ปู้มั่วเสวียนกับปู้เฉินต่งนั่งรถม้ากลับไปถึงจวนแล้วระหว่างที่เดินจะกลับเรือนของตน ปู้เฉินต่งเอ่ยกับพี่สาว
"พี่มั่วเสวียน ข้าสงสัยเล็กน้อยเหตุใดท่านจึงรู้จักคนสกุลหูได้"
ปู้เฉินต่งรวบรวมความกล้าในการถามคำถามนี้ออกไป มันออกจะก้าวก่ายเื่พี่สาวไปสักหน่อย แต่ยามนี้เขารู้สึกว่าพี่สาวของเขาตอนนี้คงจะไม่รำคาญเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วจึงแสดงความกล้าถามออกไป
ปู้มั่วเสวียนที่เดินอยู่ก็หันมามองน้องชาย พอปู้เฉินต่งเห็นว่าปู้มั่วเสวียนจ้องมองตนเช่นนี้ก็รู้สึกเสียความมั่นใจนึกว่าจะโดนว่าเหตุที่ไปยุ่งเื่ของตน เขาจึงหลบสายตาในทันที
ปู้มั่วเสวียนยิ้มออกมาเล็กน้อย สกุลหูมีเื่ใดที่นางสมควรรู้อีกกัน เฉินต่งถึงกับยกมาเป็ประเด็นที่คุยกัน
"เ้าหมายถึงหูชิงไคหรือ เขาเป็สหายข้าที่บังเอิญเจอกัน ส่วนสกุลของเขาข้าคงต้องให้เ้าช่วยเล่าสักหน่อย"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกมาเช่นนี้ทำให้ ปู้เฉินต่งโล่งใจที่พี่สาวไม่ได้รำคาญใจเขาจึงหันหน้าไปมองพี่สาวแล้วก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อยเหตุใดพี่สาวจึงไม่รู้จักสกุลหู
"เื่สกุลหู ท่านก็คงจะรู้จักมาบ้างมิใช่หรือ"
"เมื่อก่อนรู้แต่ตอนนี้ก็ลืมได้ แปลกที่ตรงใด เล่ามาเถอะ"
ปู้เฉินต่งได้ยินวาจาของพี่สาวกล่าวเช่นนี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนพี่สาวของเขานั้นคงจะเป็เช่นนั้นจริงๆ ไม่รู้อะไรแค่ฟังวาจาพี่สาวก็คล้อยตามง่ายดายเสียแล้ว
"เอ่อ...สกุลหูเป็สกุลเก่าแก่ของแคว้นตี้ขอรับ จึงมีความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์มาั้แ่ฮ่องเต้องค์แรก ข้าจึงสงสัยว่าสหายของท่านสกุลหูผู้นั้นเป็ใคร ดูแล้วเหมือนจะเป็คนที่มิได้หยิ่งยโสคล้ายกับศิษย์พี่ซิวหยาง "
"เ้าจะบอกข้าว่าในตี้ซูมีคนที่สกุลหูอยู่ชื่อซิวหยางหรือ "
"ขอรับ ข้ารู้จักสกุลหูผู้เดียวคือเขาในตี้ซู แต่คนอื่นข้าไม่ทราบ เขาเป็คนที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอขอรับ แต่ถึงจะสกุลหูแต่เขากลับอยู่ในวังหลวงั้แ่เด็กเนื่องจากสูญเสียบิดาซึ่งเป็พระเชษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ไม่ได้ใช้สกุลตามราชวงศ์ เพราะบิดาของเขา้าให้ใช้สกุลตามมารดาที่จากไปหลังจากคลอดเขาออกมา"
"เ้ารู้ลึกถึงเพียงนี้เชียวหรือ "
"ข้าเพียงชอบอ่านหนังสือและคนในตี้ซูเคยเล่าให้ฟังขอรับ"
ปู้เฉินต่งเอ่ยตอบอย่างขวยเขิน หากคิดตามวาจาของพี่สาวแล้วเขาเหมือนพวกชอบยุ่งเื่คนอื่นจนรู้เื่มากมายขนาดนี้
"ทำได้ดี "
คำชมนี้ไม่รู้ว่าเป็การประชดหรือส่งเสริมกันแน่ แต่ปู้เฉินต่งได้ยินก็รู้สึกดีใจที่ได้รับคำชมเล็กน้อย
