ย้อนคืนสู่ยุคต้นกำเนิด....
สิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ต่างถือกำเนิดขึ้น และสูญพันธุ์ไป
เมื่อจักรวาลได้สร้างระบบห่วงโซ่อาหาร วงจรนั้นดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ
แต่กลับปรากฏข้อผิดพลาดอยู่ร่ำไป
เผ่าพันธุ์ทั้งหลายพยายามรักษาสายเืของตน แต่มิอาจหลีกเลี่ยงหายนะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
แล้วจะต่างอันใดกับคำกล่าวที่ว่า “์กลั่นแกล้ง”
แต่หารู้ไม่ แม้ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าราชันย์์ ปกครองทุกเผ่าพันธุ์ มีอายุขัยยืนยาวจนไร้จุดสิ้นสุด
มองดูดาวเคราะห์มากมายถือกำเนิดขึ้น และพังทลายลงตามกาลเวลา
ถึงแม้จะทรงพลังอย่างไร้ที่เปรียบ มันก็ยังไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของจักรวาลได้
กระทั่งสายเืคนสุดท้ายของมัน ยังแตกสลายกลายเป็ผุยผง
ไร้ซึ่งสกุลสืบทอด
ไร้ซึ่งเื่ราวให้กล่าวขาน
และท้ายที่สุด
ตระกูลาา์ ที่เคยปกครองทั่วทั้งจักรวาล ก็จางหายไปตามกาลเวลา
.........
ณ บ้านทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่ง ในสวนหย่อมเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน ส่งกลิ่นหอมกรุ่นกระจายไปทั่วบริเวณ
เมื่อมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่ง จะพบเด็กสาววัยแปดขวบ เธอกำลังนั่งเขียนข้อความบางอย่างลงในแผ่นกระดาษ ก่อนจะพับมันเป็นกตัวน้อยอย่างมีความสุข
เด็กสาวใช้มือเรียวเล็ก ปาดผมหน้าที่ย้อยปิดตาเหน็บไว้ที่หู ดวงตากลมโตจ้องมองกระจก เชยชมทรงผมถักเปียด้วยความหลงไหล
ริมฝีปากน้อยๆพลันแย้มยิ้มขึ้นมา รู้สึกภาคภูมิใจในรูปลักษณ์ของตน ชั่วครู่เธอก็เลิกสนใจกระจกบานนั้น และเดินไปริมหน้าต่าง
แสงอัศดงส่องกระทบดวงหน้าอันอ่อนเยาว์ เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่งดงามดุจบุบผายามเย็น
คิ้วเรียวยาวตวัดปลายดั่งหางหงส์ กลางหน้าผากปรากฎสัญลักษณ์ประหลาด 魂 (ิญญา) แต่ก็มิอาจทำให้ความงดงามนั้นลดน้อยลงไป
แววตาใสซื่อแฝงเร้นความเฉลียวฉลาด เหม่อมองไปบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เกินสุดแสนจะจินตนาการ
เด็กสาวพลันเข้าสู่ห้วงความคิดอันลึกซึ้ง และไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เธอกำลังคิดสิ่งใดอยู่
กว่าจะหลุดออกมาจากห้วงภวังค์ มันก็ผ่านไปแล้วชั่วจิบชาหนึ่งถ้วย
เด็กสาวถอนลมหายใจออกมาแ่เบา คล้ายมีเื่ราวอมทุกข์อยู่ภายใน
จู่ๆ นกกระดาษ ก็ถูกขว้างออกไป
.... ปรากฏสายลมหนาวสาดซัดผ่านมา เข้าโอบอุ้มเ้านกตัวน้อย ลอยละล่องออกไปไกลแสนไกล จนเด็กสาวไม่สามารถมองเห็นมันได้อีกต่อไป
เธอกลับมานั่งขอบเตียง เหลือบมองกรอบรูปบนโต๊ะกระจกด้วยท่าทีหดหู่
มันถูกถ่ายเอาไว้เมื่อ ห้าปีก่อน ในรูปเป็ภาพที่บิดาและมารดา กำลังอุ้มทารกน้อยเอาไว้ตรงกลาง ซึ่งใบหน้าของคนทั้งสาม ต่างก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เด็กสาวหลับตาลง ยกสองมือขึ้นมากุมไว้ตรงหน้าอก พร้อมกับริมฝีปากที่เริ่มขมุบขมิบไปมา
นกกระดาษที่ดูธรรมดา ลอยผ่านสถานที่มากมาย
ผู้คนคับคั่งต่างมองเห็นมัน... แต่ก็ไม่มีใครสนใจ
มันลอยผ่านตึกไอเฟลที่สูงเสียดฟ้า
ผ่านดิสนีย์แลนด์อันงดงามตระกาลตา...
