บทที่ 13 ความ้าของจ้าวซินเยว่
“ซินเยว่!”
เสียงะโอย่างเป็ห่วงดังข้างหในยามสายของวันที่สี่ของการเดินทาง ทำเอาคนที่อยู่ในห้วงความคิดของตัวเองสะดุ้งเฮือกด้วยความใแล้วจึงหันมามองตามเสียง
“เป็อะไรหรือ เห็นเ้าเหม่อมาั้แ่เดินทางแล้ว”หญิงสาวคนพูดขมวดคิ้วถามคนที่ไม่พูดไม่จา จะพูดก็น้อย และชอบทำตัวเหม่อๆ ใน่นี้
จ้าวอี้หยางถามญาติผู้น้องและเพื่อนสนิทด้วยความเป็ห่วงจากใจจริงเมื่อเห็นนางเป็เช่นนั้นมาั้แ่ออกจากเมืองเว่ยพลันคิดไปเองว่านางคงเศร้าที่ต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ
“ไม่มีอะไรหรอก แล้วเ้ามีอะไรหรือ” คนโดนถามกลับถอนหายใจยาว
“ทั้งข้า ทั้งเสี่ยวโยวทั้งอาจิงเรียกเ้าตั้งหลายครั้งแต่เ้าก็ไม่ได้ยินน่ะสิ อย่าเศร้าไปเลยนะข้าเองก็พึ่งเคยไปเมืองหลวงครั้งแรกเช่นกัน”
จ้าวซินเยว่เพียงยิ้มตอบในเมื่ออีกฝ่ายเข้าใจว่านางเศร้าที่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ก็ช่างเถอะแต่หากสังเกตดีๆ อาจจะรู้ได้ว่า นางเป็เช่นนี้มาั้แ่งานเทศกาลตะวันออกมักจะเหม่อลอยอยู่เสมอ
ส่วนสาเหตุก็แน่นอนว่าเป็...บุรุษผู้นั้น...
ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่นางมักจะนึกถึงคืนนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวความคิดในสมองสับสนตีกันไปหมดหนักที่สุดคือสายตาของนางมักจะถูกวางไว้ที่แผ่นหลังของแม่ทัพผู้นั้นเสมอเมื่อตัวนางเผลอ
นางพยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่านเื่ของชายหนุ่มคนนั้นจนเกินไปอย่างที่โบราณว่า ยิ่งห้ามตัวเองเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่งยุหัวของนางเองมีแค่เฉินจือหาน
... คนบ้า! ดันมาขโมยจูบแรกของนางไปได้เสียอย่างนั้น!
... แล้วหัวใจเ้ากรรมก็จำการกระทำน่าอายเช่นนั้นอีก!
เมื่อบุรุษบนหลังม้าคล้ายจะหันมามองทางนางเสี้ยววินาทีที่ดวงตาสบกันนางก็เบี่ยงสายตาหนีคนคนนั้นเสมอ ทั้งที่เมื่อก่อนต่อให้เขามานั่งจ้องตาตรงหน้าก็ไม่รู้สึกอะไรแท้ๆ
หากย้อนกลับไปถึงการเดินทางในครั้งนี้ก็คงต้องย้อนไปถึงหลังงานเทศกาลจบ ในขณะที่เมืองเว่ยกำลังกลับเข้าสู่่เก็บกวาดบ้านเมืองให้สะอาดดังเดิมก็มีบุคคลมาเยี่ยมเยือน นั่นคือ ราชองครักษณ์ จงหรูอี้องครักษณ์คนสนิทของโอรส์ผู้นั้นเร่งฝีเท้าม้าให้มาถึงเมืองเว่ยให้เร็วที่สุดเพื่อส่งเทียบเชิญเข้าเฝ้าของไทเฮาให้แก่ท่านหญิงเจี่ยลี่ หรือจ้าวอันหรานแม่ของนาง
โดยในเทียบเชิญนั้น่ต้นเป็การถามสารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียมใจความสำคัญคือนางรู้เื่ที่มารดากลับมาอยู่ที่บ้านแล้วจึงอยากเชิญมารดาพร้อมทั้งคุณหนูตระกูลจ้าวทั้งสองเข้าวังเพื่อพบปะทำความรู้จักกันตามประสาผู้ใหญ่คนหนึ่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นมารดาของนางก็ยากจะปฏิเสธพอดีกับที่จงหรูอี้แจ้งว่าจ้าวหานมีความประสงค์อยากให้มารดามาอยู่กับภรรยาของตนเองสักระยะเนื่องจากตนเองอยากมีลูกอีกคน แต่กลัวไม่มีคนดูแลลูกชายคนโตทำเอาคนในบ้านล้วนยิ้มให้กับเหตุผลของจ้าวหาน