สองพี่น้องเดินสนทนากันคล้ายสนิทสนมกันมากจนทำให้บ่าวไพร่ที่พบเห็นมองแล้วต้องมองซ้ำยกมือขึ้นมาขยี้ตาจนเห็นแน่ชัดแล้วว่าเป็เื่จริง เหตุใดคุณหนูและคุณชายทั้งสองจึงดูเหมือนพี่น้องที่รักใคร่กลมเกี่ยวกันเพียงนี้ หากเป็เมื่อก่อนคงได้เห็นคุณหนูใหญ่มองด้วยสายตารังเกียจคุณชายใหญ่แล้ว ส่วนคุณชายใหญ่ก็คงจะรีบหลบหน้าคุณหนูใหญ่ทันที บ่าวที่อยู่ในจวนต่างรีบคาบข่าวนี้ไปบอกเล่าแก่เ้านายของตนทันที
เดินคุยไปเรื่อยจนกลายเป็ว่าเดินมาถึงเรือนของปู้มั่วเสวียนเสียอย่างนั้น ขงปารีบเดินออกมารับคุณหนูของตนทันที แล้วนางก็มีสีหน้าแปลกใจนักที่วันนี้คุณหนูพาคุณชายมาด้วย ช่างเป็เื่ที่เกินจะคาดไว้ได้ นี่แค่ไปเรียนด้วยกันเพียงวันเดียวก็ทำให้พี่น้องสองคนกลับมาสนิทสนมกันได้เร็วเพียงนี้ ขงปายิ้มร่าเริงแล้วรีบวิ่งไปเตรียมน้ำชาและขนมว่างทันที
ปู้มั่วเสวียนเห็นว่าน้องชายอยากคุยกับตนต่อจึงไม่ได้เอ่ยไล่ให้เขากลับไป เพราะดูเหมือนจะมีเื่ที่อยากสนทนามากมายเหลือเกิน
"พี่มั่วเสวียนข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์เลย ข้าสงสัยั้แ่ตอนที่เราทดสอบด้วยกันแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นข้าร้อนใจกลัวจะทำไม่ทัน"
"ที่เ้าประดิษฐ์นั้นมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเพียงแต่คนที่ไม่รู้ก็มองว่ามันยากเท่านั้น "
"พี่มั่วเสวียน ท่านก็ศึกษาเื่พวกนี้เช่นเดียวกันหรือ"
"บางอย่างรู้ไว้ก็เป็ประโยชน์กับตนเอง รู้ให้มากสักวันจะได้ใช้ประโยชน์ เข้าใจหรือไม่"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
ปู้เฉินต่งนั่งอยู่ในห้องรับรองแขกเล็กที่เรือนของพี่สาวเขามองไปรอบห้องก็รู้สึกว่าความเป็อยู่ของพี่สาวเหตุใดจึงดูลำบากกว่าเขานัก สิ่งของก็เก่าและทรุดโทรมลงไปมาก ผ้าก็ดูจะไม่ได้เปลี่ยนมาหลายปี สายตาของเขามองสำรวจห้องอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่ได้เผยสีหน้าเ่าั้ให้พี่สาวเห็น ตลอดมาพี่สาวของเขาต้องตกอยู่ในเล่ห์เหลี่ยมของฮูหยินรองผู้นั้นมากมายเพียงไหน ขนาดความคิดยังเคยเปลี่ยนให้พี่สาวของเขาคล้อยตามได้ ชี้สิ่งใดก็ว่าตามสิ่งนั้น หากวันนี้ไม่ได้มาเรือนของพี่สาวเขาคงไม่รู้ว่าพี่สาวต้องใช้ชีวิตเช่นนี้
ปู้มั่วเสวียนไม่ได้ล่วงรู้ความคิดของน้องสาว ถึงรู้ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากใจเท่าใดนักที่จะอยู่ที่นี่ต่อเพราะสำหรับตนแล้วที่นี่ถือว่าสะดวกสบายพอสมควร ด้วยความที่ตนไม่ใช่คนที่ถูกเลี้ยงดูมาในจวนใหญ่จริงจึงไม่ได้มีความคิดเช่นปู้เฉินต่งที่อยู่ที่นี่มาตลอด
"ท่านอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่ขอรับ"
ปู้เฉินต่งเอ่ยถามคำถามเช่นนี้ออกมาพร้อมกับมองมายังใบหน้าของปู้มั่วเสวียนเพราะเขา้าจับความรู้สึกของพี่สาว
"สบายดี "
ปู้มั่วเสวียนออกไปด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้เหมือนถูกกดดันเพียงใด ก็ที่นี่สำหรับนางสบายมากแล้ว
