บทที่ 4
เปิดตัว
“สวัสดีค่ะ หม่อมย่า” รพีพัฒน์พาแฟนสาวมากราบหม่อมรำไพในสวนหลังบ้านที่ติดกับที่พักของหม่อมย่าของเขาซึ่งแยกมาจากส่วนของบ้านใหญ่ เพราะหม่อมย่าชอบธรรมชาติและความเป็ส่วนตัว
“ชื่ออะไรเหรอเรา” หม่อมรำไพเอ่ยถามแฟนสาวของหลานชายพร้อมสังเกตอาการไปด้วย
“อลิสสา ขจรไพศาลค่ะ”
“อืม คบกับหลานย่ามานานยัง”
“พีพึ่งขอลิสาคบเมื่อ 3 วันก่อนครับคุณย่า สาใจแข็งไม่ยอมตกลงเป็แฟนกับพีสักที” รพีพัฒน์ที่นั่งข้างๆ แฟนสาวชิงตอบก่อนที่แฟนสาวจะได้ตอบ
“พี ลิสาก็้ามั่นใจก่อน ชื่อเสียงของพีโด่งดังใช่ย่อย” อลิสสาหันมาตีไหล่เขาด้วยอาการเขินอาย ท่ามกลางการสังเกตของผู้เป็ย่า ที่ดูอาการของทั้งคู่เงียบๆ
“ลิสา พีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วนะครับ”
“ค่ะ ลิสาเชื่อค่ะ”
“เอาล่ะป่านนี้มินตราคงทำกับข้าวเสร็จแล้วไปรอที่ห้องอาหารกันเถอะ” หม่อมรำไพกล่าวขึ้น
ห้องอาหาร
“พอทานได้ไหมหนูอลิสสา” หลังจากที่ทำความรู้จักกับบิดามารดาของรพีพัฒน์ไปแล้ว อาหารมากหน้าหลายตาสีสันน่ารับประทานก็พร้อมเสิร์ฟ โดยมีมินตราคอยจัดเรียง และก็มีสายตาของชายพีมองเป็ระยะเช่นเดียวกัน
“อาหารน่าทานจังเลยค่ะ” อลิสสากล่าวขึ้นเมื่ออาหารขึ้นโต๊ะครบทุกอย่าง
“หนูทานได้ใช่ไหมจ๊ะ อาหารไทย” หม่อมอังคณาพูดขึ้นกับแฟนของลูกชายที่พามาเปิดตัว
“ลิสาทานได้ค่ะหม่อมแม่ ลิสาชอบอาหารไทยค่ะ” อลิสสาพูดอย่างประจบ
“มินตราเขาทำอาหารอร่อยเพราะหม่อมย่าเป็คนสอนเองกับมือ” หม่อมอังคณาพูดถึงแม่ครัวประจำบ้านที่เธอก็รักและเอ็นดูไม่ต่างกับผู้เป็มารดาสามี
ขณะที่อลิสสาก็หันมามองแม่ครัวที่ผู้เป็มารดาของแฟนหนุ่มของเธอเอ่ยถึง แม่ครัวที่ไม่เหมือนแม่ครัว ทั้งสาวและสวย
“มินตราเขาชอบ สอนอะไรก็จำได้หมด ใครชอบ ไม่ชอบอะไรเขารู้หมด” หม่อมรำไพพูดเป็ปกติ แต่น้ำเสียงทั้งรักและเอ็นดูไม่ปิดบัง
“ลิสาอยากเรียนทำอาหารกับคุณย่าจังเลยค่ะ”
“ย่าแก่แล้วคงไม่มีแรงสอน ถ้าจะเรียนก็เรียนกับมินตราได้ รายนั้นเขาเอาจากย่าไปหมดแล้ว”
“อ๋อได้ค่ะ เดี่ยววันไหนลิสาว่างขอมาเรียนกับน้องมินตรานะคะ อาหารอร่อยมากค่ะ” อลิสสาหันไปพูดกับคนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“ได้ค่ะ” มินตราจะทำอะไรได้นอกจากตอบรับคำขอของเธอ ขณะที่รพีพัฒน์เพียงมองเธอผ่านสายตาเล็กน้อย
“แล้วนี่ชายพีมกับชายพีทไปไหน” หม่อมรำไพเอ่ยถามถึงหลานชายคนที่สามและสี่ ที่ไม่เห็นมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย ถึงแม้จะเป็ปกติที่หลานชายของเธอจะชอบเที่ยวชอบสังสรรค์ข้างนอกมากกว่า แต่ผู้เป็ย่าก็อดจะถามไม่ได้
“พีมไปงานเลี้ยงกับลูกค้าครับคุณย่า ส่วนนายพีทเห็นว่าไปทำงานกลุ่มครับ” ภูมิรพี ลูกชายคนรองของหม่อมรพีพันธ์แจ้งแก่ผู้เป็ย่า ในบรรดาพี่น้องสี่คนนี้ ภูมิรพี เป็คนที่นิ่งที่สุด เขาเป็คนสุขุม และมักทำอะไรโดยที่ผู้เป็ย่าไม่ต้องห่วงมาก อาจจะเป็เพราะว่า เขาเกิดมาเป็น้องคนรอง ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ั้แ่เด็ก แต่หากเทียบกับชายใหญ่ ที่เป็หลานชายคนแรกของตระกูล ทุกคนจึงรักและเอาใจมากเป็พิเศษ อยากได้อะไร ไม่มีใครกล้าขัด จนติดเป็นิสัยมาถึงตอนโต แต่เขาก็เป็คนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่เป็ถึงกรรมการบริหารโรงแรม 8 ดาวมากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ
เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเสร็จก็ต่างย้ายมาคุยกันที่ห้องนั่งเล่นโดยข้างกายหม่อมรำไพ มีมินตราคอยบีบนวดขาให้ แม้ใจไม่อยากจะทนมองภาพคู่รักใหม่ที่หยอกล้อกันไปมามากแค่ไหน แต่เธอก็ทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ แบบไม่แสดงอาการใดๆ และเมื่อถึงเวลาเวลาที่รพีพัฒน์ไปส่งแฟนสาว จึงเป็ตอนที่เธอรู้สึกสบายใจที่สุด
“เป็อะไรล่ะเรา เครียดอะไรหรือเปล่า” หม่อมรำไพเอ่ยถามเธอเมื่อรู้สึกว่าแรงบีบนวดที่บ่งบอกถึงอารมณ์คนนวดได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“มินไม่เป็อะไรค่ะหม่อม” เธอเงยหน้าตอบผู้มีพระคุณด้วยรอยยิ้มแสนหวาน
“ไม่มีอะไรก็ดี มีอะไรก็บอกฉันได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ” หม่อมรำไพยกมือลูบศีรษะเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดูดุจลูกหลานคนหนึ่ง
“ขอบคุณค่ะหม่อม”
“จะจบแล้วใช่ไหม พักบ้างก็ได้นะมินตรา อย่าโหมงานหนักมาก” หม่อมรำไพรู้ว่ามินตราเป็เด็กที่ขยัน เก่ง เธอคอยให้คำปรึกษาเด็กคนนี้มาตลอด ไม่ว่าเด็กคนนี้จะทำอะไรย่อมคิดและไตร่ตรองก่อนและจึงมาขอคำปรึกษาแก่เธอ
“ค่ะหม่อม มินจะจบแล้วจะได้ทำตามความฝันของตัวเองแล้วค่ะ”
“ดีแล้ว ฉันเชื่อว่ามินตราจะทำได้สำเร็จแน่นอน
