ตอนที่ 5 แม่ค้าขายไข่
ยามเหม่า สามแม่ลูกพากันเดินไปบ้านต้วนที่ต้วนเหอรออยู่ก่อนแล้ว
นางเรียงไข่ไว้ในตะกร้าสะพายหลังอย่างคนที่นี่นิยมใช้กันระหว่างชั้นก็ใช้ฟางกั้นไว้เพื่อกันการแตกร้าวจะยกมาทั้งแผงเลยก็เกรงจะผิดแปลกเกินไป
“มากันแล้ว มา มาขึ้นเกวียนเลย จะได้ออกไปรับคนในหมู่บ้านด้วย” ต้วนเหอหรือท่านลุงต้วนของเด็ก ๆ เอ่ยทันทีที่เห็นหน้าคนทั้งสาม
“รบกวนท่านพี่ต้วนด้วยนะเ้าคะ”a
“รบกวนท่านลุงต้วนขอรับ” หยางชุนทำตามอย่างมารดา
“ท่างยุงรกกวงขอย้าบ” และเสี่ยวเฉินก็ทำตามอย่างพี่ชายซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่สองคนได้มากมาย
“เสี่ยวเฉิน สรุปว่าท่านลุงรบกวนเ้าอย่างนั้นหรือ”ต้วนเหอหยอกเสี่ยวเฉินด้วยความเอ็นดู
เด็กน้อยรู้ตัวว่าพูดผิดไปก็เกิดอาการเขินอายขึ้นมานิด ๆ
“รกกวงท่างยุงขอย้าบ” คราวนี้เด็กน้อยค่อย ๆพูดอย่างตั้งใจกว่าครั้งแรกเพราะได้พี่ชายอย่างหยางชุนคอยกระซิบบอก
“ฮ่า ๆ ๆ เอา ๆ ขึ้นรถเถอะ พวกเ้าจะได้เดินเที่ยวในเมืองนาน ๆ”
“เ้าค่ะ”
ต้วนเหอช่วยอุ้มเด็กทั้งสองขึ้นเกวียน เด็ก ๆตื่นเต้นกันยกใหญ่ที่จะได้เข้าเมืองพร้อมมารดา
นี่เป็ครั้งแรกก็ว่าได้ ที่พวกเขาได้ออกจากหมู่บ้านพร้อมกันทุกคนอย่างนี้
เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านก็มีคนรอขึ้นเกวียนเพื่อเข้าเมืองอีกห้าคนซึ่งก็เต็มคันพอดี เพราะบางคนก็นำผักและปลาที่หามาได้ไปขายในเมืองด้วย
หลินอี้เหยาเดิมทีก็ไม่ได้สุงสิงกับคนในหมู่บ้านมากเท่าไหร่นอกจากบ้านของผู้ใหญ่บ้านที่นางมารายงานตัวเพื่อขึ้นทะเบียนในวันแรกที่ย้ายมาหลังจากนั้นก็เป็เพียงการเข้ามาแลกเปลี่ยนข้าวสารกับพ่อค้าคนกลางที่มาจากในเมืองบ้างก็เท่านั้น
คนในหมู่บ้านทั้งห้ามองพวกนางสามแม่ลูกอย่างสนใจกระทั่งใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นขณะเกวียนกำลังวิ่งเข้าตัวเมือง
“แม่นาง ข้าขอถามหน่อยเถอะ เ้าใช่หลานสาวของหลินเซียวหรือไม่”
หลินอี้เหยาไม่คิดว่าจะถูกถาม นางไม่ได้เตรียมตั้งรับจึงทำได้เพียงคลี่ยิ้มการค้าออกไปเป็ด่านหน้าก่อน
“ใช่เ้าค่ะท่านป้า ท่านอาหลินเซียวเป็อาของข้าเองมีอะไรอย่างนั้นหรือเ้าคะ”
“ก็ไม่มีอะไร ได้ยินว่าหลินเซียวตายด้วยโรคระบาด แล้วพวกเ้าอยู่ในบ้านหลังนั้นไม่ติดโรคระบาดไปด้วยหรอกหรือ”
ไม่พูดก็แล้วไป แต่เมื่อพูดมาแล้วก็ทำให้คนที่เหลืออดจะหวาดระแวงไม่ได้
“เหลวไหลน่าอิ้นซื่อ ถ้าพวกนางจะเป็ก็คงเป็ไปั้แ่สามปีที่แล้วแล้วไม่ใช่จะเพิ่งเป็เอาตอนนี้ เ้าจะพูดจาอะไรก็ไตร่ตรองให้ดีก่อนเถอะ ปากแบบนี้จะพาลหาเื่ให้ผู้อื่นซวยเอาได้”
เป็ต้วนเหอที่ขับเกวียนอยู่ด้านหน้าหันมาตอบพร้อมเหน็บแนมสตรีนามว่าอิ้นซื่อผู้นั้น