ปู้เฉินต่งมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีคล้ายเหมือนจะมีคำพูดอยากจะพูดออกมาแต่สุดท้ายก็ไม่พูด เขาเลือกจะอยู่กับมารดาเพราะตนรู้มาตลอดว่าฮูหยินรองนั้นไม่ใช่คนดี จึงไม่อยากแยกเรือนกับมารดา แต่พี่สาวกลับมีใจ้าแยกเรือนโดยไม่ใจสิ่งใดสุดท้ายก็ถูกพวกฮูหยินรองปลุกปั่นได้ง่ายทำให้เกลียดทั้งเขาและมารดากลายเป็คนไม่เอาไหน ยามนี้เขารู้สึกผิดยิ่งนักที่พี่สาวต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้โดยที่เขาช่วยอะไรไว้ไม่ได้ สีหน้าที่บ่งบอกว่ามีความสุขเช่นนั้นของพี่สาวคงจะเป็เพราะเคยชินกับการได้รับสิ่งที่ไม่เป็ธรรมเหล่านี้มายาวนานเป็แน่
"เฉินต่ง เ้ากำลังกังวลสิ่งใด บอกข้าได้หรือไม่"
ปู้มั่วเสวียนเห็นสีหน้าของปู่เฉินต่งเป็เช่นนี้ก็มองออกว่ายามนี้เขามีเื่ภายในใจ เด็กคนนี้เป็เด็กที่มีความคิดคนหนึ่ง เขาฉลาดเสียจนมักจะเก็บความคิดเ่าั้ไว้กับตัวคนเดียว จึงปกป้องตนเองด้วยการแสดงออกว่าหวาดกลัวหวาดระแวงกับทุกสิ่ง หากมีใครสักคนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้คงจะดีขึ้น
ขงปานำน้ำชาและขนมที่ดูจะเย็นชืดทั้งสองอย่างเข้ามาให้เ้านายทั้งสอง
"ขอบใจเ้ามาก"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยบอกขงปาอย่าไม่ถือตัว ขงปายิ้มให้ปู้มั่วเสวียนอย่างดีใจที่ คุณหนูไม่ต่อว่านางที่นำน้ำชาและขนมที่เย็นชืดมาให้ทาน เื่นี้ก็รู้ได้อยู่แล้วว่าพวกคนในครัวมักจะกลั่นแกล้งคุณหนูและตนมาตลอด นางลำบากใจมากแต่เมื่อเห็นคุณหนูมีท่าทีเช่นนี้นางก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง
ปู้เฉินต่งไม่เห็นไอร้อนจากชาและขนมก็เครียดหนักขึ้นมาอีก พี่สาวต้องลำบากมากเพียงใดกัน เขามันไร้ความสามารถที่ไม่สามารถปกป้องพี่สาวไว้ได้
ปู้มั่วเสวียนยิ่งย้ำให้ปู้เฉินต่งเครียดหนักขึ้นไปอีกจนปมบนหัวคิ้วเขาูกกันหนักยากจะถอน ปู้มั่วเสวียนนั้นดันหยิบทั้งชาและขนมขึ้นมาทานอย่างเอร็ดอร่อย หากไม่รู้เขาก็คงคิดว่ามันคงจะอร่อยมาก แต่นี่เขารู้แล้ว มันเย็นจนไร้รสความอร่อยที่แท้จริง ปู้เฉินต่งทนดูไม่ไหวอีกแล้ว
"พี่มั่วเสวียน ข้าขอตัวกลับก่อน ส่วนขนมนี้ข้าขอนำกลับไปด้วย เดี๋ยวจะให้คนนำกลับมาคืนให้ท่านนะขอรับ"
ปู้มั่วเสวียนมีสีหน้า เสียดายเล็กน้อย อะไรกันตนพึ่งทานไปได้ชิ้นเดียว นี่จะยกไปทั้งหมด แม้จะแสดงออกว่าหวงของแต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจำใจ
สุดท้ายหลังจากปู้เฉินต่งจากไปครู่หนึ่ง ก็มีบ่าวชายข้างกายของเขาน้ำขนม น้ำชาและอาหารอีกมากมายมาให้ปู้มั่วเสวียน ซึ่งเป็อาหารที่เหมือนพึ่งทำใหม่ทั้งสิ้น
"เด็กคนนี้รู้จักเอาใจคนขึ้นมาบ้างแล้ว "
ปู้มั่วเสวียนทานขนมต่อ พร้อมทั้งแบ่งให้สาวใช้ขอตนด้วยถึงนางจะไม่รับแต่ปู้มั่วเสวียนก็ยังคงให้ไปทาน มีใครจะไม่อยากทานอาหาร
"ทานเสียบ้างจะได้มีแรงช่วยงานข้า"
"ก็ได้...เ้าค่ะ"
ขงปาสุดท้ายก็ทนไม่ไหวคุณหนูชวนแล้วชวนอีก สุดท้ายก็ต้องทานตามคำสั่ง