บทที่ 6 แจ้งความแม่สามีข้อหาฆาตกรรม (2)
เมื่อพูดถึงโจวซื่อผู้เป็แม่สามี จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับกัดฟันขบแน่นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ไฟโทสะพวยพุ่งขึ้นอัดแน่นเต็มหน้าอกของเธอ
“ฉันรู้ดีว่าตอนนี้หลักฐานในมือยังมีไม่เพียงพอ ถึงฉันจะยังไม่สามารถทำให้มันต้องโทษทางกฏหมายได้ แต่ฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้คนที่ทำร้ายลูกสาวฉัน ยังกล้าเดินลอยหน้าลอยตาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้แน่!”
“ลูกของฉันยังเด็กมาก แต่กลับต้องมาพบเจอเื่เลวร้ายขนาดนี้ ฉันไม่มีวันปล่อยมันไปเด็ดขาด! เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ก็ไม่เป็ไร แต่ทำให้มันต้องถูกคุมตัวอยู่ในคุกได้สักสองสามวันก็ยังดี”
กู่เฉินพยักหน้าเป็อันเข้าใจ
“เื่นั้นไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมจะจัดการให้เอง แต่ยังไงผมก็ต้องไปพบลูกสาวของคุณก่อน เพื่อสอบปากคำแล้วก็บันทึกคำให้การ ถึงจะมีสิทธิ์ควบคุมตัวไว้ในฐานะผู้ต้องสงสัยไว้ได้สักห้าหรือหกวัน”
เมื่อได้ยินว่ากู่เฉินยินดีช่วยเหลืออย่างไม่ลังเลเช่นนี้ จางอวิ๋นม่านก็รู้สึกราวกับมีกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความเ็าที่เคยเกาะกุมหัวใจเธอ เริ่มค่อยๆจางคลายลงเล็กน้อย
“งั้นก็ไปกันเลย เื่นี้ยิ่งรีบจัดการเร็วเท่าไรก็ยิ่งเป็ผลดี เรารีบไปโรงพยาบาลสอบปากคำลูกสาวของคุณกัน” กู่เฉินลุกขึ้นก่อนและเดินนำหน้าออกไป จางอวิ๋นม่านจึงรีบเดินตามไปติดๆทันที
………
ตัดภาพมาที่โรงพยาบาล หลินเสี่ยวอวี่จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังจดบันทึกปากคำของเธอ พร้อมกับความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ ผู้ชายคนนี้หน้าตาหล่อเหลาเกินต้าน ทั้งยังมีเสน่ห์และดูกล้าหาญตามแบบฉบับชายชาตรีในอุดมคติ
【หล่อจัง...ฮิฮิ ไม่ว่าจะดูมุมไหน ผู้ชายคนนี้ก็หล่อกว่าพ่อเลวๆนั่นตั้งเยอะ!】
【ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งบุคลิกท่าทาง ดูยังไงก็ราศีจับกว่าไอ้หมอนั่นตั้งหลายขุม!】
【ไม่รู้ว่าแม่กับคุณลุงสุดหล่อล่ำคนนี้จะมีความสัมพันธ์แบบไหนกันนะ】
【ถ้าเปลี่ยนจากไอ้พ่อสารเลวนั่นมาเป็ลุงสุดหล่อเท่คนนี้ได้ ทุกอย่างคงจะดีมากเลยทีเดียว!】
จางอวิ๋นม่าน: ……
หลินเสี่ยวจือ: ……
หลินเสี่ยวเย่: ……
หลินเสี่ยวอวี่เอาแต่คิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่ในหัวทั้งวี่วันกัน?
หลังจากถามคำถามง่ายๆเพียงไม่กี่ข้อ กู่เฉินก็ปิดสมุดบันทึกลง ดูเหมือนว่าทั้งหมดที่เขาทำลงไปนี้ เป็เพียงแค่การทำตามขั้นตอนเท่านั้น
"ผมเข้าใจเหตุการณ์คร่าวๆทั้งหมดแล้วล่ะ คุณหมอบอกว่าเสี่ยวอวี่ต้องอยู่โรงพยาบาลอีกสองวันใช่มั้ย?"
"เอาเป็ว่ามะรืนนี้ผมจะมารับทุกคนกลับบ้านเอง"
"ไม่ต้องห่วง เื่ราวหลังจากนี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ผมจัดการเอง" กู่เฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในขณะประสานสายตาสบหาจางอวิ๋นม่าน
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยปกป้องอะไรคุณได้เลย แต่จากนี้ไป ผมสัญญาว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อปกป้องคุณและลูกๆเอง!