พอเป็เื่ลูกหลานแล้วท่านตาก็ให้ท่านแม่พร้อมทั้งจ้าวอี้หยางและจ้าวซินเยว่เดินทางมาแต่ท่านแม่ก็ขอช่วยงานที่เมืองเว่ยให้เสร็จสิ้นก่อนพอดีกับที่ม้าขององครักษ์จงเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน
เฉินจือหานที่รู้ว่าขบวนจากเมืองเว่ยจะเดินทางวันไหนจึงเอ่ยปากขอติดขบวนไปพร้อมกับคนขององครักษ์จงและคนตระกูลจ้าวเมื่อเมืองเว่ยกลับสู่สภาวะปกติ ทั้งหมดก็เดินทางมาด้วยกัน
วันนี้ก็เข้าวันที่สี่ของการเดินทางอีกไม่ถึงสามชั่วยามก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว หากเร็วหน่อยก็เพียงสองชั่วยามเท่านั้น
“เฮ้อ... ”โฉมสะครางถอนหายใจยาวอีกครั้งจนจ้าวอี้หยางต้องหันไปขอความเห็นกับบ่าวทั้งสองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทั้งสองคนก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ซินเยว่ข้าขอถามเ้าสักเื่ได้หรือไม่” จ้าวอี้หยางชวนนางคุยด้วยความกระตือรือล้นจ้าวซินเยว่หันไปมองใบหน้ายิ้มกว้างของอีกฝ่ายเห็นถึงความพยายามจะทำให้นางร่าเริงก็อดเห็นใจไม่ได้
“เอาสิ เ้ามีอะไรหรือ”
“เ้าชอบผู้ชายแบบใดหรือ?”
หนึ่งถามด้วยความคะนองอีกหนึ่งจ้องด้วยความตะลึงงัน
ก่อนจะเปลี่ยนเป็คนที่ใช้ความคิด คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กๆพลางเงยหน้าราวกับใช้ความคิด
“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยข้าไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานด้วยซ้ำ” สิ่งนั้นล้วนเป็ความจริงจ้าวซินเยว่ไม่เคยคิดเื่ออกเื่แม้หลายต่อหลายคนจะบอกว่านางถึงวัยแต่แม่และพี่ชายของนางเอ่ยปากมาแล้วว่าไม่แต่งก็ได้นางจึงไม่คิดถึงเื่แต่งงานมาก่อน
“ไม่เอาแบบนี้สิ ไม่สนุกเลย”จ้าวอี้หยางรู้สึกไม่เป็ธรรม
“เช่นนั้นเ้าก็บอกของเ้ามาสิ”หญิงสาวหรี่ตามองอย่างรู้ทัน จนจ้าวอี้หยางหยุดนิ่งไป
“เปลี่ยนเป็อธิบายว่าชอบรุ่ยอ๋องตรงไหน อาจจะตรงกว่า”เสียงหวานแหย่เพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มจนอีกฝ่ายใบหน้าขึ้นสีจัดพลางตีนางเบาๆด้วยความเคอะเขิน
“เอาเป็ว่าข้าจะตอบคำถามแรกแล้วกัน”จ้าวอี้หยางมองจ้าวซินเยว่ด้วยสายตาคาดโทษไว้ก่อน แต่คำถามนี้เ้าตัวเป็คนถามก่อนนางจึงคาดหวังในคำตอบของคนถาม
“ข้าไม่ชอบคนแก่กว่ามากๆแก่กว่าพี่ๆ ข้าไม่อยากแต่ง อีกอย่างข้าชอบคนที่ยิ้มเก่ง คนที่ยิ้มยากๆอยู่ด้วยแล้วคงอึดอัดน่าดู อีกอย่างข้าพยายามหลีกเลี่ยงผู้ชายสายบู๊ข้าไม่ชอบเห็นใครออกไปสู้รบข้ากลัวว่าถ้าข้ารักมากแล้วจะทำใจไม่ได้หากวันนึงต้องเสียอีกคนไป”
