“เด็กสารเลวนั่นคิดจะหนีไปจากคฤหาสน์อย่างนั้นหรือ” นิ้วเรียวบางของอนุว่านที่เล็บแต่งแต้มด้วยสีชาดกำลังลูบไล้ไปตามเครื่องประดับผมสีทองบนเรือนผมอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงฟังดูเนิบนาบไร้ซึ่งความกังวล อย่างไรเสียมู่อวิ๋นฮวาก็ไม่มีคุณค่าใด ๆ ให้ใส่ใจ ไม่ต่างจากสุนัขและแมวจรจัดข้างถนน
ไม่จำเป็ต้องเจียดเวลาไปรู้สึกกังวล
“ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นจริงเ้าค่ะ ข้าน้อยคาดว่าอีกสักครู่ยามหน้าประตูก็คงเข้ามาแจ้งข่าว” สาวใช้กล่าว “ฮูหยินเ้าคะ นางนั่นโง่จนไม่รู้จักคิดด้วยซ้ำว่าสมควรต้องหนีออกทางประตูหลังเงียบ ๆ ช่างไร้หัวคิดสิ้นดี” สาวใช้อดไม่ได้ที่จะพูดจาดูถูกมู่อวิ๋นฮวาต่ออีกสองสามประโยค นางไม่ได้ยืนรอดูความน่ากลัวของคุณหนูรองต่อให้จบ แต่รีบรุดมารายงานเื่ที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นายเสียก่อน
โดยปกติแล้วพวกสาวใช้มักจะพยายามแย่งกันรับหน้าที่นี้ ทว่าคราวนี้สาวใช้คนอื่น ๆ ที่เฉลียวฉลาดกว่าพากันปิดปากเงียบไม่รู้ไม่เห็น ทำให้สาวใช้นางนี้ได้รับโอกาสรายงานใกล้ชิดนายหญิงเป็คราแรก
“หึ เ้าฉลาดพูดใช้ได้ เอารางวัลไป” อนุว่านเอ่ยโดยแทบไม่ได้เหลือบมองสาวใช้คนนั้นด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจนางในเวลานี้คือเครื่องประดับผมสีทองที่เพิ่งถูกเสียบเข้าที่มวยผม
แม่บ้านคนสนิทที่อยู่ด้านข้างรีบนำเงินออกมาแล้วโยนให้สาวใช้ที่คาบข่าวมารายงาน สาวใช้รีบกล่าวขอบคุณซ้ำ ๆ ด้วยอาการดีใจอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อสาวใช้จากไปแล้ว แม่บ้านคนสนิทก็รีบปิดประตูแล้วหันมากล่าว “ฮูหยินเ้าคะ ข้าน้อยจะพาคนไปตามตัวนังโง่นั่นกลับมาเองเ้าค่ะ คราวนี้จะมัดมือมัดเท้าให้แน่น เอาให้หนีไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะส่งตัวไปอารามอันเหอเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ คราวนี้จะไม่มีผู้ใดมาสร้างปัญหาให้ตระกูลมู่ได้อีกแล้ว”
“กับอีแค่จัดการคนไร้ประโยชน์สองคน ไม่เห็นจำเป็ต้องลงแรงถึงเพียงนั้นเลย” อนุว่านจัดเครื่องประดับผมให้เข้าที่ จากนั้นยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า “ข้าเพียงตั้งใจจะเหยียบย่ำมันให้อับอายหมดสิ้นศักดิ์ศรีก่อนกำจัดไปให้พ้นจากที่นี่เท่านั้น อย่าได้ใส่ใจเลย”
นางวางถ้วยชาลงแล้วพูดต่อ “ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีผู้ใดไม่รู้เื่งานวิวาห์ผีครั้งนั้น และทุกคนต่างตั้งแง่นินทาว่าร้ายนางเด็กนั่น สาปส่งว่าเป็ต้นเหตุให้ตระกูลมู่เสื่อมเสียแต่เพียงผู้เดียว และเป็ข้าที่พยายามระงับเื่อื้อฉาวครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ กว่านายท่านจะกลับมาจากต้าเฉิงก็คงเหลือเพียงศพของมันที่รอฝังเท่านั้น หากนางตัวดียังกระเสือกกระสนจะหนีออกไปจากที่นี่ด้วยตนเองก็เพียงปล่อยมันไป ให้มันได้เผชิญกับสัตว์ร้ายกระหายเืที่รออยู่นอกคฤหาสน์ บางทีความตายอย่างน่าสมเพชอาจจะช่วยสั่งสอนพวกมันได้ว่าที่ผ่านมาข้าเป็คนปรานีเพียงใด”