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าอยู่กันมานานขนาดนั้นแล้วร้อยวันพันปีข้าเคยเห็นหน้านางที่ไหนกัน” นางอิ้นซื่อเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่รู้ก็รู้เอาไว้ อีกอย่างเ้าไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน ใครจะไปใครจะมาต้องรายงานเ้าด้วยหรือยังไง” พี่ต้วนเหอตอกกลับอีกครั้ง
“เหอะ เ้าเถียงแทนนางแบบนี้มีอะไรกันหรือเปล่าต้วนเหอ”เมื่อรู้ว่าเถียงสู้ไม่ได้ก็คิดจะใช้วิธีการต่ำช้าเพื่อชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
แต่ครั้งนี้หลินอี้เหยาไม่คิดจะอดทนอีก นางยิ้มอย่างเยือกเย็นให้คนตรงหน้า
“ข้ากับท่าน เราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนข้าไม่พูดไม่ใช่ว่าข้าต้องยอมรับท่านกล่าวหาข้ากับพี่ต้วนเหอว่ามีอะไรต่อกันหรือเปล่าพูดเช่นนี้ไม่ใช่อยากจะชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือเ้าคะข้าไม่เคยยุ่งเื่ของท่าน ท่านก็ไม่ควรยุ่งเื่ของข้าเช่นกันเราสองคนเป็เพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญอาศัยเกวียนเดินทางกันเท่านั้นก็พอเ้าค่ะอย่าคิดหาศัตรูเพิ่ม ข้ายังไม่อยากทะเลาะกับผู้ใดตอนนี้ลำพังหาเลี้ยงปากท้องก็แย่แล้ว ไหนเลยจะมีเวลาแบ่งสมองมาประลองฝีปากกับท่าน”
กล่าวจบนางก็เบือนหน้าไปอีกทางอย่างไม่สนใจนางอิ้นซื่อที่นั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะคนอื่นต่างก็พากันกลั้นหัวเราะที่นางโดนด่าแบบผู้ดีเช่นนี้
“เ้าหุบปากเสียอิ้นซื่อ หากข้าทนไม่ไหวขึ้นมา ข้าจะทิ้งเ้าให้ลงกลางทาง”ต้วนเหอร้องสำทับ
เป็ที่รู้กันดีในหมู่บ้านว่านางอิ้นซื่อชอบยุ่งเื่ชาวบ้านมากแค่ไหนอีกทั้งยังปากเก่ง ชอบใส่ร้ายคนไปทั่ว แต่คนอย่างนางเก่งก็แค่ปากหากมีคนเอาจริงขึ้นมา นางก็ไม่กล้า
ั้แ่นั้นหูของหลินอี้เหยาก็โล่งตลอดการเดินทางที่ใช้เวลาครึ่งชั่วยามหรือราว ๆหนึ่งชั่วโมงบนเกวียนเทียมวัวเพื่อเข้าเมืองซื่อชวน
ต้วนเหอจ่ายค่าผ่านทางให้เ้าหน้าที่จากนั้นก็พาเกวียนไปฝากจอดยังลานจอดเกวียน
“ให้เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่ง แล้วมาเจอกันที่นี่”
ทั้งหมดแยกย้ายกันไปตามความตั้งใจมีเพียงหลินอี้เหยาที่ยังยืนอยู่กับที่เพราะนางไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปตรงไหนกระทั่งต้วนเหอที่นำเกวียนไปเก็บเรียบร้อยเอาตะกร้าใส่ปลาแห้งสะพายหลังจะเอาไปขายแล้ว
“อ้าว อาเหยายังไม่ไปอีกเหรอ”
นางหันไปส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับต้วนเหอ
“บอกพี่เหอตามตรงเ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหนข้าไม่เคยเข้าเมืองเลยเ้าค่ะ”