จ้าวอี้หยางอธิบายออกมาทุกอย่างเสียชัดเจนข้าวซินเยว่ก็ได้แต่พยักหน้าคล้อยตามเหตุผลเ่าั้ หลักๆ คือนางก็ชอบบุรุษรักสงบและมีความสดใสร่าเริงเช่นจ้าวอี้หยางเอง
“เ้าชอบรุ่ยอ๋องเพราะเด็กกว่าพี่สามเป็คนยิ้มเก่งสดใส เข้าถึงง่าย และเป็ขุนนางสายบัณฑิตสายปกครองสินะ”แม้รุ่ยอ๋องจะเกี่ยวข้องกับกองทัพแต่ก็ไม่ใช่โดยตรงส่วนมากจะเดินทางไปกับกองทัพเพื่อดูสถานการณ์แล้วก็กลับมารายงานให้วังหลวงนางเคยได้ยินมาแบบนั้น
เป็เหมือนผู้ช่วยชั่วคราวเป็แขนเป็ขาให้ฝ่าาทำนองนั้น
“ซินเยว่! อย่าให้ถึงคราวข้าบ้างเล่า” จ้าวซินเยว่หัวเราะเล็กน้อย ให้กับคำขู่นั้น
“เ้ากับแม่ทัพไม่ได้ชอบคอกันหรือดูแม่ทัพก็สนใจเ้ามากอยู่” จ้าวอี้หยางเปลี่ยนเื่มาทางนางเสียอย่างนั้น
“คงจะไม่หรอก เขาไม่เคยพูดอะไร”นางไม่ได้โกหก เฉินจือหานผู้นั้นไม่เคยพูดอะไรกับนางแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยทำ หญิงสาวตอบด้วยใบหน้าลังเลอย่างไม่รู้ตัว
“แต่ตอนอยู่ที่อารามชินอ๋องกับคุณหนู เคยสนทนากันยามดึกด้วยนะเ้าคะ”เสี่ยวโยวพูดเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม คุณหนูของตนส่งสายตาดุทว่าญาติผู้พี่ของคุณหนูกลับยิ้มอย่างชอบใจ
“พ่อหม้ายลูกอ่อนที่คนอยากได้กันทั้งแคว้นผู้นั้นหรือ”จ้าวอี้หยางถามเสี่ยวโยวคนโดนถามก็พยักหน้าก่อนจะหัวเราะคุณหนูที่ทำหน้าไม่ถูกด้วยท่าทางสำรวม
“เสี่ยวโยว”
“อย่าดุนางเลย ข้าก้ว่าแล้ว สวยๆแบบเ้า มีหรือจะไม่มีบุรุษมาทอดสะพานให้”
“เหลวไหลใหญ่แล้วไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ทั้งชินอ๋อง ทั้งแม่ทัพ ล้วนไม่เคยพูดอะไรเลย”
“แล้วหากจะต้องเลือกหนึ่งในสองคนนี้เ้าจะเลือกใครหรือ” คำถามของจ้างอี้หยางทำให้คนถูกถามชะงักงัน อันที่จริงนางไม่เคยคิดมาก่อนหากต้องเลือกระหว่างสองคนนี้หรือ ยากเหมือนกันนะ
“เป็ข้า ข้าจะเลือกท่านแม่ทัพเ้าค่ะเพราะข้าไม่เคยเห็นชินอ๋อง แต่กับท่านแม่ทัพข้าเคยพูดคุยแม้จะภายนอกจะดูเป็คนอันตราย แต่แท้จริงเป็คนที่ไว้ใจได้ เข้าถึงได้ง่ายอีกอย่างยังสนิทกับคุณหนูถึงขั้นไปไหนมาได้ด้วยกันสองต่อสอง” อาจิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงร่าเริง อาจิงกับแม่ทัพก็ดูสนิทสนมกันจริงๆ อาจิงนางก็น่าเอ็นดูปานนี้
“ข้าเลือกชินอ๋องเ้าค่ะ เป็ผู้ใหญ่ สุขุมกว่าทั้งยังไม่คิดจะแต่งเมียเพิ่ม หากคุณหนูได้แต่งคงเป็เมียเดียวไม่มีอนุหรืออุ่นเตียงให้ปวดหัว แล้วก็ไม่กดดันเื่บุตรเพราะท่านอ๋องมีบุตรชายอยู่แล้ว” เสี่ยวโยวที่โตกว่าพูดเช่นนั้น
จ้าวซินเยว่เพียงแค่เงียบ ใช้ความคิดของตัวเองจะว่าไปเื่คู่ครองนางก็ไม่เคยคิดมาก่อน
“ตัวเลือกดีทั้งสองคนเลยนะจ้าวซินเยว่”จ้าวอี้หยางได้ฟังก็ออกความเห็น
