่งผมยืนอยู่มีต้นหางนกยูงสูงใหญ่หลายต้น ยามหน้าร้อนมันจะออกดอกสีส้มสีแดงสลับด้วยสีเขียวของใบ หน้าฝนใบจะมีสีเขียวเด่น ส่วนหน้าหนาวแม้ปราศจากใบและดอก แต่กิ่งก้านที่แผ่ออกเหมือนจะทาบทับสีฟ้าของท้องฟ้าก็สวยจนละเมอ เมื่อรวมภาพท้องน้ำซึ่งปรากฏไอเย็น ๆ ลอยเรี่ยผิวยิ่งงามจับใจ และสิ่งที่ทำให้วิวที่นี่งดงามที่สุดได้แก่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงมุมถนนซึ่งเด็กชายแก้มแดงแวะเกือบทุกเช้า
ผมมายืนรอเพื่อมองภาพนี้ก่อนไปโรงเรียนเสมอ
แม้ว่าเปิดเรียนมาแล้วหนึ่งเทอมและเรียนชั้นเดียวกัน แต่ผมไม่เคยมีโอกาสทักทายเขาเลย บางทีเขาอาจจำผมไม่ได้ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำถึงการมีอยู่ของผม ต่อให้ผมมีผลงานด้านวิชาการและกีฬาอยู่บ้าง มันก็ไม่เปล่งประกายสว่างจ้าเหมือนพวกเขาสามคนแห่งกลุ่ม ‘triple one’ ที่มักเดินด้วยกัน พวกเขาคงไม่เป็ที่สังเกต ถ้าหน้าตามิได้หล่อเหลาออร่าจับขนาดนั้น ยิ่งไอ้คนตัวสูงที่สุดเป็ที่สะดุดตาของสาว ๆ มากมายเอาการ แถมพวกเขายังเป็กรรมการสภานักเรียน โดยไอ้แก้มแดงของผมดำรงตำแหน่งประธานสภา ผมได้แต่มองห่าง ๆ จะเข้าถึงตัวก็แสนยาก
มีข่าวจริงไม่จริงไม่รู้ว่าไอ้แก้มแดงเป็เมียไอ้โย่ง หรือไม่ก็เป็ผัวไอ้ตัวเล็ก ดูนัว ๆ กันอย่างไรชอบกล ทว่าถึงตกเป็ข่าวขนาดนี้ ความปอบปูล่าร์ในหมู่สาว ๆ ของคนทั้งสามก็มิเคยลดน้อยลง มิหนำซ้ำไอ้แก้มแดงของผมดูจะมีแต้มนำหน้าเพื่อน เพราะไอ้โย่งชอบทำหน้านิ่ง ดูเข้าถึงยาก ผิดกับไอ้แก้มแดงที่ยิ้มเรี่ยราดไปทั่ว ส่วนไอ้ตัวเล็กก็ซนจัด ไฮเปอร์ อยู่ไม่นิ่ง เหมาะแก่การเลี้ยงไว้ดูเพลินตา ออกแนวน่ารักเป็น้องชายแห่งชาติมากกว่าจะควงโชว์ เห็นสาว ๆ เขาว่าอย่างนั้นนะ
เช้าวันนั้นผมมายืนริมน้ำเช่นเคย เห็นแต่ไกลว่าไอ้แก้มแดงแวะร้านกาแฟ ทว่าวันนี้เขาไม่เดินเข้าร้านอย่างทุกวัน กลับมุ่งตรงมาทางนี้ เฮ้ย ทางนี้จริง ๆ หรือวะ
ผมมองซ้ายแลขวาไม่เห็นใครอื่นนอกจากตัวเองยืนหัวโด่เพียงลำพัง เสียงย่ำเท้าใกล้เข้ามา ดังขึ้น และดังขึ้น เหมือนกับใจผมที่เต้นแรงขึ้น และแรงขึ้น และแล้วเขาก็หยุดฝีเท้าอยู่ด้านหลังผม
“เฟิร์สห้อง 1 ใช่ไหม กูฟ่างห้อง 5”
ผมตัดสินใจกลับหลังหันมองหน้าเขาตรง ๆ และชิงทักทายก่อน ถ้าไม่นับวันรายงานตัว ครั้งนี้เป็ครั้งที่ผมใกล้ชิดเขาที่สุดแล้ว
“กูแค่เข้ากับคนอื่นยาก ทักคนอื่นก่อนไม่เป็ แต่กูดีใจนะเวลามีใครมาทักกู แล้วก็ ทักแล้วก็ทักอีกเรื่อย ๆ ได้นะ กูไม่ถือ”
ก่อนแยกย้ายกัน ผมบอกเฟิร์สด้วยประโยคนี้ แอบหวังว่าจะได้ทักทายกันอีกบ้างตามประสาคนเรียนที่เดียวกัน แต่เฟิร์สทำยิ่งกว่านั้น เขาทักผมทุกครั้งเมื่อมีโอกาส แม้จะเป็ไข่แดงท่ามกลางฝูงชนรายล้อม แต่ไม่เคยลืมโบกมือให้ยามผมเดินผ่าน
©©©