“ฮูหยินช่างหลักแหลมยิ่งเ้าค่ะ ชื่อเสียงเื่ความเมตตาปรานีของฮูหยินเป็ที่เล่าลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง หากฮูหยินถูกมองว่าเป็คนเลว ในอาณาจักรนี้คงไร้ซึ่งคนดีแล้ว” แม่บ้านกล่าวคำเยินยออย่างลื่นไหล อนุว่านอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
“เ้าช่างรู้ใจข้าเสมอ เมื่อหนีออกจากคฤหาสน์ไปแล้ว สองคนนั้นย่อมไม่อาจทนต่อความอับอายเพราะคำสาปส่งว่าร้ายของชาวบ้านได้ พอใคร่ครวญดูแล้วจึงคิดว่าควรล้างอายด้วยการะโน้ำตาย ดูสิ ข้าสามารถกำจัดพวกมันโดยไม่ต้องแม้แต่ขยับมือ กว่านายท่านจะกลับมาก็สายเกินไปแล้ว และไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกต่อไป ความตายคือการตัดจบทุกปัญหา แค่การส่งนางไปที่อารามอันเหอหารับประกันได้ว่ามันจะไม่กลับมาเป็เสี้ยนหนามข้าอีกในวันข้างหน้า” อนุว่านพึมพำเสียงเบา สายตาทอดมองออกไปอย่างครุ่นคิด
แม้ว่ามู่หงไห่จะมีท่าทีเ็าไม่แยแสต่อมู่อวิ๋นฮวามาตลอดหลายปี แต่หากเด็กนั่นสิ้นลมหายใจไปจริง ๆ จึงจะทำให้นางวางใจได้ว่าฐานะของตนจะมั่นคงและไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเื่ความคิดของนายท่าน
“ฮูหยินทั้งหลักแหลมและมองการณ์ไกลอย่างไม่มีใครเทียบได้ ข้าจะสั่งให้คนของเราปล่อยพวกนั้นไปจากคฤหาสน์เดี๋ยวนี้เ้าค่ะ” แม่บ้านคนสนิทรับคำด้วยสีหน้าชื่นชม จากนั้นจึงหันกายจากไปเพื่อทำตามคำสั่ง แต่กลับต้องชะงักกลางทางแล้วหันกลับมาอีกครั้ง “ฮูหยินเ้าคะ องค์รัชทายาทกำลังจะเสด็จมาเพื่อพบคุณหนูใหญ่ที่นี่ ข้าน้อยเป็ห่วงว่านังโง่นั่นอาจทำให้พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย เราควรขังนางไว้ก่อนจนกว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จกลับหรือไม่เ้าคะ”
“องค์รัชทายาทเสด็จนี่แหละเป็โอกาสเหมาะ ไม่ต้องห่วงหรอกว่ามันจะก่อเื่ ยิ่งมันสร้างเื่สิยิ่งดี” อนุว่านตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
ในขณะที่แม่บ้านคนสนิทอยู่ในอาการงุนงง “ฮูหยินหมายความเช่นไรหรือเ้าคะ”
อนุว่านแกว่งถ้วยในมือไปมา ก้านชาเล็กละเอียดลอยวนอยู่ในน้ำที่กระเพื่อมไหว “ยิ่งนางเด็กนั่นทำตัวเสื่อมเสียมากเพียงใดก็ยิ่งดีต่อซีเอ๋อร์มากเท่านั้น แม้ซีเอ๋อร์จะเป็ผู้ออกโรงแก้ไขปัญหาของตระกูลมู่ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ทว่าก็ยังมีน้อยคนนักที่รู้เห็นกับตาตนเอง แม้ว่าเื่ราวจะถูกเล่าลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน ไหนเลยจะเทียบได้กับการที่องค์รัชทายาททรงเห็นกับตาด้วยพระองค์เอง”
“แม้ในเวลานี้ซีเอ๋อร์จะได้รับการยกย่องว่าบริสุทธิ์สูงส่ง แต่มลทินมัวหมองก็ยากจะลบเลือนกันได้ง่าย ๆ องค์รัชทายาทเสด็จมาถึงที่ นี่เป็โอกาสดีที่ซีเอ๋อร์จะได้ล้างมลทินต่อหน้าพระพักตร์”