นางไม่ปฏิเสธทั้งชินอ๋องและแม่ทัพเฉืนจือหานก็ดีทั้งคู่ในเื่ฐานะและความสามารถ ทั้งหน้าตาที่ดีตามสายเื คนหนึ่งที่โตกว่าหล่อคมคาย สุขุมนุ่มลึกไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึก ส่วนอีกคนที่เด็กกว่า ยังหลงเหลือความผ่อนคลายเอาใจใส่และพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
“เอาเป็ว่าข้าเลือกบุรุษที่ทำให้ข้าอยากใช้ชีวิตด้วยแล้วกันหากบุรุษคนไหนทำให้ข้ารักถึงขั้นยอมแต่งงานด้วย ต่อให้เป็คนธรรมดาข้าก็แต่งพอใจหรือยัง”
เสียงหวานตอบออกมาอย่างมั่นใจ แม้จะแสดงท่าทางเหมือนตอบตัดปัญหาแต่นางยังต้องเจอผู้คนอีกมากมายยามนี้นางยังไม่เจอใครที่ทำให้นางมีความคิดอยากร่วมชีวิตด้วยและนางก็ไม่เคยคิดที่จะเลือกคู่ครองจากฐานะทางสังคม
ถ้าจริงใจและทำให้นางรักได้ จะใครก็ได้ทั้งนั้น
สตรีทั้งสี่คนล้วนพูดคุบกันต่อ จ้าวซินเยว่ก็กลับมาร่าเริงเช่นปกติ
โดยที่พวกนางไม่รู้เลยว่าการสนทนานั้นมีคนที่แอบฟังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลรถม้าของพวกนาง
... ต้องชนะใจนางก่อน ถึงจะได้แต่งกับนางจริงๆ ดูท่าทางจะเจอโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิตเสียแล้ว
... ... ...
"ท่าทางจะมีฝนมา ข้าว่าเราควรจะพักที่หมู่บ้านข้างหน้าก่อนก็น่าจะดีนะ"จงหรูอี้สนทนากับแม่ทัพชายหนุ่มร่างสูงบนหลังมม้าเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างที่พูดาุโบอกพบกับแมฆฝนตั้งเค้าลอยต่ำอีกไม่นานฝนคงจะตกแน่
"ข้าจะไปแจ้งพวกท่านหญิงให้"
... ... ...
ด้วยสถานการณ์และสภาพอากาศที่ไม่เป็ใจทั้งหมดจึงต้องแวะพักที่โรงเตี้ยมเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดเมื่อทุกคนมาถึงฝนก็ตกลงมาทันทีราวกับรอให้นักเดินทางทุกหมดเข้ามาที่นี่
จ้าวซินเยว่รู้สึกเวียนหัว อาจเพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปกะทันหันและฝนที่ตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หญฺิงสาวจึงขอนอนพักเอาแรงที่ห้องพักของตนโดยมีเสี่ยวโยวกับอาจิงนอนอยู่ในห้องด้วย
ทันทีที่ได้นอนพักร่างบางก็หลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าทั้งจากการเดินทางและความรู้สึกเวียนหัวที่เกิดขึ้น
... ... ...
"คุณหมอครับ ทำไมเธอยังไม่ฟื้นขึ้นมาสักทีแค่หมดสติไป"
... เสียงนี้มัน
"คุณชายจ้าวพวกเราตรวจร่างกายของคนไข้อย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่พบความผิดปกติเลยครับ"ร่างสูงของใครบางคนที่กำลังหันหลังให้เธอถอนหายใจยาวแผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ผมสั้นกับเสื้อเชิ๊ตที่ถูกถกแขนเสื้อขึ้นแม้จะเห็นเพียงข้างหลัง แต่เขาก็ดูสิ้นหวังมากทีเดียว หลังจากที่รายงานอาการเสร็จหมอในชุดกาวน์สีขาว
มาหันมามองคนที่นอนบนเตียงก็เจอกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่พร้อมกับสายน้ำเกลือ
... นี่มัน... เธอเอง... สวีเจียฉี
เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?