ไม่กี่วันต่อมา ที่หมู่บ้านหงซิง
“นี่ๆ พวกเธอเห็นกันบ้างรึยัง? สะใภ้คนรองของสกุลหลินกลับมาพร้อมกับตำรวจด้วยล่ะ”
“ห๊า? จริงเหรอ? แล้วพาตำรวจมาด้วยทำไมล่ะ? ที่บ้านสกุลหลินมีเื่รึเปล่า?”
“นั่นน่ะสิ ถ้าไม่เกิดเื่ใหญ่โตขึ้น คงจะไม่พาตำรวจมาด้วยแน่ๆ ฉันได้ยินว่าคนเป็สะใภ้รองแจ้งความจับแม่สามีข้อหาฆาตกรรม”
“ตอนนี้มีตำรวจอยู่เต็มบ้านสกุลหลินไปหมด รีบๆไปดูกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ไปๆๆ”
ที่บ้านตระกูลหลิน ผู้เป็เสาหลักของครอบครัวอย่างหลินต้าฉาง พ่อสามีของจางอวิ๋นม่านถึงกับหน้าดำคล้ำไม่ต่างจากก้นหม้อไหม้
“สะใภ้รอง นี่เธอทำอะไรลงไปรู้มั้ย? เื่ภายในครอบครัว มีอะไรก็พูดคุยกันดีๆได้นี่นา ทำไมจะต้องพาตำรวจมาด้วย?”
พี่สะใภ้ของจางอวิ๋นม่านชื่อว่าหวงอิง ได้ช่วยพูดเสริมขึ้นอีกคนว่า
“นั่นน่ะสิ พวกเราต่างก็เป็คนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น กระดูกยังต้องเชื่อมด้วยเส้นเอ็น แล้วนี่เธอเล่นไปพาตำรวจมาเต็มบ้านแบบนี้ มันเป็เื่ที่ไม่สมควรเลยรู้มั้ย?”
หลินเสี่ยวอวี่สอดส่ายสายตามองดูเหล่าสมาชิกตระกูลหลินแต่ละคน ที่ดูอ่อนเยาว์ลงจากภาพจำเดิมไม่น้อย วันนี้ที่บ้านไม่มีพ่อผู้ไร้ซึ่งความรับผิดชอบและเดรัจฉานมนุษย์อย่างลุงใหญ่คนนั้นอยู่ด้วย เหลือเพียงแค่ปู่ ย่า ป้าสะใภ้หวงอิง แล้วก็อาเล็กหลินอวี้ ลูกสาวคนสุดท้องซึ่งเป็ลูกหลงของปู่กับย่า ทั้งหมดมีกันแค่สี่คนเท่านั้น
ปู่ของเธอหลินต้าฉางอายุห้าสิบกว่าแล้ว เป็หัวหน้าคนสำคัญของตระกูล ปู่และย่ามีลูกชายทั้งหมดสองคนและลูกสาวอีกหนึ่งคน ในแต่ละวันเขาแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในบ้าน ที่เป็เื่ราวระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงเลย ส่วนใหญ่เขาเลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่งและมองดูพฤติกรรมต่างๆของย่า ที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่นโดยไม่ทำอะไร ตราบใดที่เื่ราวเ่าั้ไม่กระทบกระเทือนถึงหน้าตาของเขา คุณปู่คนนี้ก็มักจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นใดๆทั้งสิ้น
ส่วนป้าสะใภ้ใหญ่ หวงอิง ผู้ที่ดูแลปู่ย่าเสมือนเป็พ่อแม่แท้ๆของตัวเอง แต่ในความเป็จริงแล้ว หวงอิงนั้นเป็คนเ้าเล่ห์เพทุบายอย่างมาก สิ่งที่เธอแสดงออกล้วนเป็เพียงภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เมื่อใดที่เป็เื่เกี่ยวพันถึงการหาผลประโยชน์จากผู้อื่น ล้วนมีเธอเข้าไปร่วมในแผนการนั้นๆเสมอ
ส่วนอาหญิงคนเล็ก หลินอวี้ เธอเป็ลูกสาวคนสุดท้องของปู่กับย่า ที่เกิดมาใน่บั้นปลายชีวิตของคนทั้งคู่ ทำให้ได้รับการตามอกตามใจจนเคยตัว ย่าของเธอเอาอกเอาใจหลินอวี้มากเสียจนทำให้เธอไม่รู้จักคำว่า ‘ประมาณตน’ ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไร หลินอวี้ก็มักไม่เคยคิดหน้าคิดหลังก่อน เป็คนที่นอกจากจะโง่เขลาแล้วยังไม่มีไหวพริบอีกด้วย
ในระหว่างที่หลินเสี่ยวอวี่กำลังสังเกตการณ์คนพวกนั้นอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดประโยคเ่าั้เข้า ก็ทำเอาเธอรู้สึกคลื่นไส้จนแทบอยากจะอาเจียนออกมาเสียตรงนั้น!