“จริงสินะ ข้าลืมไป อาหนิงบอกข้าไว้แล้วว่าพวกเ้าจะนำไข่มาขาย มีมากหรือถึงได้นำมาขายเองเช่นนี้”
“เก็บได้ร้อยกว่าฟองเ้าค่ะ ่นี้ไก่ออกไข่มากพอจะสะสมได้มากก็เลยจะนำไปขาย”
“มากอยู่เหมือนกัน งั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่เ้านำไปขายให้เหลาอาหารโดยตรงเลย จะได้ไม่ต้องไปนั่งขายเองที่ตลาด”
“ขอถามพี่เหอเ้าค่ะ ระหว่างขายเองกับขายให้เหลาอาหารแบบไหนจะได้เงินมากกว่ากันเ้าคะ”
“หากขายเอง ไข่สามฟองต่อหนึ่งอีแปะ แต่ถ้าขายให้เหลาอาหารเขาจะรับซื้อสิบฟองราคาสามอีแปะ”
นางคำนวณในใจทันที หากขายเองเก้าฟองนางจะได้สามอีแปะแต่ถ้าขายให้เหลาอาหารก็จะกลายเป็สิบฟองสามอีแปะแต่วันนี้นางอยากจะดูลาดเลาก่อนจึงตัดสินใจจะขายให้เหลาอาหารแทนการไปนั่งขายเองอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก
“แล้วถ้าจะขายให้เหลาอาหาร จะต้องไปที่ไหนหรือเ้าคะพี่เหอ”
“พวกเ้าตามข้ามาก็แล้วกัน ข้าเอาปลาพวกนี้ไปส่งที่เหลาอาหารเหมือนกัน”
“ขอบคุณพี่เหอมากเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ตามข้ามาเถอะ”
ระหว่างทางเดินไปยังเหลาอาหาร ต้องผ่านตลาดที่ผู้คนพลุกพล่าน ด้วยเวลาเช้าๆ ทั้งพ่อค้าแม่ขายจากหลายหมู่บ้านจะพากันนำของมาวางขายกันเต็มสองข้างทางแน่นอนว่าเ้าเด็กสองคนของนางก็มองซ้ายมองขวาด้วยอาการตื่นเต้นตลอด
“เราไปขายไข่ได้แล้ว แม่จะตามใจพวกเ้าคนละอย่าง ดีหรือไม่”
ทั้งสองไม่ตอบอะไร เพียงแต่ฉีกยิ้มกว้างให้กับมารดา
“พี่เหอเ้าคะ ข้าขอถามท่าน”
“ว่ามาสิ”
“ไม่ทราบว่าที่นี่เกลือเป็สินค้าควบคุมของทางการหรือไม่เ้าคะ”
ต้วนเหอหันมองนางด้วยความแปลกใจ
“ไม่ได้ควบคุม แต่ก็แพงมาก เ้าถามทำไมหรือ”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ข้าแค่อยากจะได้เกลือกลับไปด้วยก็เท่านั้น”
“อย่างนั้นหรือ ถ้าอยากได้เกลือก็ไปซื้อที่ร้านหย่งฟาร้านนั้นเป็ร้านขายส่งสินค้าหลายอย่าง อีกทั้งยังขายราคาถูกด้วย”
“เดี๋ยวไปถึงที่เหลาอาหารแล้วข้าจะบอกทางให้ก็แล้วกัน”เพราะหลังจากขายปลาแล้วต้วนเหอต้องปลีกตัวไปรับจ้างเข็นผักเพื่อเป็รายได้เสริมระหว่างรอรับคนกลับหมู่บ้าน
“ขอบคุณพี่เหอมากเ้าค่ะ”
ทั้งสี่คนเดินมาจนถึงเหลาอาหารชื่อดังประจำเมืองซื่อชวนต้วนเหอพาทุกคนอ้อมไปทางด้านหลังของร้านซึ่งเป็จุดที่รับซื้อของที่ชาวบ้านนำมาขาย
“คารวะหลงจู๊ฟู่ขอรับ”ต้วนเหอเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง
“อาเหอ วันนี้มีปลามาขายหรือ”
“ขอรับหลงจู๊ แล้วนี่น้องสาวข้าขอรับนางเองก็นำไข่มาขายให้ท่านด้วยเช่นกัน”