"สวีเจียฉี"เสียงที่คุ้นหูเรียกเธอจากด้านหลังร่างบางหันไปตามเสียงเรียกก็ต้องใกว่าเดิมกับบุคคลที่อยู่ตรงหน้า
หญิงสาวในชุดโบราณสีแดง บนหัวมีเครื่องผมสีทองใบหน้าสวยถูกแต่งเติมอย่างดี ความสวยของเธอคนนี้ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าความงดงามนี้คงเป็ที่้าในทุกยุคทุกสมัย และใบหน้านั้นก็ยังคุ้นเคยมากทีเดียวเป็ใบหน้าเดียวกับเธอไม่มีผิด
"จ้าวซินเยว่?" สวีเจียฉีเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจนักแต่อีกฝ่ายกลับยิ้มออกมาให้เธอ
"ข้ากับเ้าไม่เคยเจอกันเลยสินะ ยินดีที่ได้พบสวีเจียฉี" สตรียุคโบราณกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดูสงบไม่เหมือนกับเด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปด บางทีจ้าวซินเยว่ผู้นี้อาจจะเจอเื่ใดมาทำให้ความสดใสของนางหายไปจนหมด
"นี่มัน... เื่อะไรกันแน่ ฉันยังไม่ตายหรอแล้วทำไมฉันถึงไปอยู่ที่นั่น แล้วเธอล่ะ"
"ข้าอยากให้เ้าช่วย... ในที่ที่ข้าจากมา แคว้นฝูราชวงศ์ แม้แต่ตระกูลจ้าว ล้วนตายกันไปหมดแล้ว"ความจริงนั้นทำให้ร่างบางของสวีเจียฉีสั่นสะท้าน มันคือะไรกัน แคว้นฝู ราชวงศ์กับครอบครัวจ้าวจะหายไปหรือ "ข้าเดิมพันทุกอย่างไว้กับเ้า สวีเจียฉีข้าเชื่อใจเ้า เพราะเราสองคนล้วนเป็คนคนเดียวกัน"
“...”
"ข้าอยากให้เ้าช่วย เพื่อไม่ให้ตระกูลจ้าวล่มสลายเ้าต้องช่วยข้า"
"..."
"ข้าก็ไม่อยากให้เ้าที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่นี่ไปช่วยเหลือหากทำได้ข้าอยากทำมันเอง แต่ทุกอย่างล้วนผูกกันไว้ด้วยชะตาข้าเดิมพันทุกอย่างไว้กับเ้า ได้โปรดอย่าปล่อยให้คนที่เราสองคนรักต้องทรมานแม้ยามตายก็ยังไม่สงบเช่นนั้นเลย"
"เธอเป็ใครกันแน่"
"เป็คนที่จะช่วยเ้าข้าอยู่ที่นี่เพื่อดูแลร่างกายของเ้าไม่ให้เสื่อมสลาย โปรดเชื่อใจข้าอย่างที่ข้าเชื่อใจเ้าเถิด"
"แล้วฉัน... ควรจะทำยังไง"
"ยามนี้เ้าต้องกลับไปหากเ้าอยากจะพบข้าเพียงนึกถึงแล้วหลับตาลง หากข้าสามารถไปหาเ้าได้ข้าจะไปในทันที หรือหากสามารถตอบคำถามของเ้าได้ ข้าจะตอบ ด้วยวิธีการต่างๆ"
"แล้วฉันจะกลับมาที่นี่ได้ไหม"
"หากไม่อยากทำ ก็จับมือข้าข้าจะพาิญญาของเ้ากลับเข้าร่างตอนนี้ก็ทำได้"
ดวงตาสวยมองที่มือขาวเนียนของอีกฝ่ายที่ยื่นออกมาด้วยสายตาสับสน แม้ใจหนึ่งจะอยากกลับมายังโลกนี้ ใช้ชีวิตของเธอแต่หลายปีมากนี้เธอก็ผูกพันกับคนที่นั่นไม่น้อยพอได้รู้ว่าทุกคนจะมีจุดจบที่ย่ำแย่หากเธอไม่ทำอะไรเลย ทั้งที่เธอมีโอกาสช่วย
