ณ ป้อมปราการหินผาชั้นในฝั่งตะวันออก
“ทีมสองจากโรงเรียนทหารวารีมนตรา ขอรายงานตัวเข้าประจำการค่ะ” เสียงดังขึงขังจากธัญญ่าผู้เป็ตัวแทนของทีมตามแผนที่ไว้วาง กล่าวรายงานตัวกับผู้บัญชาการประจำป้อมปราการแห่งนี้
“ดีใจจริงๆ ที่ทีมพวกคุณกลับมาได้รวดเร็วแบบนี้” ชายหนุ่มค่อนข้างมีอายุในเครื่องแบบทหารสีน้ำตาลกล่าวด้วยความยินดี “นึกว่าทีมของพวกคุณจำเป็ต้องพักยาวกว่านี้เสียอีก”
“เป็เพราะได้ท่านผอ.ธาวิสช่วยหาคนมาทดแทนกำลังพลที่ได้รับาเ็จากศึกที่แล้วให้ค่ะ ถึงได้กลับมาช่วยผู้กองเกรียงเดชได้รวดเร็วอย่างนี้” ธัญญ่าพูดด้วยความสุภาพ
หลังได้ยินแบบนั้น ผู้กองเกรียงเดชหันมองสมาชิกของทีมสองที่ยืนอยู่ด้านข้างของธัญญ่า เขารู้จักและคุ้นเคยกับเทพไทและปกรณ์ที่เป็สมาชิกหลักของทีมสองอยู่แล้ว ส่วนชายหนุ่มผมดำเขาไม่คุ้นหน้าเลย เขาอยากรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็ใครแต่เขากลับสะดุดเขากับหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่อยู่ข้างชายหนุ่มผมดำ เขาถึงกับเบิกตากว้าง
“ดาริน!” ผู้กองเกรียงเดชอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าดารินจอมเวทอัจฉริยะแห่งยุคจะร่วมเดินทางมากับทีมสองแบบนี้”
ดารินหน้าแดงรีบยกมือทั้งสองข้างโบกปฏิเสธทันที “จอมเวทอัจฉริยะอะไรกันคะ ผู้กองเกรียงเดชพูดเกินไปแล้ว ฉันเป็แค่อาจารย์ที่คอยสอนอยู่ประจำโรงเรียนทหารวารีมนตราเท่านั้นเองค่ะ”
“จะไม่ใช่ได้ยังไง ฉันยังจดจำได้ดีเลยเมื่อสี่ปีก่อน” ผู้กองเกรียงเดชทำท่าทางเหมือนคนกำลังนึกย้อนอดีตก่อนจะพูดต่อ “เด็กสาววัยเพียงสิบแปดปี แต่กลับร่ายเวทระดับสูง ‘มหาคลื่นวารีบรรลัย’ มหาเวทที่แม้แต่นักเวทระดับสูงของอาณาจักรยังใช้ได้ไม่กี่คนเท่านั้น เพราะได้เธอใช้มหาคลื่นวารีบรรลัย จากที่เคยเสียเปรียบต่อศัตรู ทำให้พวกเราสามารถพลิกกระดานกลับมาชนะและป้องกันป้อมไพรรีขจีชั้นนอกไว้ได้”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ผู้กองเกรียงเดชมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดขณะพึมพำต่อ “แต่ก็นะ ตอนนี้ป้อมไพรรีขจีชั้นนอกดันถูกไอ้พวกเลวศิขากับขี้ข้านภาตีแตกและยึดครองไปแล้ว”
ตลอดการพูดคุยระหว่างดารินกับผู้กองเกรียงเดช เทพไทและปกรณ์ ทั้งสองค่อนข้างอึ้งพอสมควร พวกเขาพอจะรู้ถึงวีรกรรมและความเก่งกาจของอาจารย์ดารินมาบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาอึ้งอย่างที่สุดคือเื่อายุของอาจารย์ดารินของมากกว่า
“นี่อาจารย์ดารินอายุแค่ยี่สิบสองเองหรือนี่?” เทพไทกระซิบคุยกับปกรณ์ผู้ที่คิดแบบเดียวกัน