“คารวะหลงจู๊ฟู่เ้าค่ะ” เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม คนนำว่ายังไงคนตามก็ต้องทำอย่างนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการผิดแปลกแหวกแนวมากเกินไป
“อือ ๆ งั้นเอาของเ้ามาก่อนก็แล้วกันอาเหอ”ผู้ช่วยหลงจู๊ฟู่นำปลาตากแห้งของต้วนเหอไปชั่งน้ำหนัก
“น้ำหนักปลาแห้งชั่งได้ห้าจินขอรับ”
“ปลาแห้งจินละห้าสิบอีแปะ ห้าจินก็เท่ากับสองร้อยห้าสิบอีแปะ”
“ได้ขอรับ”
“เอาละ เ้าถือกระดาษนี่ไปรับเงินที่ห้องโน้นนะ”
ต้วนเหอรับกระดาษที่เขียนจำนวนเงินเอาไว้เพื่อถือไปรับเงินที่ห้องเก็บเงิน
“ข้าไปก่อนนะอาเหยา ร้านหย่งฟาเดินไปตามทางนั้นจนสุดถนนก็จะเจอข้าต้องรีบไปก่อนแล้ว”
“ขอบคุณพี่เหออีกครั้งเ้าค่ะ ท่านไปเถอะ พวกข้าดูแลตัวเองได้เ้าค่ะ”นางกล่าวเพื่อให้เขาคลายใจจะได้ไม่ต้องมัวเป็ห่วงพวกนางจนเสียงานเสียการ
“ไข่ของเ้ามีทั้งหมดกี่ฟองหรือแม่นาง”
“ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบฟองเ้าค่ะท่านหลงจู๊”
“โอ้ ไก่บ้านเ้าช่างออกไข่ดกยิ่ง ข้าจะให้คนงานนับอีกครั้งจะได้ถ่ายตะกร้าคืนพวกเ้าด้วย”
คนงานเข้ามารับตะกร้าบรรจุไข่จากนางเพื่อนำไปนับอีกครั้ง
“ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบฟองขอรับ ไม่แตกแม้แต่ใบเดียว”คนงานผู้นั้นส่งตะกร้าคืนมาให้นาง แต่ก็ดูคล้ายลังเลแปลก ๆ
“มีอะไรหรืออาเป่า” หลงจู๊ฟู่หันไปถามผู้ช่วยที่ทำท่าละล้าละลัง
“เอ่อ แม่นาง ข้าขอถามหน่อยเถิด ในกระบอกไม้ไผ่ที่อยู่ในตะกร้าของเ้าใช่เกลือหรือไม่ เมื่อครู่ตอนนับไข่ มันหกออกมาเล็กน้อย ข้าเลยลองแตะขึ้นมาชิมรสชาติของมันเค็มเหมือนเกลือ แต่กลับเนื้อเนียนละเอียดกว่าเกลือทั่วไป”
อาเป่าอธิบายลักษณะของสิ่งที่พบในตะกร้าอย่างละเอียดซึ่งก็เกินกว่าที่หลินอี้เหยาคิดเอาไว้เสียอีก
ดีจริง นางจะได้ไม่ต้องอธิบายให้มากความ
“หือ? เกลือที่มีเนื้อละเอียดอย่างนั้นหรือ แม่นาง ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่”
หลินอี้เหยาแสร้งทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะหยิบกระบอกไม้ไผ่บรรจุเกลือออกมายื่นให้หลงจู๊ฟู่
เขารับมาแล้วเปิดจุกออก เห็นเป็สีขาวละเอียดคล้ายเม็ดทรายไม่เหมือนเกลือทั่วไปที่มีลักษณะหยาบ เขาจึงเทมันออกมาเล็กน้อยแล้วแตะเข้าปากเพื่อลองชิมรสชาติ
“นี่มันเกลือจริง ๆ ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงมีเนื้อเนียนละเอียดแบบนี้เล่า”หลงจู๊ฟู่อดไม่ได้ที่จะใเพราะเขาใช้กว่าครึ่งชีวิตคลุกคลีกับการซื้อสินค้าเข้าเหลาอาหารแต่ไม่เคยเห็นเกลือลักษณะนี้มาก่อน
“เป็เกลือเ้าค่ะ”
“แล้วเ้าได้มันมาจากไหน เหตุใดจึงดูพิเศษ อีกทั้งรสชาติก็ไม่เค็มโดดเกินไปด้วย”
หญิงสาวรับบทคนลำบากใจอีกครั้งก่อนจะอ้อมแอ้มตอบเสียงเบา