ผ่านป่าไม้ผืนใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์....
ผ่านทะเลทรายที่แห้งแล้ง...
ผ่านทิวเขาสูงใหญ่มากมาย....
และมาถึงผืนทะเลสีครามอันกว้างใหญ่...
…….
จนกระทั่งหลายเดือนต่อมา.... จนเกือบจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
...
..
มันก็ลอยมาถึงกำแพงเมืองจีน
สภาพของมันตอนนี้ทั้งเก่าและขาดวิ่น ไร้ซึ่งความงดงามดั่งกาลก่อน
ณ ย่านสลัมแห่งหนึ่ง
ตึกห้องเช่ามากมายถูกสร้างขึ้นติดกันจนแทบจะไร้ช่องโหว่ให้อากาศได้ถ่ายเท ตามราวระเบียงเต็มไปเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้แน่นขนัด
ถนนข้างทางปรากฏร้านค้าแผงลอยมากมาย ตั้งเรียงรายกันไปจนสุดปลายทาง มองภาพรวมแล้วชวนดูอึดอัด แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ต่างก็รู้สึกชินชาไปกับมัน
หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ดูครึกครื้นดีเช่นกัน
........
ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปด เปิดประตูห้องเช่าอย่างรุนแรง บังเกิดเสียงดังโครมครามไปทั่วทั้งชั้น เขารีบวิ่งลงชั้นล่างก่อนจะเข้าไปซื้อของในร้านค้า
ผ่านไปสองนาที ในมือพลันปรากฏขนมปังหนึ่งห่อ กับน้ำหนึ่งขวด
ชายหนุ่มวิ่งไปกินไป โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ที่กำลังมองมาด้วยความตลกขบขัน เขาสบถขึ้นในใจ 'ให้ตายเหอะ สายอีกแล้ววันนี้ ขอให้เจ๊ไม่ใจร้ายหักเงินเดือนเพิ่มทีเถอะ'
ถึงแม้จะรีบวิ่งขนาดไหน แต่กางเกงขายาวสีดำที่รัดรูป ก็ทำให้เขาไม่สามารถก้าวขาได้ยาวซักเท่าไหร่
สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเร่งรีบอย่างเอาเป็เอาตายเช่นนี้ ก็เกิดจากความประมาทเลินเล่อของตนเอง คิดว่าสถานที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ของีบต่ออีกซักเล็กน้อยก็คงไปทัน
แต่กว่าจะรู้สึกตัว เวลาก็ปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้า และนั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ในจำนวนหลายครั้งที่เขาทำมาแล้วในชีวิต และวงจรนี้ เมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัวออกไป
ตุ่บๆ ตุ่บๆ....
ฝุ่นจากถนนสลัมฟุ้งกระจายไปทั่ว ตามทางที่เขาวิ่งผ่านไป พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ตามข้างทาง ต่างพากันสบถด่าออกมาแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ชายหนุ่มหาได้สนใจและรีบวิ่งต่อไป
ในขณะที่มาถึงทางโค้ง เื่ไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น รถยนต์สองคันเร่งความเร็วแข่งกันมา ซึ่งความเร็วก่อนเข้าโค้งไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ทันใดนั้นรถยนต์อีกคันถูกเบียด ก่อนจะเสียหลักพุ่งเข้าชนชายหนุ่มอย่างแรง
เห้ยยย!!!
เอี๊ยดดด.... โครม!