“อย่างไรเสีย ซีเอ๋อร์ก็ต้องเป็ดังเทพธิดาที่์ทรงโปรด ส่วนมู่อวิ๋นฮวานั้นเป็ได้เพียงก้อนกรวดก้อนดิน เศษสวะสกปรกไร้ค่า แม้จะร่วมบิดาและอาศัยอยู่ใต้ชายคาคฤหาสน์ตระกูลมู่เหมือนกันก็เถอะ แต่ก็ไม่อาจเทียบกันได้ เพียงมองดูด้วยตาก็จะพบว่านังนั่นไม่นับว่าถูกหล่อขึ้นจากเบ้าหลอมเดียวกับลูกสาวของข้า ต่อให้มันไร้สมอง ลอบไปแต่งงานแทนจนเกิดเื่อื้อฉาวไปทั่วเมืองก็เป็เพราะตัวมันเอง หาได้เกี่ยวข้องกับซีเอ๋อร์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินและสูงส่งกว่านังนั่นมาก”
“หากองค์รัชทายาทดำริได้เช่นนั้น เ้าคิดว่าซีเอ๋อร์จะหลุดพ้นจากเื่เสียหายทั้งปวงหรือไม่”
ดวงตาของแม่บ้านคนสนิทเป็ประกายด้วยความกระจ่างแจ้ง “เช่นนี้นี่เอง ใช่แล้วเ้าค่ะ ข้าน้อยไร้ปัญญา สนใจแค่จะพยายามป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติ แต่แผนการของฮูหยินนั้นเฉียบแหลมยิ่งกว่า หนำซ้ำยังพลิกโอกาสที่สดใสให้เป็ของเราได้อีกด้วย”
“ฮูหยินของข้าน้อยตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเสมอ”
อนุว่านขยับยิ้ม “ตระกูลหลี่ของข้าทำกิจการค้าขายตำรา มีห้างร้านใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ข้าเติบโตมาท่ามกลางตำราและความรู้มากมาย แล้วเ้าจะเทียบกับข้าในเื่ความเฉียบแหลมได้อย่างไรเล่า”
“โธ่ ฮูหยินเ้าคะ ข้าน้อยหรือจะกล้าเอาตนเองไปเทียบกับฮูหยิน กล่าวเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการเอาหงส์งามไปเทียบกับไก่บ้าน ข้าน้อยไม่อาจเอื้อมหรอกเ้าค่ะ”
“แม่บ้าน ระวังคำพูดของเ้าด้วย หงส์งามทั้งหลายล้วนอยู่หลังกำแพงวังหลวง ข้าหรือจะมีวาสนาถึงเพียงนั้น”
“ฮูหยิน ไม่จริงเลยเ้าค่ะ ตามความเห็นของข้าน้อย หงส์งามในวังหลวงหรือจะสู้....”
ระหว่างที่แม่บ้านกำลังยกยอปอปั้นฮูหยินของนางอยู่ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากนอกเรือน
“แย่แล้ว แย่แล้วขอรับ ฮูหยิน...มีคนตาย มีคนตายขอรับ”
“เหตุใดจึงกล้ามาเอะอะโวยวายถึงที่นี่!” แม่บ้านกล่าวตำหนิระหว่างที่แง้มประตูออก ชัดเจนว่าไม่้าให้ผู้ใดเข้ามารบกวน
ห้องส่วนตัวของฮูหยินหรือจะเป็สถานที่ที่พวกบ่าวไพร่ทั่วไปจะเข้ามาได้ง่าย ๆ
ข้ารับใช้หอบหายใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นรายงานอย่างเร่งรีบ “แม่บ้าน เื่ใหญ่แล้วขอรับ มีคนตายในคฤหาสน์”
“ใครตาย! พูดมาซิ!”
“ยามเฝ้าประตู ยามเฝ้าประตูตายแล้วขอรับ”
แม่บ้านคนสนิทขมวดคิ้ว มู่อวิ๋นฮวาผู้โง่เขลาก็อยู่ที่หน้าประตูมิใช่หรือ แล้วยามเฝ้าประตูตายได้อย่างไร
“รีบเล่ามา มันตายได้อย่างไร ใครเป็คนฆ่า บอกมาให้หมด”
“เอ่อ...” ข้ารับใช้ตอบตะกุกตะกัก “ข้า...ข้าไม่ทราบว่าตายได้อย่างไรขอรับ”
“หากไม่รู้เื่ราวดีแต่กล้ามาะโโหวกเหวกเป็ฆ้องปากแตกได้อย่างไรว่ามีคนตาย!” แม่บ้านตะคอกแล้วยกมือขึ้นตบข้ารับใช้คนนั้น
ข้ารับใช้ที่กำลังร้อนรนจึงโพล่งทุกสิ่งออกไปทันที “ข้าได้ยินยามหน้าประตูอีกนายหนึ่งะโว่ามีคนตายที่หน้าประตูขอรับ คนที่ไปตรวจดูก็พบว่ามียามเฝ้าประตูนอนตายอยู่จริง ๆ ตัวเขาโชกไปด้วยเื และ...”
และหลังจากนั้นเขาก็รีบรุดมารายงานฮูหยินที่นี่ก่อนใครเพื่อหวังรางวัล