"ฉันจะช่วย เธอเองก็ต้องช่วยฉันเหมือนกันเื่ไหนที่ฉันควรจะรู้และเธอสามารถพูดได้ ก็ควรจะบอก"เธอตัดสินใจลองช่วยเหลืออีกฝ่ายดู ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าเธอช่วยเธอมันก็คงจะหมายความว่าอย่างนั้น ในเมื่อมีแค่เธอที่ช่วยได้ก็ควรจะทำมัน"แต่เธอต้องดูแลร่างกายของฉันให้ดี ห้ามให้ตายเด็ดขาด"
"ตกลง"
"ก็พาฉันกลับไปได้แล้วป่านนี้พวกอาจิงคงจะห่วงแย่แล้ว" จ้าวซินเยว่ยกยิ้มมุมปากหญิงสาวคนนี้แตกต่างจากเธอมาก หากเธอในร่างจ้าวซินเยว่เป็ผู้หญิงร่าเริง ยิ้มเก่งคนตรงหน้าก็คือผู้หญิงที่สงบนิ่ง เรียบร้อย เริ่มไม่แปลกใจแล้วทำไมท่านแม่ถึงรู้ได้ทันทีว่าพวกนางคือคนละคนกัน เพราะแม้จะมีหน้าตาเหมือนกันและใช้ิญญาร่วมกันอย่างที่หญิงสาวคนนี้บอก แต่พวกนางก็ต่างกันสิ้นเชิง
"ถามอะไรหน่อยสิ"
"เชิญเ้าถาม"
"ฉันได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากตอนเธออยู่มากน้อยแค่ไหนแล้วฉันทำอะไรตามอำเภอใจได้แค่ไหนกัน" จ้าวซินเยว่เพียงยิ้มก่อนจะตอบอย่างสงบ
"เอาเป็ว่า ตัวข้าไม่มีบ่าวชื่ออาจิง"พูดจบมือของจ้าวซินเยว่ก็จับที่แขนของเธอพร้อมกับกระชากเธอให้ออกไปจากที่นั่นเหมือนกับครั้งแรกที่เธอไปอยู่ที่ร่างจ้าวซินเยว่
... อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าใครพาเธอมาที่นี่เพื่ออะไร
...... ...
“อาจิง” เสียงหวานเรียกบ่าวตัวน้อยช่างเจรจาที่ยามนี้กำลังตรวจสอบดูข้าวของของเ้านายตนก่อนจะนำเอาชุดของสตรีมาเตรียมสำหรับพรุ่งนี้
วันนี้ฝนตกหนักมากกว่าจะหยุดก็มืดค่ำจึงพักค้างคืนที่นี่เพื่อความปลอดภัย ท่านแม่ทัพกล่าวว่า แม้จะใกล้เมืองหลวงแต่ก็ยังไม่ได้ปลอดภัย เดินทางยามสว่างย่อมดีที่สุด
“ว่าอย่างไรเ้าคะ คุณหนู” ดวงตาเป็ประกายแสดงความจริงใจอย่างเป็ธรรมชาติทำให้คนเป็เ้านายยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ดีใจที่ได้เจอเ้าในวันนั้น”เสียงหวานกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
‘ข้าไม่มีบ่าวชื่ออาจิง’
คำบอกกล่าวของเ้าของร่างมีความหมายหลายๆอย่าง หมายความว่า นางสามารถทำอะไรก็ได้ในโลกใบนี้
“คุณหนู ข้าเองก็ดีใจเ้าค่ะเป็บ่าวของท่านย่อมดีที่สุด” ท่าทางร่าเริงของอาจิงทำให้นางผ่อนคลายไปได้มากจริงๆแต่ก็อดนึกไปถึงแววตาเศร้าของหญิงสาวโบราณในชุดแดงผู้นั้นไม่ได้
ยามที่มองผ่านไหล่ของนางไปยังชายหนุ่มที่อยู่ในโรงพยาบาลจะว่าไป ในฐานะสวีเจียฉีก็จำคนคนนั้นไม่ได้ เขาเป็ใครกันนะ แต่ก็ช่างเถอะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตามหา จูเชว่ ตัวจริงที่สตรีคนนั้นบอก
#####