นั่นคือคำสุดท้ายของชายหนุ่ม ก่อนที่ร่างอันบอบบางจะกระเด็นไปไกลเกือบ 20 เมตร และหยุดลงหลังจากชนเข้ากับถังขยะ
โลหิตแดงฉานไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก แขนขาหักบิดเบี้ยวผิดรูป และสมองก็แตกกระจายไปครึ่งซีก
มองดูสภาพศพแล้ว ช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนัก
สายลมอันพิศดาร ที่พัดพานกตัวน้อย ลอยละล่องข้ามทวีปมาไกลแสนไกล จู่ๆพลันสลายหายไป ก่อนที่นกกระดาษจะตกลงมา อยู่ข้างๆศพของชายหนุ่ม
หลังจากผ่านฝนและลมแดดมาเป็เวลานานหลายเดือน สภาพของมันใกล้ผุพังลงเต็มที
เมื่อตกถึงพื้น มันก็คลี่ออก ปรากฏตัวหนังสือที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งตัวอักษรยังคงแจ่มชัดอย่างน่าประหลาด
'พ่อและแม่เอาแต่สนใจเื่การงานของตัวเอง พวกเขาไม่นึกถึงความรู้สึกของฉันบ้างเลย ตอนนี้พวกเราพึ่งย้ายบ้านมา ทำให้ฉันไม่รู้จักใครเลยซักคน
ฉัน้าเพื่อนเล่นไว้พูดคุยเื่ไร้สาระ แต่ถ้าให้เลือก ฉันอยากได้หุ่นยนต์มากกว่า เอาที่เหมือนมนุษย์ และนั่นคงเป็เื่ที่เพอร์เฟคมากเลย’
อย่างน่าประหลาด ตัวหนังสือเ่าั้ลอยออกมาจากกระดาษ ก่อนจะกลายเป็ลำแสงสีฟ้า และพุ่งเข้าไปในศพของชายหนุ่ม
.........
ผู้คนมากมายที่อยู่แถวนั้น ต่างพากันวิ่งกรูเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันทีที่พบศพคนตาย ชาวบ้านบางคน พลันกรีดร้องเสียงหลงขึ้นมาด้วยความใกลัว
เมื่อมีผู้คนมารวมตัวกันเยอะมากขึ้น เสียงะโถามกันไปมา ก็ดังเซงแซ่ไปทั่วบริเวณ
มีหลายคนมองเห็นแผ่นกระดาษเก่า วางอยู่ข้างๆศพ แต่กลับไม่มีใครสนใจ เพราะมันคือกระดาษที่ว่างเปล่า
ส่วนรถที่ก่อเหตุได้หลบหนีจากไป ั้แ่ที่ชนชายหนุ่มกระเด็น
ผ่านไปไม่นาน รถตำรวจก็เดินทางมาถึง ด้านหลังมีรถพยาบาลตามเข้ามาติดๆ ตำรวจทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว กันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป และเริ่มสืบคดีในทันที
ทีมแพทย์ลงมาจากรถ ช่วยกันห่อศพด้วยความชำนาญ
เพื่อนร่วมงานของชายหนุ่มกับเจ๊เ้าของกิจการ กำลังยืนมองจากที่ห่างไกล สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสารและเห็นอกเห็นใจ
เจ๊เ้าของกิจการพนมมือขึ้นมา กล่าวขึ้นในใจ 'ที่ฉันบอกว่าจะหักเงินเดือนนายเพราะมาสาย ฉันก็แค่ขู่เพื่อให้นายเกิดความกระตือรือร้นมากขึ้นเท่านั้นเอง ยังไงสิ้นเดือนฉันก็ยังคงให้เงินเดือนเต็มอยู่ดี โปรดอโหสิกรรมให้ฉันด้วยเถอะนะ เวนอม...'
ิญญาของเขามองดูศพที่ถูกขนใส่ท้ายรถพยาบาล ด้วยความรู้สึกอันเคว้งคว้างและสลดใจ
ทันใดนั้นพลันปรากฏหลุมดำ้าศรีษะ แขนอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามแต่ไร้ซึ่งหนังห่อหุ้ม ค่อยๆยื่นออกมา มือที่ใหญ่โตเข้าบดบังทัศนียภาพทั้งหมด ก่อนจะคว้าลงมาที่ตัวเขา
เวนอมมิอาจขัดขืนหลบหนีได้เลย เขาทำได้เพียงยืนมองมืออันหยาบกระด้าง ฉุดกระชากตนเข้าไปในหลุมดำ ด้วยจิตใจที่เต้นระทึก