“สามีข้าเป็พ่อค้าเ้าค่ะ เคยค้าขายกับชาวตาฟ้ามาก่อนครั้งหนึ่งเขานำเกลือนี่กลับมาบ้าน แต่พวกเราไม่กล้านำออกมาใช้จึงวางอยู่เช่นนั้น”
“แล้วสามีของเ้าหามาเพิ่มได้อีกหรือไม่”
นางส่ายหน้าทำแววตาให้ดูเศร้าสลด
“สามีของข้าถูกโจรปล้นสินค้าฆ่าตายเ้าค่ะ บ้านสามีเลยไล่พวกข้าสามคนออกมาแต่ข้าจำที่ท่านพี่เคยบอกได้ว่าเกลือพวกนี้มีค่ามาก ข้าจึงนำมันออกมาด้วยเ้าค่ะ”
“มันมีค่ามากจริง ๆ เกลือเนื้อเนียนละเอียดแบบนี้หายากนักแล้วเ้านำมันมาด้วยทำไมหรือ”
“เรียนท่านหลงจู๊ฟู่ตามตรงเ้าค่ะ บ้านข้าใกล้จะพังแล้วอีกไม่นานลมหนาวก็จะมาเยือน ข้าอยากได้เงินสักก้อนเพื่อนำไปสร้างบ้านหลังใหม่จึงคิดจะนำเกลือไปขายให้พ่อค้าเผื่อมีคนอยากจะรับซื้อมันเ้าค่ะ”
“ขายให้ข้าได้หรือไม่! มีเท่าไหร่ ข้าเอาทั้งหมดเลย”
“เอาทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ!”หลินอี้เหยาไม่คิดว่าจะเจอลูกค้ารายใหญ่แบบไม่ต้องเดินไปหาที่ไหนไกล
“ใช่ มีเท่าไหร่เอาทั้งหมด ข้าให้จินละสองตำลึงเงิน พอใจหรือไม่”
เพราะเกลือยุคนี้ แค่เกลือธรรมดาก็ราคาจินละห้าร้อยอีแปะแล้วแต่นี่เป็เกลือเนื้อเนียนละเอียดขายได้ราคาดีถึงสองตำลึงเงินก็นับว่าน่าพอใจไม่น้อยแล้ว
“ข้ามีไม่มากเ้าค่ะ เพียงห้ากระสอบเท่านั้นแต่คงจะขนออกมาให้ท่านได้ลำบากเพราะต้องใช้เกวียนร่วมกับคนอื่นในหมู่บ้านเ้าค่ะ”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะไปรับถึงที่เอง พรุ่งนี้เป็อย่างไรขอเพียงเ้าอย่านำมันไปขายให้ผู้อื่นก็พอ”
“ถ้าท่านหลงจู๊กล่าวอย่างนั้น ข้าก็ยินดีเ้าค่ะแต่ต้องรบกวนให้ท่านเตรียมเครื่องชั่งน้ำหนักไปด้วยเพราะข้าไม่รู้ว่าที่มีอยู่นั้นน้ำหนักเท่าไหร่”
“ได้ เื่นั้นไม่ใช่ปัญหา บอกทางไปบ้านเ้ามาก็พอ”
“ไม่ยากเ้าค่ะ วิ่งเลยหมู่บ้านซีฮานออกมาก็จะเจอบ้านของพี่ต้วนเหอก่อนไกลออกมาอีกครึ่งลี้จึงจะเป็บ้านของข้าเ้าค่ะ”
“ตกลงตามนั้น พรุ่งนี้ยามซื่อข้าจะไปรับด้วยตัวเอง”
“ขอบคุณท่านหลงจู๊มากเ้าค่ะที่ยอมรับซื้อเกลือของข้า”
“ไม่เป็ไร ๆ ของที่เ้ามีคือของดีมาก ๆหากนำมาปรุงอาหารให้ลูกค้าระดับสูงของร้าน ก็ไม่นับว่าสูญเปล่า”
“เอ้า นี่ไข่ของเ้าทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบฟอง สิบฟองต่อสามอีแปะหนึ่งร้อยฟองก็สี่สิบห้าอีแปะ ข้าให้เ้าห้าสิบอีแปะแล้วกัน แล้วอย่าลืมพรุ่งนี้ข้าจะไปหาเ้าที่บ้าน”
“ได้เ้าค่ะ ขอบคุณมากเ้าค่ะ”นางรับกระดาษจากหลงจู๊มาแล้วพาเ้าสองแสบเดินไปรับเงินเพื่อจะได้เดินชมตลาดตามความตั้งใจ
เกลือเป็สิ่งที่นางเตรียมมาเผื่อฟลุก แล้วก็ฟลุกจริง ๆ เสียด้วย
“เอาละ ได้เงินมาแล้ว พวกเราไปเดินเล่นกันเถอะ”
“ขอรับท่านแม่ / ขอย้าบท่างแม่”