“นั่นสิ ฉันเข้าใจมาตลอดว่าเธออายุอย่างน้อย ๆ ก็ยี่สิบห้ายี่สิบหกแต่แค่หน้าเด็กกว่าวัยเฉย ๆ เสียอีก ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะอายุมากกว่าเราแค่สองปีเท่านั้นเอง” ปกรณ์กระซิบตอบเพื่อนสนิทของเขา
“แล้วนี่เธอเป็อาจารย์ั้แ่อายุเท่าไรกันเนี่ย? ฉันจำได้ว่าฉันเรียนกับอาจารย์ดารินครั้งแรกเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันยังอยู่ชั้นที่สี่อยู่เลย บ้าไปแล้ว” เทพไทพึมพำกับตัวเองแต่มันก็ดังพอที่จะเพื่อนที่คุยกระซิบกระซาบกันได้ยิน
“เื่นั้นใครสนกันล่ะ ถ้ารู้ว่าอาจารย์ดารินแสนสวยอายุห่างจากฉันแค่สองปีแบบนี้ ฉันจีบเธอไปนานแล้ว อยากรู้จังว่าตอนอาจารย์ดารินมีแฟ...” ปกรณ์ที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ เขาต้องหุบยิ้มอย่างฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงกระแอมดังมาจากธัญญ่าหัวหน้าทีมของพวกเขาที่แผ่รังสีอึมครึมออกมา
เ้าตัวคนที่เป็หัวข้อการกระซิบกระซาบไม่สนใจทั้งสองคน ดารินยิ้มเล็กน้อยขณะพูดเสียงอ่อนนุ่มเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดลง “ไม่ต้องกังวลไปค่ะผู้กองเกรียงเดช เดี๋ยวพวกเราก็สามารถยึดป้อมไพรรีขจีชั้นนอกคืนได้”
ผู้กองเกรียงเดชยิ้มอ่อนรับคำพูดของดาริน แล้วเขาก็หันไปมองชายหนุ่มผมดำที่ร่วมทีมสองมาในครั้งนี้ด้วย เขาเอ่ยถาม “แล้วชายหนุ่มคนนี้ล่ะเป็ใครกัน? ฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย”
อานนท์ชายหนุ่มผมดำที่ผู้กองเกรียงเดชกำลังถามอยู่กลับเงียบไม่เอ่ยคำใดออกมาเลยสักคำ ซ้ำยังทำสีหน้าไร้อารมณ์
ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากชายหนุ่มผมดำอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะมีคนทำเสียงดังชิ! เพื่อเป็การส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มผมดำพูดอะไรออกมาสักอย่าง
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงสัญญาณ เขาจึงตอบออกไปสั้นอย่างรำคาญ “ผมอานนท์” ไร้การต่อท้ายคำพูดใดเพิ่มเติม ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ดารินจึงจำต้องแก้ความเงียบนี้แทน “ปกติเขาเป็คนพูดไม่เก่งนะค่ะ เขาคือคนที่ผอ.ธาวิสเลือกมาด้วยตัวเองเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลค่ะ”
“เอาะ...อ้อ งั้นหรือ? เข้าใจแล้ว” หลังจากได้ยินคำตอบสั้น ๆ จากอานนท์ ผู้กองเกรียงเดชก็อึ้งไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะเจอการตอบสนองเฉกเช่นนี้มาก่อน ปกติผู้มาใหม่มักกระตือรือร้นอยากทำผลงาน พร้อมเสนอตัวที่จะให้ผู้ใหญ่เห็นความดีความชอบ แต่กับชายหนุ่มผมดำคนนี้ เขากลับนิ่งกว่าที่คิด ไม่สิเขาดูแทบไม่สนใจอะไรเลยมากกว่า ราวกับคนถูกบังคับมาอย่างไรอย่างนั้น