【หึ! นี่พวกแกยังกล้าพูดคำว่าเป็ครอบครัวเดียวกันออกมาอีกเหรอ ใครอยากจะเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกแกห๊ะ?】
【ที่ผ่านมาเพราะเราเห็นพวกแกเป็คนในครอบครัวเดียวกันไม่ใช่รึไง? ถึงได้ทนให้พวกแกสูบเืสูบเนื้อจนไม่เหลือแม้กระทั่งไขกระดูกน่ะ!】
【ตำรวจอุตส่าห์ลงพื้นที่ทั้งที ขอจัดหนักๆเน้นๆหน่อย! เอาให้พวกกาลากินีพันปีนี่ไม่เหลือซากไปเลย!】
จางอวิ๋นม่านจงใจปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมทำเสียงสะอื้นแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างน่าสงสารว่า
"ฉันน่ะเห็นพวกคุณทุกคนเป็ครอบครัวเดียวกันมาตลอด แต่พวกคุณต่างหากที่เห็นพวกเราเป็ตัวอะไร? ทั้งที่ปากบอกว่าเราเป็ครอบครัวเดียวกัน แต่ในความเป็จริง กลับถึงขั้นลงมือฆ่าแกงลูกสาวของฉันนี่นะ?"
"ฉันแต่งเข้าตระกูลนี้มา 14 ปีแล้ว ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะไม่ให้เกียรติพวกคุณ ทั้งปรนนิบัติพ่อแม่สามีครบถ้วนบริบูรณ์ดีเต็มที่ ทั้งซักผ้า ทำอาหาร รวมไปถึงงานทุกอย่างในบ้าน ไม่เคยคิดอู้เลยแม้แต่น้อย!"
"ฉันคิดว่าฉันทำหน้าที่ในฐานะสะใภ้ได้ดีมากพอแล้ว"
"แต่แม่สามีที่แสนดีของฉัน กลับลงมือฆ่าหลานสาวตัวเองได้ลงคอ!"
หลินเสี่ยวเย่สะอื้นพูดเสริมช่วยแม่อีกแรง ทุกวาจาที่เปล่งดังอัดแน่นไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
"ที่แม่พูดมาเป็ความจริงทั้งหมดค่ะ! หนูเห็น หนูเห็นกับตาเลยว่าคุณย่าแอบพาน้องเล็กไปที่ห้องเก็บฟืน"
หลังจากที่หลินเสี่ยวเย่พูดจบ จางอวิ๋นม่านก็กางมือโอบกอดสามพี่น้องที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างกายเข้ามาในอ้อมแขนของเธอ
เด็กทั้งสามคนทั้งซีดเซียวและร่างกายผ่ายผอม ราวกับว่าสายลมเพียงแ่เบาก็สามารถพัดร่างของพวกเธอให้ล้มลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องคนเล็กสุด ที่ตอนนี้ยังมีผ้าพันแผลอยู่รอบศรีษะ และยังมีรอยเืซึมออกมาเป็หย่อมๆให้เห็นอีกด้วย บนใบหน้าของเด็กหญิงยังปรากฏรอยนิ้วมือเป็สีเขียวอมม่วงจางๆปรากฏอยู่
ภาพฉากที่ผู้เป็แม่กำลังโอบกอดลูกสาวทั้งสามไว้เช่นนี้ ทำให้ฝูงชนที่พบเห็นและได้ยินเื่ราวทั้งหมด ต่างก็รู้สึกะเืใจอย่างยิ่งยวด พวกเขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม้กระทั่งตำรวจที่มาด้วยกัน ยังอดมีน้ำตาคลอเบ้าไม่ได้เช่นกัน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาชาวบ้านในหมู่บ้านหงซิงที่ยืนดูอยู่โดยรอบ ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนรู้ดียิ่งกว่าใครๆว่า จางอวิ๋นม่านและลูกๆของเธอนั้นเป็คนดีและกตัญญูมากเพียงใด แต่ถึงอย่างนั้น พวกคนตระกูลหลินกลับไม่เคยพอใจสักที
ช่างน่าสงสารเหลือเกิน!
ช่างน่าสลดใจมากจริงๆ!